'ทวี สอดส่อง' ซัดนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ดัน 'ค่าไฟทิพย์' ชาวบ้านแบกภาระ 1.09 ล้านล้านบาท เหน็บนายทุน 'รวยไม่ไหวแล้ว' จี้รัฐบาลเร่งรื้อโครงสร้าง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "ค่าไฟทิพย์ 1.09 ล้านล้านบาท" ระบุว่า ไฟฟ้าคือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดเจนว่า รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และการให้บริการนั้นต้องไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร
นโยบายและการบริหารพลังงานไฟฟ้า รัฐมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) 19 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อีก 7 คน แต่ภาพที่ปรากฏคณะกรรมการทั้ง 2 องค์กร ถูกตั้งคำถามว่า “ปล่อยเกียร์ว่าง” จนทำให้คนไทยต้องแบกรับภาระราคาไฟฟ้าแพงโดยไม่เป็นธรรม
แม้เรื่องไฟฟ้ามีความซับซ้อนทางเทคนิคสูง การบริหารจัดการระบบกำลังสำรองและโครงสร้างค่าไฟฟ้า ไม่สามารถคิดแบบบวกลบคูณหารทั่วไปได้ แต่ต้องใช้คณิตศาสตร์เชิงซ้อนและโมเดลทางวิศวกรรมเข้ามาพิจารณาด้วย
นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่า “…ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ…” นั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่ความจริงในอดีตของไทย พลังงานสะอาดกลับกลายเป็น ”ฝันร้าย”ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้โรงไฟฟ้าเอกชน ผ่านกับดัก “ค่าใช้จ่ายทิพย์” ที่ดึงเงินจากกระเป๋าประชาชนไปหล่อเลี้ยงกลุ่มทุนผ่าน 2 กลไกหลัก คือ
1.กับดักราคารับซื้อ (Adder และ FiT)
Adder คือ ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า เป็นระบบสนับสนุนยุคแรกของไทย โดยรัฐจะจ่าย "เงินเพิ่ม" เข้าไปจากราคาค่าไฟฟ้าฐาน เช่น ถ้าค่าไฟฐานคือ 3 บาท และมี Adder ให้ 8 บาท ผู้ผลิตจะได้เงินรวม 11 บาท/หน่วย ระบบนี้จูงใจสูงมากแต่ควบคุมต้นทุนยากเพราะจ่ายคงที่ตามหน่วยที่ผลิตได้
FiT (Feed-in Tariff) เป็นระบบที่มาแทน Adder โดยกำหนดราคารับซื้อ "คงที่" ตลอดอายุสัญญา (เช่น 5.60 บาท/หน่วย) ทำให้ภาครัฐคำนวณต้นทุนในอนาคตได้แม่นยำกว่า
ค่า FiTa (FiT Transition/Adjustment) หมายถึง ส่วนต่างของราคารับซื้อแบบ FiT ที่สูงกว่าราคาขายส่งไฟฟ้า (Wholesale Price) ซึ่งส่วนต่างนี้เองที่จะถูกนำไปเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าผ่าน ค่า Ft ในบิลค่าไฟทุกเดือน โดยที่ประชาชนเจ้าของเงินไม่เคยถูกขอความเห็นชอบ
2. โครงสร้างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (SPP และ VSPP)
SPP (Small Power Producer) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (10 - 90 เมกะวัตต์) มักเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่
VSPP (Very Small Power Producer) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์) ส่วนใหญ่เป็น Solar Rooftop, ฟาร์มโซลาร์ขนาดเล็ก หรือก๊าซชีวภาพในฟาร์มปศุสัตว์
เบื้องหลังยอดเงินกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ที่คนไทยต้องจ่าย
จากภาพสีม่วง และภาพสีเขียว มุ่งเน้นไปที่ ผลกระทบรวมจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (SPP และ VSPP) ครอบคลุมช่วงเวลายาวกว่า (ปี 2538 – 2568) โดยแยกประเภทตามลักษณะสัญญา คงที่ หรือ Firm คือมีการการันตีปริมาณไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบตามช่วงเวลาที่กำหนดแน่นอน ส่วนนี้สะท้อนถึงต้นทุนด้าน "ความมั่นคง" ที่รัฐต้องจ่ายเพื่อให้มีโรงไฟฟ้าสแตนด์บายพร้อมจ่ายไฟตลอดเวลา กับโรงไฟฟ้าไม่คงที่หรือNon-Firm, โรงไฟฟ้ากึ่งคงที่หรือPartial-Firm และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ VSPP ส่วนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม พลังงานหมุนเวียน ที่การจ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ (เช่น แดดหมด ลมไม่มี) และผู้ผลิตรายเล็กมาก ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนในการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวม ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานหมุนเวียนอย่างเดียว
** กลุ่มสัญญา Firm (สีม่วง) เป็นการอุดหนุนให้เอกชนโรงไฟฟ้าประมาณ 445,069 ล้านบาท คือ “ค่าความพร้อมจ่าย” หรือเงินที่จ่ายจ้างให้โรงไฟฟ้าสแตนด์บายรอ แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตเลยก็ตาม เป็นการโอนความเสี่ยงธุรกิจจากนายทุนมาไว้ที่ประชาชน (นี่ยังไม่รวมค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ IPP)
**กลุ่มสัญญา Non-Firm ,Partial-Firm และ VSPP (สีเขียว) เป็นอุดหนุนให้เอกชนโรงไฟฟ้าประมาณ 648,148 ล้านบาท สะท้อนถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ขาดการวางแผนสมดุลต้นทุน ขยายตัวอย่างมากในช่วงหลัง (ปี 2555 เป็นต้นไป) สะท้อนถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้มูลค่ารวมพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนแบกรับภาระชดเชยส่วนต่างนี้มาตลอด 30 ปี
ภาพที่เสนอกำลังบอกเราว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามี "ราคา" ที่ต้องจ่าย ซึ่งตัวเลขรวมกว่า 1.09 ล้านล้านบาท คือภาระที่ระบบไฟฟ้า และผู้บริโภค แบกรับมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมาที่ดูดจากประชาชนไปโดยรัฐไม่ขอความเห็นจากประชาชนเจ้าของเงินไปให้กับนักลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด ทั้ง SPP, VSPP เฉพาะในปี 2567 ปีเดียว ภาระส่วนนี้พุ่งสูงถึงประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ที่มีทั้งฟอสซิล และพลังงานทดแทน เป็นเงินที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเอกชนโรงไฟฟ้าที่ยังไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนจากการเอาไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
เรื่องสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐ พบว่า
ส่วนหนึ่งของ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2566 การสร้างสมดุลระหว่าง "ความมั่นคงทางพลังงาน" กับ "ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน" โดยมีคำแนะนำว่า
“…รัฐโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน ให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศในแต่ละช่วงเวลา หากกำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินสมควร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ อาจถูกดำเนินการโดยองค์กรอื่นหรือศาลอื่นได้"
ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ที่พบว่า ความเดือดร้อนของประชาชนค่าครองชีพสูงค่าไฟฟ้าแพง น้ำมันแพง รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นปัญหาของประชาชนสูงสุดเป็นอันดับแรก เรียกว่าถึงขั้น ‘กำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินสมควร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ’ แล้ว ในขณะที่นายทุนพลังงาน“รวยจนทนไม่ไหวแล้ว” ดังนั้นรัฐบาล โดย กพช. และ กกพ. ต้องแก้ไขโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ให้ “ค่าไฟทิพย์” ทับถมคนไทยจนโงหัวไม่ขึ้นอีกต่อไป

ข้อมูลประกอบ




