News Logo
หน้าแรก
นักวิจัยสหรัฐฯ:เลือกตั้งไทยพา ปท.ถึงทางแยก อนาคตขัดแย้งหรือรุ่งโรจน์?

นักวิจัยสหรัฐฯ:เลือกตั้งไทยพา ปท.ถึงทางแยก อนาคตขัดแย้งหรือรุ่งโรจน์?

2 ก.พ. 2569 06:00
ผู้ชม 89 คน

ในสถานการณ์นี้ที่พรรคประชาชนได้เสียงข้างมาก มีเพียงอำนาจตุลาการ หรือการรัฐประหาร ซึ่งไม่เคยถูกตัดออกไปจากสมการการเมืองไทยเท่านั้นที่จะสามารถสกัดกั้นรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาชนได้ การเข้าแทรกแซงเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่สงบในวงกว้างและการประท้วงที่อาจรุนแรง

หมายเหตุสำนักข่าว Next News สืบเนื่องจากวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ล่าสุดนายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Council on Foreign Relations หรือสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง (Think Tank) อิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของสหรัฐอเมริกา ที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางด้านนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่สำคัญว่าประเทศไทยกำลังอยู่บนทางแยกของการปฏิรูปอย่างยั่งยืน หรือประเทศไทยกำลังจะเข้าภาวการณ์มีระบอบการปกครองที่ความมั่นคงถูกจำกัด โดยการเลือกตั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าไทยจะไปในทิศทางไหน

รายละเอียดบทความมีดังนี้

ประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างฉุกละหุกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะนิยามภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดำเนินไปท่ามกลางฉากหลังของความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ดำเนินอยู่ และความไม่พอใจที่ฝังรากลึกในหมู่ประชาชน

ผลสำรวจล่าสุดบ่งชี้ถึงกระแสสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคปฏิรูปก้าวหน้า ที่ได้รับแรงหนุนอย่างมากจากคนหนุ่มสาวไทย และปัจจุบันครองที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลก็ตาม อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของกองทัพและกลุ่มอำนาจนิยม และหากความขัดแย้งบานปลาย อาจนำไปสู่การประท้วงและการจลาจลในวงกว้างอีกครั้ง

"การเลือกตั้งสีกากี" ท่ามกลางการปะทะชายแดน

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม โดยอ้างถึงการปะทะบริเวณชายแดนกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และการเผชิญหน้ากับการลงมติไม่ไว้วางใจที่ใกล้เข้ามา

ปัจจุบัน นายอนุทินเป็นผู้นำรัฐบาลรักษาการที่ค่อนข้างอ่อนแอ โดยพรรคภูมิใจไทยของเขามีเพียง 71 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการปะทะต่อเนื่องกับกองกำลังกัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว แม้จะมีการพยายามหยุดยิงหลายครั้ง การสู้รบก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยทหารไทยได้โจมตีลึกเข้าไปในกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ความขัดแย้งนี้ดูเหมือนจะจุดประกายความรู้สึกชาตินิยมและความรู้สึกนิยมทหารในประเทศไทย โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่ากองทัพอาจจงใจยืดเยื้อความขัดแย้งเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ที่นิยมทหาร

แคมเปญหาเสียงของนายอนุทินได้ใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนกองทัพ เพื่อวางตำแหน่งพรรคภูมิใจไทยและตัวเขาเองว่าเหมาะสมที่สุดในการทำงานในสภาเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศ

 ดังที่ น.ส.ขวัญข้าว คงเดชา นักวิชาการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าได้กล่าวไว้ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้คือ "การเลือกตั้งสีกากี" ซึ่งการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกในช่วงสงครามมักจะให้ประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกองทัพโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และสถานการณ์สงครามนี้ได้บดบังข่าวคราวเรื่องการทุจริตหลายเรื่องที่รัฐบาลของนายอนุทินเผชิญมา

ความท้าทายจากพรรคประชาชน

สถาบันทหารมีเหตุผลชัดเจนที่จะต้องกังวลต่อพรรคประชาชน พรรคฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการยุติการเกณฑ์ทหาร การแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบัน และการเสริมสร้างกลไกให้พลเรือนมีบทบาทควบคุมเหนือกองทัพ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

แม้จะมีความพยายามสร้างพลังหนุนจาก กระแสรวมใจคนในชาติ ในช่วงสงครามกับกัมพูชา แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรคประชาชนมีคะแนนนำอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้ลงคะแนนตั้งใจเลือกพรรคประชาชน มากกว่าพรรคภูมิใจไทยถึงสองเท่า อีกทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจก็มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคประชาชน บ่งชี้ว่าคนไทยจำนวนมากรู้สึกผิดหวังกับปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจอ่อนแอ และกองทัพที่ทรงอำนาจเกินยุคสมัย แม้ในสถานการณ์สงคราม คนไทยก็ยังคงแสวงหาการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญ

นิด้าโพลวันที่ 30 มกราคม

นิด้าโพลวันที่ 30 มกราคม

สถานการณ์ที่เป็นไปได้และความเสี่ยง

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่สองเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

  1. ชัยชนะของพรรคประชาชน: 

หากพรรคประชาชนได้รับที่นั่งจำนวนมากหรือได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาด และมีโอกาสแรกในการจัดตั้งรัฐบาลผสม การต่อสู้ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้น ต่างจากปี 2566 วุฒิสภาไทยจะไม่มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะขจัดอุปสรรคเดิมในการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายหัวก้าวหน้า

ในสถานการณ์นี้ที่พรรคประชาชนได้เสียงข้างมาก มีเพียงอำนาจตุลาการ หรือการรัฐประหาร ซึ่งไม่เคยถูกตัดออกไปจากสมการการเมืองไทยเท่านั้นที่จะสามารถสกัดกั้นรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาชนได้ การเข้าแทรกแซงเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่สงบในวงกว้างและการประท้วงที่อาจรุนแรง ซึ่งจะบั่นทอนเศรษฐกิจต่อไป และอาจผลักดันคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถจำนวนมากให้ย้ายออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ซ้ำเติมประเทศไทยที่มีภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

  1. รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มนิยมทหาร

หากพรรคภูมิใจไทยได้รับแรงหนุนอย่างมากจากสถานการณ์สงครามและทำผลงานได้ดีกว่าผลสำรวจปัจจุบัน รัฐบาลผสมที่นำโดยกลุ่มนิยมทหารน่าจะเข้ามาควบคุมรัฐสภาชุดต่อไป นายอนุทินจะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี และจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการรักษาบทบาทที่ทรงอิทธิพลของกองทัพ

 แม้ว่าผลลัพธ์นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ หรือดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้มากนัก

แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตรนิยมทหารได้รับชัยชนะ การประท้วงขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า แต่คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากอาจ "ยอมแพ้" ต่ออนาคตอันใกล้ของประเทศ และมองหาโอกาสการทำงานและการสร้างชีวิตใหม่ในที่อื่นในเอเชียหรือประเทศอื่นทั่วโลก

ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับเส้นทางที่แคบไปสู่การเติบโต ความรุ่งเรือง และธรรมาภิบาลที่มีเสถียรภาพ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นทางแยกที่สำคัญ โดยราชอาณาจักรกำลังอยู่ระหว่างความต้องการปฏิรูปที่ก้าวหน้า กับอำนาจที่ฝังรากลึกของสถาบันทหารและกลุ่มอำนาจนิยม

ที่มา https://www.worldpoliticsreview.com/thailand-election-pe-anutin/

 

Author Avatar

ผู้เขียน

กิตติกร แสงทอง
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
เลือกตั้ง69



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย