ศาลปกครองพิากษาให้ 'กรมประมง-อธิบดีกรมประมง' จัดทำและปฏิบัติตามแผนยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมสั่ง รมว.มหาดไทย ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน จ.สมุทรสงคราม
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษา คดีที่กลุ่มประมงพื้นบ้านมอบอำนาจให้ตัวแทนสภาทนายความ ยื่นฟ้องกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายกับผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยศาลมีคำพิพากษาให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงจัดทำแผนยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยคำสั่งดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังอำเภออัมพวา อำเภอบางคนที และอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ให้ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อนำเงินสำรองจ่ายทดลองราชการมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมีผลบังคับใช้ภายใน 50 วัน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนข้อหาที่ยื่นฟ้องหน่วยงานอื่น อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกระทรวงการคลัง ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้อง
ด้าน นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปกครองและรองประธานคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำฝ่ายผู้ฟ้อง เปิดเผยว่า เบื้องต้นเตรียมยื่นอุทธรณ์ในบางประเด็น เช่น การขยายคำคุ้มครองไปยังจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากหากเกิดการแพร่ระบาดขึ้นที่ใด ย่อมส่งผลกระทบและทำลายความหลากหลายและระบบนิเวศในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ นายปรเมษฐ์ย้ำว่า ศาลชี้ขาดชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐกระทำไม่ถูกต้อง และระบุชี้ชัดว่ากรมประมงรวมถึงอธิบดีกรมประมงมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการประมงทุกฉบับ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับปัจจุบันอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมประมงที่ต้องปฏิบัติตามแผน โดยสิ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะสั้นคือการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติดังกล่าว
“ไม่ว่าการแพร่ระบาดของปลาหมอจะมาจากการนำเข้าของใคร แต่รัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลความอยู่ดีกินดีของประชาชน ไม่ให้ทรัพยากรถูกทำลายโดยเอเลี่ยนสปีชีส์” นายปรเมษฐ์กล่าว




