'พิพัฒน์' เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เตรียมชงเข้า ครม. มิ.ย.-ก.ค. นี้ พร้อมโต้ข้อวิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า ยืนยันเป็นโอกาสทองที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลหลังเกิดวิกฤตพลังงาน
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยตั้งเป้าผลักดันให้เริ่มดำเนินโครงการได้ภายในปีนี้
นายพิพัฒน์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้ลงทุนโดยตรง แต่จะทำหน้าที่ในการให้สัมปทานที่ดินและเปิดบริษัทต่างๆ เข้ามาลงทุน ซึ่งขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตนเองก็ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบด้วยตนเองเช่นกัน สำหรับจุดเริ่มต้นการก่อสร้างนั้นจำเป็นต้องหารือกับผู้ลงทุนอีกครั้ง โดยจะเปิดให้บริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมประมูล
สำหรับวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการนี้ รัฐมนตรีคมนาคม ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โครงการนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลเข้าไว้ด้วยกัน
นายพิพัฒน์ อธิบายด้วยว่า การวิจารณ์ว่าไทยจะไม่ได้ประโยชน์เพราะไทยจะเป็นเพียงจุดขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เสียเวลานั้น ขอให้ช่วยกันหาข้อมูลว่าจริงหรือไม่ เนื่องจากจากการศึกษาพบว่าสินค้าที่ขนส่งทางเรือกว่า 90% เป็น 'สินค้าถ่ายลำ' ซึ่งไม่ใช่การนำสินค้าจากประเทศต้นทางไปสู่ปลายทางโดยตรง 100% แต่เป็นการรวมสินค้าจากหลายท่าเรือเพื่อมาคัดแยกและถ่ายลำไปยังประเทศต่างๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องเวลาในการขนถ่าย เพราะหากมีการถ่ายสินค้าที่ชายฝั่งไทยก็ถือเป็นกระบวนการเดียวกับที่เรือต้องแวะถ่ายสินค้าที่สิงคโปร์อยู่แล้ว
ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองฝั่งและยกระดับระบบขนส่งทางน้ำ โดยมุ่งหวังประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายมิติ โดยเพจ 'Beach For Life Thailand' ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ว่าจะครอบคลุมตั้งแต่การทำลายวิถีชีวิตชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้าน ไปจนถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ เช่น แนวปะการังและหญ้าทะเล เป็นต้น
เครดิตภาพ: เพจ พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn




