การประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเพื่อเรียกคะแนนนิยมแลกมาด้วยเม็ดเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินนโยบายจำนวนมหาศาล โดยพรรคกล้าธรรม นำโด่งใช้เงินมากที่สุด 2.2 ล้านล้าน ตามด้วย ปชป. 2.1 ล้านล้าน
Next News ได้ตรวจสอบรายละเอียดเอกสารนโยบายของพรรคการเมืองอย่างน้อย 5 พรรค ที่ได้ยื่นเอกสารให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณานโยบายการใช้เงินงบประมาณในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ใช้หาเสียง พบว่า กล้าธรรมใช้งบประมาณมากที่สุด 2.2 ล้านล้านบาท
ลำดับถัดมาตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 2.1 ล้านล้านบาท พรรคประชาชน 741,835 ล้านบาท พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาท และพรรคภูมิใจไทย น้อยที่สุดจากจำนวน 5 พรรค ใช้งบฯ 148,326 ล้านบาท
ตัวอย่างการใช้งบประมาณในนโยบายต่างๆ พบว่า พรรคกล้าธรรม ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีนโยบายหาเสียงทั้งหมด 38 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,272,230 ล้านบาท (2.2 ล้านล้านบาท) เป็นจำนวนงบประมาณมากที่สุดจาก 51 พรรคการเมืองที่ต้องแจ้งต่อ กกต.
แบ่งเป็นงบบริหารภายใน 4 ปี จำนวน 1,422,230 ล้านบาท งบประมาณต่อเนื่องภายใน 10 ปี 850,000 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น นโยบายด้านน้ำและระบบชลประทาน ที่ไหนมีที่ดินที่นั้นต้องมีน้ำ 400,000 -550,000 ล้านบาทต่อ 4-5 ปี, นโยบายลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง 35,000-40,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายสนับสนุนนิคมเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจรทุกภาค 80,000-120,000 ล้านบาท, นโยบายพลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกรและชาวประมงทะเล 90,000-130,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายแก้หนี้เกษตรกร 60,000-90,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายเปลี่ยนที่ดินทำกินให้เป็นทุนชีวิต 35,000-48,000 ล้านบาทต่อ 4 ปี เฉลี่ย 9,000-12,000 ล้านบาท ฯลฯ
พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายในการหาเสียงที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งหมด 91 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,124,200 ล้านบาท (2.1 ล้านล้านบาท) ตัวอย่างเช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ คนไทยอายุมากกว่า 60 ปี เท่ากันทุกคนที่มีประมาณ 14 ล้านคน 672,000 ล้านบาท
นโยบายเบี้ยคนพิการคูณสอง 82,000 ล้านบาท, นโยบายประกันรายได้และเกษตรกรเกิดภัยพิบัติ 360,000 ล้านบาท, นโยบายประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน 120,000 ล้านบาท, นโยบายคมนาคมเชื่อมโลก แบ่งเป็น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย จีนและโลก วงเงิน 35,000 ล้านบาท, นโยบายยกระดับชลประทาน 25,000 ล้านบาท
นโยบายแม่น้ำสายใหม่คลองชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ระยะทาง 270 กม. 4 ปีแรก 10,000 ล้านบาท, นโยบายลดค่าเดินทาง อาทิ ปฏิรูป ขสมก. รถโดยสารประจำทางต่างจังหวัด รถไฟชานเมือง 10 เมือง รถไฟฟ้าจตุรทิศเชื่อมหัวเมืองรอบกรุงเทพฯ รถไฟทางคู่ 6 สาย มอเตอร์เวย์เชื่อมทุกภูมิภาค ฯลฯ วงเงิน 280,000 ล้านบาท ฯลฯ
พรรคประชาชน มีนโยบายในการหาเสียงที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งหมด 15 หมวดนโยบาย ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 741,835 ล้านบาทต่อปี ตัวอย่างเช่น นโยบายเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย 130,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 190,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายเงินสนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อยสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 60,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายเพิ่มศักยภาพการให้บริการผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว ระยะกลาง ระยะประคับประคอง ระยะสุดท้ายและการสุขภาพจิตและยกระดับ อสม. 45,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายสินเชื่อสร้างตัว SME 45,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 35,500 ล้านบาทต่อปี, นโยบายการปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม 51,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ 45,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายการจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน 37,750 ล้านบาทต่อปี, นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้พิการ 34,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ 32,250 ล้านบาทต่อปี ฯลฯ
พรรคเพื่อไทย มีนโยบายการใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 57 นโยบาย ใช้ประมาณรวมทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น นโยบายคนไทยไร้จน 60,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายกระตุ้นการบริโภค 10,000 ล้านบาทนโยบายพักหนี้เกษตรกร 15,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด 30,000 ล้านบาท, นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% วงเงิน 31,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ 10,000 ล้านบาทต่อปีนโยบายล้างหนี้นอกระบบ 6,000 ล้านบาท, นโยบาย AI for All 4,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ NaCGA 8,000 ล้านบาท
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI 3,000 ล้านบาท, นโยบายเรียนได้งบจบได้งาน 5,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) 5,000 ล้านบาท, นโยบายล้างหนี้วัยเกษียณ 4,000 ล้านบาท ฯลฯ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ชี้แจง กกต.เกี่ยวกับนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านคนละ 1 ล้าน วันละ 9 คน
พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งหลักๆ ทั้งหมด 8 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 148,326 ล้านบาท ยกตัวอย่างนโยบายคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท, นโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 32,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท 63,360 ล้านบาท
นโยบายพยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) 13,500 ล้านบาท, นโยบายทหารอาสา 1 แสนคน 22,700 ล้านบาท, นโยบายสร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน 866 ล้านบาท, นโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส 700 ล้านบาทในปีแรก ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณ ที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ประธาน ได้สั่งพรรคการเมืองส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายที่ใช้หาเสียง ก่อนที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่จะพิจารณาตรวจสอบนโยบายของแต่ละพรรคอีกครั้งในวันที่ 30 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ หลังจาก กกต.ตรวจสอบเอกสารของทั้ง 51 พรรคการเมืองที่จะต้องชี้แจงนโยบายการใช้งบประมาณแล้วจะมีการเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทั้งในส่วนของนโยบายแต่ละพรรค และข้อสังเกตของคณะกรรมการเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย





