'สุชาติ' ส่งหนังสือถึง ครม. เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ตั้งข้อสังเกตคัดค้านสาระสำคัญใน 6 ประเด็น อาทิ การกำหนดให้สถาบันการเงินร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมายจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว กำหนดค่าปรับผู้ปล่อยมลพิษสูงเกินไป 50-100 ล้าน การตั้งกองทุนอากาศสะอาดยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน ฯลฯ
สำนักข่าว Next News ได้สืบค้นเอกสารของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้ร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....และร่างพระราชบัญญัติอื่นรวม 31 ฉบับ พบว่า หนังสือที่ นร 0507/1662ฟ ส่งถึงนายกฯ ผ่านรองนายกฯ (นายปกรณ์ นิลประพันธุ์) เรื่อง ร้องขอรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญฯ มีเนื้อหาข้อ 3.2.1 ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ส่วนราชการ "ยืนยัน" ให้ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาต่อไปมีจำนวน 16 ฉบับ

สลค.

หนังสือ สลค. เรื่อง ร้องขอรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ
ข้อ 3.2.2 ร่างพระราชบัญญัติที่ส่วนราชการ "ไม่ยืนยัน" ให้ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาต่อไปมีจำนวน 1 ฉบับ (ร่างพ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ....)
ข้อ 3.2.3 ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ส่วนราชการ "มีข้อสังเกต" จำนวน 1 ฉบับ ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... (อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มุ่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยกำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา เช่น กำหนดนโยบายในการจัดการมลพิษทางอากาศ จัดทำมาตรฐานคุณภาพอากาศ กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหากับแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีบทกำหนดความรับผิดทางแพ่งและอาญา และมาตรการปรับเป็นพินัยสำหรับการฝ่าฝืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) (ตามหนังสือที่ ทส 0302/486 ลงนามโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งถึง สลค. ลงวันที่ 27 เม.ย. 2569 พร้อมแนบร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....มาด้วย) พิจารณาแล้วเห็นด้วยในหลักการ แต่อย่างไรก็ดี ควรคำนึงถึงประเด็นและข้อสังเกตอันเป็นสาระสำคัญตามร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ ดังนี้

หนังสือที่ ทส 0302/486 ลงนามโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งถึง สลค. ลงวันที่ 27 เม.ย. 2569
1) ประเด็นคำนิยาม คำว่า "กลุ่มเปราะบาง" (ร่างมาตรา 4 เห็นว่า คำนิยามดังกล่าวรับรองและคุ้มครองครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แต่คำนิยามดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาระและความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพควรเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม
2) ประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด (ร่างมาตรา 40) เห็นว่า การกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และมาจากการเลือกตั้งซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แผนงานหรือนโยบายจึงขึ้นอยู่กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละบุคคลซึ่งอาจขาดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดอื่นๆ อีก เช่น คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ซึ่งการกำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุดอาจส่งผลต่อภาระด้านงบประมาณและไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้มีระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น
3) ประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด (ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153) เห็นว่า ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษและเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารจัดการอากาศสะอาด แต่ยังขาดความชัดเจนและอาจมีความซ้ำซ้อนในการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน
4) ประเด็นกองทุนอากาศสะอาด (ร่างมาตรา 196) เห็นว่า การมีกองทุนเป็นการเฉพาะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด แต่กองทุนดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 อีกทั้งในขั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อสังเกตว่า ควรใช้ "กองทุนสิ่งแวดล้อม" ที่มีอยู่เดิม เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับหลักการจัดตั้งกองทุนเท่าที่จำเป็น และเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ
5) ประเด็นความรับผิดทางแพ่ง (ร่างมาตรา 207 ร่างมาตรา 210 และร่างมาตรา 211) เห็นว่า การนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายโดยขยายความรับผิดไปยังผู้สนับสนุน เช่น สถาบันการเงินผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมการติดตั้ง หรือผู้ติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากทุกภาคส่วน แต่การกำหนดให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงทางคดี
6) ประเด็นความรับผิดโทษทางอาญา (ร่างมาตรา 233) เห็นว่า การกำหนดโทษปรับในอัตราสูงถึง 50 - 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดในวงกว้าง แต่อัตราโทษดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามระหว่างประเทศ โทษที่รุนแรงเกินไปอาจบั่นทอนแรงจูงใจของนักลงทุน และส่งกระทบโดยตรงต่อการจ้างแรงงานที่ลดลง
นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเรื่องความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อีกทั้ง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสงครามระหว่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การที่ร่างพระราชบัญญัติกล่าวกำหนดบทลงโทษที่มีอัตราสูง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การแข่งขันทางเศรษฐกิจรวมถึงการจ้างงานของประชาชนในประเทศ
ทั้งนี้ หนังสือที่ นร 0507/1662ฟ เป็นการอ้างถึงมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่มอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือหัวหน้าส่วนราชการเร่งรัดการพิจารณาพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา สผ. และวุฒิสภา แล้วแจ้งยืนยันพร้อมเหตุผลประกอบการพิจารณา ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ทันกำหนดเวลาตามรัฐะรรมนูญ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....ที่นายสุชาติส่งให้ สลค.ประกอบการพิจารณา ประกอบด้วย 10 หมวด 273 มาตรา รวมทั้งมีการแนบตางรางการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และตารางกิจการ กิจกรรม หรือบริการที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
อ่านประกอบ:
ครม.เคาะส่งร่างกม.ค้างท่อส่งสภาพิจารณาต่อ-'ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด' ด้วย
หนุนร่าง กม.อากาศสะอาดในมุม 'สุชาติ' กังวลค่าปรับบริษัทผู้ปล่อยมลพิษ
เครดิตภาพ: เพจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม-ประเทศไทย




