แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะอนุญาตให้เรือดำน้ำมีข้อยกเว้นที่จำกัด เช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่หรืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือดำน้ำหากต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ในกรณีนี้ เรือรบอิหร่านจมลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานว่ามีเรือหรือเครื่องบินข้าศึกอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้จะมีข้อยกเว้น เรือดำน้ำก็ยังคงมีพันธกรณีที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตผู้รอดชีวิต เช่น การแจ้งเตือนเรือลำอื่น ๆ หรือหน่วยงานชายฝั่ง เช่น กองทัพเรือศรีลังกา
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาได้จมเรือรบของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งศรีลังกา ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้งหลักหลายพันไมล์ ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายภายใต้กฎแห่งสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับอิหร่าน
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายงานบทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศที่ตั้งคำถามว่าการจมเรือครั้งนี้ถูกต้องตามหลักสากลหรือไม่ มีรายละเอียดดังนี้
เหตุการณ์และผลลัพธ์ เรือรบอิหร่าน ซึ่งถูกระบุว่าเป็น IRIS Dena มีลูกเรือ 180 นาย ถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่เรือกำลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลพหุภาคี "Milan 2026" ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน รายงานระบุว่ามีผู้รอดชีวิตเพียง 32 คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือศรีลังกา ซึ่งยังพบศพลูกเรืออีก 87 นายด้วย เรือศรีลังกาได้รับสัญญาณความทุกข์จากเรืออิหร่านภายหลังการถูกโจมตีไม่นาน เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ นายพีท เฮ็กเซธ (Pete Hegseth) ว่าเป็นการจมเรือข้าศึกด้วยตอร์ปิโดครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
คำถามทางกฎหมายและ 'สงครามที่ไม่ได้ประกาศ' ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการทหารกล่าวว่า หากสหรัฐฯ ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เรือรบอิหร่านที่อยู่ในน่านน้ำสากลนั้นจะเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีการประกาศสงคราม ทำให้ประเด็นนี้ไม่ชัดเจน นาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประณามการโจมตีนี้ว่าเป็น "การทารุณโหดร้าย" และเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเสียใจกับการกระทำที่เป็นแบบอย่างนี้
สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐสภาสหรัฐฯ จะต้องอนุมัติการประกาศสงครามสำหรับความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกว่า 12 ประเทศ และอิหร่านยังคงยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเรียกความขัดแย้งนี้ว่า "สงคราม" แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลและผู้นำรัฐสภาต่างหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ นายไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าสหรัฐฯ "ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม" ขณะที่นายเอลบริดจ์ โคลบี้ (Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย กล่าวว่าเป็นเพียง "การดำเนินการทางทหาร"
อดีตนักกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า "ปัญหาทางกฎหมายพื้นฐานภายใต้กฎหมายทั้งของสหรัฐฯ และระหว่างประเทศ" ของการโจมตีเรือดำน้ำครั้งนี้ "เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังในสงครามกับอิหร่านนี้"

เรือ IRS Dena ของอิหร่านที่ถูกจม
พันธกรณีด้านการค้นหาและกู้ภัย
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สอง (Second Geneva Convention) มาตรา 18 ซึ่งสหรัฐฯ ให้สัตยาบันในปี ค.ศ. 1955 ระบุว่า "ภายหลังการปะทะ แต่ละฝ่ายในความขัดแย้งจะต้องดำเนินมาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมดโดยไม่ชักช้า เพื่อค้นหาและรวบรวมผู้ที่เรืออับปาง ผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วย เพื่อปกป้องพวกเขาจากการปล้นสะดมและการปฏิบัติที่ไม่ดี เพื่อให้มั่นใจในการดูแลที่เพียงพอ และเพื่อค้นหาผู้เสียชีวิตและป้องกันการถูกทำลายทรัพย์สิน" การละเมิดบทบัญญัตินี้ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะอนุญาตให้เรือดำน้ำมีข้อยกเว้นที่จำกัด เช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่หรืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือดำน้ำหากต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ในกรณีนี้ เรือรบอิหร่านจมลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานว่ามีเรือหรือเครื่องบินข้าศึกอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้จะมีข้อยกเว้น เรือดำน้ำก็ยังคงมีพันธกรณีที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตผู้รอดชีวิต เช่น การแจ้งเตือนเรือลำอื่น ๆ หรือหน่วยงานชายฝั่ง เช่น กองทัพเรือศรีลังกา
ข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติตาม และกรณีคำสั่งลาโคเนีย
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าเรือดำน้ำสหรัฐฯ หรือกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ดำเนินการแจ้งเตือนดังกล่าว ทางการศรีลังการะบุว่า พวกเขาทราบเหตุการณ์นี้จากการได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรืออิหร่านเอง และไม่ทราบว่าเป็นเรืออิหร่านจนกระทั่งได้ช่วยเหลือและสื่อสารกับผู้รอดชีวิต ทางด้าน CENTCOM ไม่ตอบสนองต่อคำขอความคิดเห็นในประเด็นว่าได้ปฏิบัติตามมาตรา 18 หรือไม่
นายบริออน ฟินูเคน ที่ปรึกษาอาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านกิจการทหาร กล่าวว่า "ผมไม่สามารถประเมินได้ว่าสหรัฐฯ ดำเนิน 'มาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมด' เพื่อค้นหาและรวบรวมผู้ที่เรืออับปางหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นี้" แต่เสริมว่า "ผมคิดว่ากองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีความพยายามในการค้นหาและกู้ภัย"
เหตุการณ์นี้ได้นำประวัติศาสตร์การวางรากฐานของมาตรา 18 หลัง "คำสั่งลาโคเนีย (Laconia) ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง กลับมาสู่การพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
โดยคำสั่งลาโคเนียนั้นมีที่มาจากเหตุการณ์ "ลาโคเนีย" ในปี ค.ศ. 1942 เมื่อเรือดำน้ำเยอรมันลำหนึ่งได้จมเรือโดยสารของอังกฤษที่ชื่อว่า ลาโคเนีย แต่เมื่อกัปตันเรือดำน้ำพบว่าบนเรือมีผู้โดยสารพลเรือนและเชลยศึกจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือและลากจูงเรือชูชีพ ทว่าในระหว่างการช่วยเหลือนั้น เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับเข้าโจมตีเรือดำน้ำลำนี้อย่างหนัก แม้จะมีการกางธงกาชาดแสดงตนก็ตาม

ตอร์ปิโด MK48 ซึ่งใช้จมเรือรบอิหร่าน
จากความสูญเสียและอันตรายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้จอมพลเรือเดอนิทซ์ออกคำสั่ง "ลาโคเนีย" เพื่อห้ามเรือดำน้ำเยอรมันทุกลำเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเรือศัตรูที่ถูกจมโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการดึงตัวขึ้นเรือ หรือการมอบอาหารและน้ำ โดยเน้นย้ำว่า "ความเมตตาต่อศัตรูคืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือและลูกเรือของตนเอง"
คำสั่งนี้เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามใต้สมุทรให้กลายเป็นความอำมหิตและไร้ความปรานีอย่างสิ้นเชิง และในเวลาต่อมา คำสั่งลาโคเนียได้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาใช้ฟ้องร้องจอมพลเดอนิทซ์ในฐานะอาชญากรสงคราม ณ การพิจารณาคดีที่นูเรมเบิร์กหลังสงครามสิ้นสุดลง แต่อย่างไรก็ตามจอมพลเรือเดอนิทซ์รอดพ้นข้อหาไปได้เพราะทนายความของจอมพลเรือเดอนิทซ์ได้ยกกรณีที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้การนำของจอมพลเรือเชสเตอร์ นิมิตซ์ ก็ได้ดำเนินกลยุทธ์ "สงครามเรือดำน้ำแบบไม่จำกัดขอบเขต" (Unrestricted Submarine Warfare) เช่นกัน ซึ่งหมายถึงการจมเรือทุกประเภทโดยไม่แจ้งเตือนและไม่มีการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของนิมิตซ์เองที่ยอมรับว่าสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ทำให้ศาลไม่อาจลงโทษเดอนิทซ์ในความผิดที่ฝ่ายชนะสงครามก็กระทำด้วยมาตรฐานเดียวกันได้
คำถามจึงยังคงอยู่ว่า การจมเรือรบอิหร่านครั้งนี้ได้ปฏิบัติตามหลักการทางกฎหมายและมนุษยธรรมที่กำหนดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความโหดร้ายของสงครามในอดีตหรือไม่
ที่มา https://responsiblestatecraft.org/sinking-iran-ship-war-crime/,https://abcnews.com/Politics/us-sinking-iranian-ship-raises-questions-legality/story?id=130769096




