News Logo
หน้าแรก
ปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มยืนหนึ่งชนะ 214 เขต แพ้กระสุนพุ่ง 2-3 หมื่นล้าน

ปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มยืนหนึ่งชนะ 214 เขต แพ้กระสุนพุ่ง 2-3 หมื่นล้าน

5 มี.ค. 2569 13:22
ผู้ชม 159 คน

คะแนนนิยมพรรคส้มพุ่งชนะปาร์ตีลิสต์ 214 เขต นำอันดับ 1 แต่พ่ายการเลือกตั้งในภาพรวม เหตุเพลี่ยงพล้ำการซื้อเสียงที่หนักหน่วง คาดพรรคใหญ่ใช้เงินมากถึง 2-3 หมื่นล้าน

รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยกับ Next News ว่า ผลคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองสะท้อนภาพความนิยมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม อย่างชัดเจน เพราะสามารถครองความนิยมอันดับหนึ่งในบัญชีรายชื่อถึง 214 เขต จากทั้งหมดเกือบ 400 เขต ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่กลับพ่ายแพ้การแข่งขันในระดับเขต และไม่สามารถชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ได้

ทั้งนี้ ในทางกลับกันท่ามกลางกระแสพรรคส้มที่มาเป็นอันดับ 1 ก็พบความผิดปกติในการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่แสดงผลคะแนนการเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แยกตามเขตเลือกตั้ง วิเคราะห์ได้ว่า การซื้อเสียงมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการชนะในระดับเขต เพราะมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่า ในหลายเขตเลือกตั้งมีซื้อเสียงอย่างหนัก โดยเฉพาะในเขตที่มีการแข่งขันของพรรคการเมืองใหญ่และคะแนนสูสี

นอกจากนั้น ในบางเขตมีการนับคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งที่ไม่ชอบมาพากลจนไม่สามารถนับคะแนนได้สำเร็จ อย่างเช่น จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้

"การซื้อเสียงกระจายไปทั่ว เพียงแต่ยังไม่รู้ได้ว่าเขตไหนบ้าง แต่จากการประเมินเบื้องต้นในการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีการใช้เงินมาก 2-3 หมื่นล้าน โดยเฉพาะในพื้นที่แข่งขันของพรรคใหญ่ ซึ่งกระจายอยู่ในภาคเหนือ อีสาน กลาง และบางเขตในภาคอื่นๆ นอกจากการใช้เงินในพื้นที่แข่งเดือดแล้ว อาจมีการโกงการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งของผู้สมัครบ้านใหญ่ซึ่งมีอิทธิพล อย่างเช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี

"สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะพรรคส้ม แม้แต่ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็โดนด้วย อย่างเช่น จ.ตรัง ปชป.ชนะ 2 เขต แต่เขต 1 แพ้เพราะมีอิทธิพลและมีปัญหาการนับคะแนนที่ผิดปกติ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีความผิดปกติจากการนับคะแนนอยู่ 30-40 เขตเลือกตั้ง" รศ.พิชาย ระบุ

นอกจากนี้ พบว่าคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่ต่ำหรือไม่มีกระแสกลับชนะการเลือกตั้ง เช่น พรรคกล้าธรรม ที่ได้ สส.เขต 56 เขต และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 2 ที่นั่ง ตัวเลขนี้สะท้อนถึงวิธีการและการจัดการเลือกตั้งของพรรคกล้าธรรมอย่างเด่นชัด ซึ่งอาจจะมีคำถามว่าในปัจจุบันการเงินโอนผ่านสถาบันการเงินทำได้ยาก แล้วเงินไหลไปใช้ซื้อเสียงได้อย่างไร ประเด็นนี้พบกรณีตัวอย่างการขนเงินสดที่ จ.ลำปาง ถูกด่านตำรวจสกัด แต่ก็สามารถต่อรองให้ผ่านไปได้ แค่รับข้อเสนอจากตำรวจในด่านที่ขอย้ายตัวเองไปอยู่กรุงเทพฯ ก็สามารถขนเงินผ่านไปได้ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 พรรคหลักที่ใช้เงินมากที่สุดตามสัดส่วนคะแนนที่ออกมา ยกเว้นพรรคส้ม และ ปชป.

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากนิด้า วิเคราะห์จากคะแนนความนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองว่า การกวาดความนิยมเชิงพื้นที่ของพรรคประชาชนมีการกระจายตัวไปทั่วประเทศ ไม่ได้ชนะแค่ในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพฯ แต่ยังกระจายตัวไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคกลาง และเริ่มเจาะเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้บางส่วนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่รอบหน้าต้องปรับยุทธศาสตร์ที่จะชนะเงิน สร้างกลไกการเฝ้าระวังการลงคะแนน การโกง รวมทั้งแก้ประเด็นเครือข่ายเพื่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่

นอกจากนี้ รศ.พิชาย วิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ด้วยว่า พรรคเพื่อไทย (สีแดง) สามารถครองความนิยมในภาคอีสานและภาคเหนือหลายจังหวัด (70 เขต) แต่จะเห็นได้ว่าเริ่มมี "จุดสีส้ม" เข้าไปแทรกแซงในพื้นที่ที่เคยเป็นสีแดงเข้ม นัยทางการเมืองก็คือเพื่อไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในพื้นที่ยุทธศาสตร์เดิมของตนเอง คะแนนบัญชีรายชื่อที่แพ้พรรคส้มในหลายเขตบ่งบอกว่า แม้ผู้สมัคร สส. เขต จะยังแข็งแกร่ง แต่กระแสพรรคเริ่มตามหลัง

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) ครองความนิยมใน 56 เขต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานใต้ (บุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง) แสดงให้เห็นถึงระบบ "บ้านใหญ่" หรือความนิยมในตัวบุคคลที่ยังสามารถดึงคะแนนพรรคตามมาได้ในพื้นที่เฉพาะ

ด้านประชาธิปัตย์ (สีฟ้า) ยังคงรักษาพื้นที่ภาคใต้ไว้ได้บางส่วน (43 เขต) แต่สูญเสียความนิยมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปเกือบทั้งหมด ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างพรรคประชาชาติ (สีเหลือง) ยังคงแข็งแกร่งมากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพรรคเฉพาะถิ่นที่ชัดเจน

รศ.พิชาย อธิบายปรากฏการณ์ "บัตรสองใบที่แตกต่าง" จากคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งหลายเขตอาจจะมี สส.เขตเป็นพรรคหนึ่ง แต่คะแนนพรรคกลับเป็นอีกพรรคหนึ่ง (Strategic Voting) มีนัยสำคัญว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไทยมีพฤติกรรม "เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ" มากขึ้น โดยมักจะให้คะแนนบัญชีรายชื่อกับพรรคที่มีอุดมการณ์ชัดเจน (เช่น พรรคประชาชน) แม้ว่าในเขตนั้น สส. บ้านใหญ่จะยังทำงานได้ดีก็ตาม

รศ.พิชาย เขียนบทสรุปและนัยสำคัญในอนาคตว่า ความนิยมของพรรคการเมืองผ่านจำนวนคะแนนนิยม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ชี้ให้เห็นว่า "กระแสของการเปลี่ยนแปลง" (สีส้ม) กำลังกลายเป็นกระแสหลักของประเทศในเชิงปริมาณความนิยม แต่ระบบการเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนระหว่าง "กระแสพรรค" กับ "อิทธิพลตัวบุคคล" ในพื้นที่

หากพรรคขั้วอำนาจเดิมหรือพรรคเพื่อไทยไม่สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อดึงคะแนนนิยมในระดับนโยบายหรืออุดมการณ์กลับมาได้ การเลือกตั้งในอนาคตมีแนวโน้มที่พรรคสีส้มจะขยับจากความนิยมบัญชีรายชื่อไปสู่การชนะ สส. เขตได้มากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เลือกตั้ง69
พรรคส้ม
ประกาศรับรอง สส.ปาร์ตี้ลิสต์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะรัฐบาลลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
แนะรัฐบาลลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ