เครือข่ายประชาชนภาคใต้คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ จ.ชุมพร-ระนอง ขณะที่ มติ กสม. ระบุโครงการนี้สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (โครงการแลนด์บริดจ์) จ.ชุมพร-ระนอง มูลค่า 1 ล้านล้านบาท โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ โดยตั้งเป้าผลักดันให้เริ่มดำเนินโครงการได้ภายในปี 2569
ทั้งนี้ ให้เหตุผลว่า เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงท่าเรือสองฝั่งทะเลและยกระดับระบบขนส่งทางน้ำ ซึ่งจะเป็นโอกาสทองในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านโครงการดังกล่าวถูกคัดค้านและมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความไม่คุ้มค่าในการลงทุน ทั้งประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระทบต่อประชาชนในพื้นที่การก่อสร้างโครงการ รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ และ SEC ขายผืนดินอธิปไตย แลกถอนทุนทางการเมือง" โดยระบุว่า ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง การศึกษาผลกระทบด้วยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งกระบวนการดังกล่าวมองข้ามการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการถึงความคุ้มค่าของการลงทุน
เครือข่ายประชาชนภาคใต้ที่มารวมตัวกันวันนี้ไม่ต่ำกว่า 20 กลุ่มองค์กร ยังระบุด้วยว่าโครงการแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. ….(SEC) เน้น "ขายที่ดินอธิปไตยให้ทุนข้ามชาติ" โดยมีเนื้อหาระบุไว้ในร่างกฎหมาย SEC ที่ให้สิทธิพิเศษแก่นายทุนข้ามชาติ ซึ่งจะสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งเป็นการถอนทุนทางการเมืองแลกผลประโยชน์ของคนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น
เครือข่ายประชาชนภาคใต้จึงขอให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกนโยบายดังกล่าวทั้งหมด และเปลี่ยนเป็นสนับสนุนแผนการ "การออกแบบการพัฒนาภาคใต้ที่มั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของคนภาคใต้อย่างแท้จริง
ขณะที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยเผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ จ.ชุมพร-ระนอง ไว้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เนื้อหาระบุว่า โครงการนี้อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชน วิถีชีวิตท้องถิ่น สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
ผลการตรวจสอบดังกล่าว สืบเนื่องจากผู้ร้อง 4 ราย ได้ยื่นคำร้องต่อ กสม. ให้ตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง ในประเด็นการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดการเปิดเผยข้อมูลแผนโครงการที่ชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมติของ กสม. ระบุว่า 'การดำเนินโครงการของทั้ง 3 หน่วยงานมีความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน' โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ความไม่คุ้มค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้โครงการจะถูกนำเสนอในฐานะทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้าแทนช่องแคบมะละกา แต่จากการศึกษาของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าโครงการไม่สามารถประหยัดเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงกว่าเส้นทางเดิม จึงไม่สามารถแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ได้
ไม่ตอบโจทย์ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รายได้จากโครงการไม่คุ้มกับงบประมาณที่ลงทุนไป และเมื่อพิจารณาจากเป้าหมายการสนับสนุน SEC พบว่าโครงการสามารถรองรับสินค้าจาก SEC ได้เพียงร้อยละ 18 เท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมรดกโลก การก่อสร้างอุโมงค์ ทางยกระดับ และรถไฟทางคู่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ในทะเลอันดามัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ทั้งยังคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ แนวปะการัง และหญ้าทะเล
วิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น โครงการส่งผลกระทบต่ออาชีพหลักของจังหวัดระนองและชุมพร ทั้งภาคเกษตรกรรมและประมง โดยการเวนคืนที่ดินจะทำให้เกษตรกรสูญเสียพื้นที่ทำกิน ขณะที่ทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดลงจากมลภาวะจะทำลายอาชีพประมงพื้นบ้านและวิถีชีวิตของชาวเลมอแกน
ขัดต่อแผนพัฒนาจังหวัดและหลักสิทธิมนุษยชน การพัฒนาโครงการนี้ไม่สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรและการเกษตรมูลค่าสูง อีกทั้งยังขัดต่อหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (DRTD) ที่เน้นการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมและการรักษาสิ่งแวดล้อม
การขาดการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ การที่รัฐกำหนดโครงการมาโดยขาดการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกแนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ถือว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รวมถึงกติการะหว่างประเทศ (ICESCR) และ DRTD เนื่องจากประชาชนย่อมมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง

มติ กสม. ต่อโครงการแลนด์บริจด์และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชน

มติ กสม. ต่อโครงการแลนด์บริจด์และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชน
ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงเห็นควรเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนมาตรการและแนวทางดำเนินการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการต่อไป พร้อมทั้งมีการเสนอมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ (ตามภาพประกอบ)

มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ที่มาภาพ : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร




