สส.พรรคส้ม วิพากษ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยทุ่มงบฯ ช่วยเหลือต่างประเทศกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท แต่กลับไม่ได้นำมาใช้แก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนอย่างจริงจัง แนะปรับเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณระหว่างประเทศให้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า นับตั้งแต่ปี 2554 ที่ประเทศไทยเลื่อนสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากประเทศอื่นน้อยลง ในขณะเดียวกันไทยก็ยกสถานะมาเป็น 'ผู้ให้' มากขึ้น เพื่อสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และกระทรวงการต่างประเทศ กลับพบว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยบริจาคเงินให้ต่างประเทศไปแล้วกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ภายใต้งบประมาณนี้กว่าครึ่งจ่ายผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นการปล่อยกู้ผ่านกระทรวงการคลัง โดย 3 ประเทศที่รับการช่วยเหลือจากไทยมากที่สุด ได้แก่ ลาว 9,300 ล้านบาท เมียนมา 3,800 ล้านบาท และกัมพูชา 2,400 ล้านบาท แต่พบว่าการให้เงินช่วยเหลือของไทยที่ว่ากลับไมได้นำมาใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรมเลย ทั้งที่เกิดฝุ่นข้ามแดนมาร่วม 10 ปีแล้ว
นอกจากนี้ งบประมาณส่วนใหญ่ที่ช่วยเหลือก็เป็นเงินกู้สำหรับก่อสร้างถนนและระบบชลประทาน ส่วนที่เหลือเป็นงบโครงการนำร่องต่างๆ รวมถึงด้านการเกษตร แต่ทั้งหมดเป็นการกระจายงบประมาณที่ไม่มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศอย่างชัดเจน
"งบประมาณที่เราใช้ช่วยเหลือประเทศอื่นไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือในลักษณะที่อยากให้ประเทศอื่นรู้สึกดี เราเปรียบเสมือนเศรษฐีใหม่ ใครยื่นซองมาเราก็ใส่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถปรับเปลี่ยนจากการให้ที่กระจัดกระจายมาเป็นการให้อย่างมีเป้าหมายได้ โดยเปลี่ยนมาเน้นที่ผลประโยชน์ของเราเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน" นายวิสุทธิ์กล่าว
สส.พรรคประชาชนชี้ด้วยว่า การใช้กลไกอาเซียนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากเป็นเพียงการขอความร่วมมือที่ขาดแผนการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นจากแผน ASEAN Transboundary Haze Free ที่ตั้งเป้าหมายให้อาเซียนปลอดฝุ่นมาตั้งแต่ปี 2563 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้น จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้วิธีการ 'วางระบบ' ในประเทศเพื่อนบ้านแทน ข้ออ้างที่ว่าไทยไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ในประเทศอื่นได้นั้นไม่เป็นความจริง เพราะไทยสามารถดำเนินการผ่านกลไกการสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า การวางระบบที่ว่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บข้อมูล การออกกฎหมาย การติดตามและตรวจสอบ การใช้เครื่องมือทางภาษี ไปจนถึงการรณรงค์ทางสังคมและการขับเคลื่อนโดยภาคประชาสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อาทิ ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับงบฯ ช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนนำไปสู่การออกกฎหมายและจัดตั้งระบบต่างๆ ที่ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง
นอกจากนั้น อย่างในกรณีปัญหาการค้ามนุษย์ที่ต่างประเทศได้เข้ามาช่วยวางระบบ ออกกฎหมาย และสร้างกลไกการตรวจสอบ จนทำให้ระบบการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยมีความเข้มแข็งและดำเนินงานได้เอง ซึ่งส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
นายวิสุทธิ์ได้ย้ำว่า งบประมาณของประเทศไทยมีอยู่ แต่ที่ผ่านมาถูกใช้ไปโดยขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การแก้ปัญหาฝุ่นละอองข้ามแดนยังคงวนเวียนอยู่กับการประชุม การตั้งคณะทำงาน การจัดทำแผน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียม และตรวจจับจุดความร้อนเท่านั้น แต่ยังขาดการสร้างระบบเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
เครดิตภาพ: เพจวิสุทธิ์ ตันตินันท์ - Wisoot Tantinan




