News Logo
หน้าแรก
กองทัพจีนล้างบางบิ๊กทหารคนสนิท "สี จิ้นผิง" ปมคอร์รัปชัน-ท้าอำนาจผู้นำ

กองทัพจีนล้างบางบิ๊กทหารคนสนิท "สี จิ้นผิง" ปมคอร์รัปชัน-ท้าอำนาจผู้นำ

26 ม.ค. 2569 15:31
ผู้ชม 66 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) กำลังถูกจับตามองไปทั่วโลก "สี จิ้นผิง" สั่งสอบสวนนายพลคนสนิทระดับเบอร์ต้นของประเทศ ปมคอร์รัปชัน ลามไปถึงการ "ท้าทายอำนาจ" สูงสุดของผู้นำ

รัฐบาลจีนประกาศสอบสวน “จาง โหยวเซีย” และ “หลิว เจินลี่” สองนายพลระดับสูงสุดที่เปรียบเหมือนแขนซ้ายและแขนขวาของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในข้อหาคอร์รัปชันและฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่มีใครใหญ่เกินกว่าอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นการปูทางสู่การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จก่อนศึกเลือกผู้นำในสมัยที่สี่ปี 2027

แม้ฉากหน้าจะเป็นการปราบปรามคอร์รัปชัน แต่เบื้องหลังกลับมีการระบุว่าทั้งสองนายพลได้เหยียบย่ำและทำลายระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหาร ซึ่งเป็นกลไกที่รับประกันว่า สี จิ้นผิง จะมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเหนือทหารทั้งหมด

สื่อกระบอกเสียงของกองทัพจีน (PLA) ชี้ว่าการกระทำนี้ทำลายความเป็นผู้นำสมบูรณ์แบบของพรรค และอาจเป็นการสร้างฐานอำนาจส่วนตัวหรือ Mountaintopism ที่ท้าทายสายการบังคับบัญชา จนทำให้ผู้นำจีนรู้สึกถึงความไม่มั่นคงหากปล่อยให้นายพลที่มีบารมีล้นฟ้าและมีอำนาจเป็นอิสระมากเกินไปอย่างจาง โหยวเซีย อยู่ในตำแหน่งต่อไป

การกวาดล้างครั้งนี้ทำให้คณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) แทบจะกลายเป็นที่ว่างเปล่า เหลือเพียงสี จิ้นผิง และนายพลด้านวินัยอีกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่กลับเป็นโชว์แห่งความแข็งแกร่งที่แสดงให้เห็นว่า สี จิ้นผิง มั่นใจในอำนาจของตนจนกล้าที่จะกำจัดคนใกล้ชิดและกลุ่ม "เจ้าชาย" (Princelings) ที่เคยถูกมองว่าแตะต้องไม่ได้

แม้ จาง โหยวเซีย จะเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดและมีประสบการณ์การรบจริงซึ่งจำเป็นต่อการปฏิรูปกองทัพ แต่เมื่อกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเกินไป การตรวจสอบย้อนกลับไปถึงสมัยที่ทำการดูแลระบบจัดซื้ออาวุธกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเขี่ยจาง โหยวเซียออกจากเส้นทางอำนาจเพื่อป้องกันการรัฐประหารหรือการขัดขวางการครองอำนาจต่อ

แรงกระเพื่อมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในปักกิ่ง แต่ยังลามไปถึงไต้หวันซึ่งกำลังจับตาสถานการณ์ "ผิดปกติ" นี้อย่างใกล้ชิด โดยรัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันระบุว่า จะไม่ลดการป้องกันประเทศลงแม้ผู้นำทหารจีนจะมีการเปลี่ยนตัวกะทันหัน เนื่องจากจีนยังคงส่งเครื่องบินและเรือรบกดดันไต้หวันอยู่เกือบทุกวัน

ท่าทีของไต้หวันชี้ว่า แม้ภายในกองทัพจีนจะมีความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ แต่ไต้หวันยังคงประเมินว่าประเด็นการรวมชาติหรือการใช้กำลังทางทหารของจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคง และระบุว่าจะเดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกับประเทศพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับข้อมูลเบื้องหลังของตัวละครสำคัญ “จาง โหยวเซีย” ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) ลำดับที่หนึ่ง และเป็นหนึ่งในนายทหารไม่กี่คนที่ยังมีประสบการณ์การรบจริงจากสงครามชายแดนจีน-เวียดนามในปี 1979 ซึ่งทำให้เขามีบารมีอย่างสูงในกองทัพ

ขณะที่ “หลิว เจินลี่” เป็นสมาชิก CMC และเสนาธิการกองบัญชาการร่วม โดยทั้งคู่ถูกระบุว่า “ฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นรหัสลับทางการเมืองที่มักใช้ในการกวาดล้างขั้วตรงข้าม

นอกจากนี้ ข้อมูลการปราบปรามทุจริตในกองทัพจีนในช่วงการนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงให้เห็นว่า ระบบ “Chairman Responsibility System” หรือระบบประธานรับผิดชอบ เป็นกลไกสำคัญในโครงสร้างการกำกับดูแลกองทัพ ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในกรอบกฎหมายและระเบียบของพรรค โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างเอกภาพของสายการบังคับบัญชาและการกำกับจากศูนย์กลาง

อ้างอิง: Xinhua, Financial Times, Reuters

Author Avatar

ผู้เขียน

ลินลิสา เจือไทย
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
จีน
สี จิ้นผิง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน
‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน