เครือข่ายภาคประชาชน ยังกังวลใจถึงแม้ ครม.จะร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ยังมีโอกาสที่ สส. และ สว. จะไม่โหวตให้ผ่าน โดยพิจารณาจาก 'ข้อสังเกต' ของบางหน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างน้อย 5-6 ประเด็น จึงหวั่นว่ารัฐบาลอาจจะ 'เซ็ตซีโร่' กฎหมายฉบับนี้เพื่อให้เริ่มนับหนึ่งใหม่หรือไม่
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อดีตรองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ.... ซึ่งเป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนที่ผลักดันร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบส่งร่างกฎหมายค้างท่อ จำนวน 31 ฉบับ ให้รัฐสภาพิจารณาต่อ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยมีร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด รวมอยู่ด้วยนั้นในมุมส่วนตัวยังไม่มองโลกในแง่ดีมากนัก แต่กลับมองว่าอาจจะเป็น 'การเล่นปาหี่' เพื่อให้ร่างกฎหมายออกจาก ครม.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและในที่สุดหากสมาชิกรัฐสภาโหวตไม่ให้กฎหมายไปต่อเท่ากับรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบหรือไม่
ทั้งนี้ ข้อสังเกตดังกล่าวพิจารณาได้ตามมติ ครม.ซึ่งเขียนไว้ในเอกสารเผยแพร่ข่าวของรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ระบุว่า "มีข้อสังเกตจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่อง เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดยังขาดความชัดเจน และอาจซ้ำซ้อนกับการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่น กองทุนฯ ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน ความรับผิดโทษทางอาญาสูงมากมือเทียบเคียงกับกฎหมายต่างประเทศ..."
รศ.คนึงนิจ กล่าวอีกว่า ทราบว่าหนังสือที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อแจ้งผลการ "ยืนยัน" และ "ไม่ยืนยัน" ร่างกฎหมายเพื่อร้องขอให้รัฐสภาพิจารณา ปรากฎว่ามี 1 หน่วยงาน ที่ไม่ทราบว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเอง กลับเสนอ "ข้อสังเกต" 5-6 ประเด็น ส่งให้ สลค. โดยที่ประเด็นเหล่านั้นได้มีการทำความเข้าใจไปทั้งหมดแล้วในชั้นกรรมาธิการ สภาผู้แทนฯ
ดังนั้น อาจวิเคราะห์ได้ว่ารัฐบาลอาจจะจงใจที่จะสื่อสารไปยังสมาชิกรัฐสภาว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีจุดอ่อนหรือมีข้อสังเกตอยู่หลายประการ และในที่สุดสมาชิกรัฐสภาอาจจะไม่โหวตให้กฎหมายไปต่อก็ได้ ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าพรรคไหนคุมเสียงข้างมากในสภาล่างและสภาบน ดังนั้น จึงขอให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาตามสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ภาคประชาชนมั่นใจว่าจะเป็นกลไกที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหามลพิษอากาศได้จริง
"เป็นการเลี้ยงไข้โดยทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ดูมีเนื้อหาอ่อนๆ เพื่อเล่นละครหรือไม่ ว่ารัฐบาลได้ยืนยันกลับไปภายใน 60 วันรัฐธรรมนูญและตามที่มีการเรียกร้องแล้ว แต่เมื่อรัฐสภาไม่เอาด้วยก็ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล หากเป็นไปอย่างนั้นจริง นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลต้องการ 'เซ็ตซีโร่' กฎหมาย แล้วไปยกร่างกลับมาเสนอใหม่และนำเข้าสภาฯ หรือไม่ ซึ่งทำให้ปิดทางภาคประชาชนในการเริ่มต้นใหม่ เพราะต้องใช้เวลาในการล่ารายื่อเสนอกฎหมายใหม่อีก ท้ายที่สุดหากร่างของ ครม.หรือพรรคการเมืองได้ไปต่อก็อาจจะได้กฎหมายอากาศสะอาดเวอร์ชั่นที่ฝ่ายคัดค้านต้องการแก้มาตลอดก็ได้ โดยที่สาระสำคัญตามที่ภาคประชาชนผลักดันมาถูกตัดออกทั้งหมด" รศ.คนึงนิจ ระบุ
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เป็นไปในแง่ร้ายจริงคงจะต้องมีการตีความต่อไปว่า ภาคประชาชนสามารถใช้ช่องทางตามมาตรา 14 ของพ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่ง ณ เวลานี้เมื่อรัฐบาลได้ยืนยันร่างกฎหมายเข้าสภาฯ แล้ว ก็เท่ากับว่าช่องทางนี้ของภาคประชาชนถูกปิดลงไปด้วย ซึ่งจะเข้าฉากทัศน์ที่ว่า "รัฐบาลยืนยัน แต่รัฐสภาปัดตก" และนี่คือการสกัดไม่ให้ภาคประชาชนอยู่สมการการแก้ปัญหามลพิษอากาศ
"นี่เป็นการมองแบบ worst-case scenario (สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด) ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่เป็นมุมมองที่มาจากข้อสังเกตของหน่วยงานหนึ่งที่แทงกั๊ก ทั้งที่ได้ตอบไปหมดทุกประเด็นแล้วในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็ยังเห็นอยู่ว่าแม้จะไปอยู่ในชั้นวุฒิฯ แล้วก็ยังมีคุณศุภชัย (ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีราชื่อ พรรคภูมิใจไทย) ออกมาตั้งข้อสังเกต ต่อมาก็มีคุณสุชาติ (สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ออกมาแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบต่อการลงทุนอีก มันจึงดูแปลกๆ ฉะนั้นอย่าเพิ่งดีใจว่า ครม.ยืนยันกฎหมายเข้าสภาฯ แล้ว กฎหมายจะผ่านตามนั้น แต่นี่เป็นแค่มุมมองส่วนตัว" อดีตรองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ....ระบุ
เครดิตภาพ: เพจ Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด




