News Logo
หน้าแรก
จมเรืออิหร่านไร้ประกาศสงคราม! สหรัฐฯ เมินช่วยชีวิต ผิดมนุษยธรรม?

จมเรืออิหร่านไร้ประกาศสงคราม! สหรัฐฯ เมินช่วยชีวิต ผิดมนุษยธรรม?

7 มี.ค. 2569 06:00
ผู้ชม 43 คน

แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะอนุญาตให้เรือดำน้ำมีข้อยกเว้นที่จำกัด เช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่หรืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือดำน้ำหากต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ในกรณีนี้ เรือรบอิหร่านจมลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานว่ามีเรือหรือเครื่องบินข้าศึกอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้จะมีข้อยกเว้น เรือดำน้ำก็ยังคงมีพันธกรณีที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตผู้รอดชีวิต เช่น การแจ้งเตือนเรือลำอื่น ๆ หรือหน่วยงานชายฝั่ง เช่น กองทัพเรือศรีลังกา

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาได้จมเรือรบของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งศรีลังกา ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้งหลักหลายพันไมล์ ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายภายใต้กฎแห่งสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับอิหร่าน

สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายงานบทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศที่ตั้งคำถามว่าการจมเรือครั้งนี้ถูกต้องตามหลักสากลหรือไม่ มีรายละเอียดดังนี้

เหตุการณ์และผลลัพธ์ เรือรบอิหร่าน ซึ่งถูกระบุว่าเป็น IRIS Dena มีลูกเรือ 180 นาย ถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่เรือกำลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลพหุภาคี "Milan 2026" ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน รายงานระบุว่ามีผู้รอดชีวิตเพียง 32 คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือศรีลังกา ซึ่งยังพบศพลูกเรืออีก 87 นายด้วย เรือศรีลังกาได้รับสัญญาณความทุกข์จากเรืออิหร่านภายหลังการถูกโจมตีไม่นาน เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ นายพีท เฮ็กเซธ (Pete Hegseth) ว่าเป็นการจมเรือข้าศึกด้วยตอร์ปิโดครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

คำถามทางกฎหมายและ 'สงครามที่ไม่ได้ประกาศ' ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการทหารกล่าวว่า หากสหรัฐฯ ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เรือรบอิหร่านที่อยู่ในน่านน้ำสากลนั้นจะเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีการประกาศสงคราม ทำให้ประเด็นนี้ไม่ชัดเจน นาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประณามการโจมตีนี้ว่าเป็น "การทารุณโหดร้าย" และเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเสียใจกับการกระทำที่เป็นแบบอย่างนี้

สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐสภาสหรัฐฯ จะต้องอนุมัติการประกาศสงครามสำหรับความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกว่า 12 ประเทศ และอิหร่านยังคงยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเรียกความขัดแย้งนี้ว่า "สงคราม" แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลและผู้นำรัฐสภาต่างหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ นายไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าสหรัฐฯ "ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม" ขณะที่นายเอลบริดจ์ โคลบี้ (Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย กล่าวว่าเป็นเพียง "การดำเนินการทางทหาร"

อดีตนักกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า "ปัญหาทางกฎหมายพื้นฐานภายใต้กฎหมายทั้งของสหรัฐฯ และระหว่างประเทศ" ของการโจมตีเรือดำน้ำครั้งนี้ "เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังในสงครามกับอิหร่านนี้"

เรือ IRS Dena ของอิหร่านที่ถูกจม

เรือ IRS Dena ของอิหร่านที่ถูกจม

  • พันธกรณีด้านการค้นหาและกู้ภัย

ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สอง (Second Geneva Convention) มาตรา 18 ซึ่งสหรัฐฯ ให้สัตยาบันในปี ค.ศ. 1955 ระบุว่า "ภายหลังการปะทะ แต่ละฝ่ายในความขัดแย้งจะต้องดำเนินมาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมดโดยไม่ชักช้า เพื่อค้นหาและรวบรวมผู้ที่เรืออับปาง ผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วย เพื่อปกป้องพวกเขาจากการปล้นสะดมและการปฏิบัติที่ไม่ดี เพื่อให้มั่นใจในการดูแลที่เพียงพอ และเพื่อค้นหาผู้เสียชีวิตและป้องกันการถูกทำลายทรัพย์สิน" การละเมิดบทบัญญัตินี้ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะอนุญาตให้เรือดำน้ำมีข้อยกเว้นที่จำกัด เช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่หรืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือดำน้ำหากต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ในกรณีนี้ เรือรบอิหร่านจมลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานว่ามีเรือหรือเครื่องบินข้าศึกอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้จะมีข้อยกเว้น เรือดำน้ำก็ยังคงมีพันธกรณีที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตผู้รอดชีวิต เช่น การแจ้งเตือนเรือลำอื่น ๆ หรือหน่วยงานชายฝั่ง เช่น กองทัพเรือศรีลังกา

  • ข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติตาม และกรณีคำสั่งลาโคเนีย

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าเรือดำน้ำสหรัฐฯ หรือกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ดำเนินการแจ้งเตือนดังกล่าว ทางการศรีลังการะบุว่า พวกเขาทราบเหตุการณ์นี้จากการได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรืออิหร่านเอง และไม่ทราบว่าเป็นเรืออิหร่านจนกระทั่งได้ช่วยเหลือและสื่อสารกับผู้รอดชีวิต ทางด้าน CENTCOM ไม่ตอบสนองต่อคำขอความคิดเห็นในประเด็นว่าได้ปฏิบัติตามมาตรา 18 หรือไม่

นายบริออน ฟินูเคน ที่ปรึกษาอาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านกิจการทหาร กล่าวว่า "ผมไม่สามารถประเมินได้ว่าสหรัฐฯ ดำเนิน 'มาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมด' เพื่อค้นหาและรวบรวมผู้ที่เรืออับปางหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นี้" แต่เสริมว่า "ผมคิดว่ากองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีความพยายามในการค้นหาและกู้ภัย"

เหตุการณ์นี้ได้นำประวัติศาสตร์การวางรากฐานของมาตรา 18 หลัง "คำสั่งลาโคเนีย (Laconia) ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง กลับมาสู่การพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

โดยคำสั่งลาโคเนียนั้นมีที่มาจากเหตุการณ์ "ลาโคเนีย" ในปี ค.ศ. 1942 เมื่อเรือดำน้ำเยอรมันลำหนึ่งได้จมเรือโดยสารของอังกฤษที่ชื่อว่า ลาโคเนีย แต่เมื่อกัปตันเรือดำน้ำพบว่าบนเรือมีผู้โดยสารพลเรือนและเชลยศึกจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือและลากจูงเรือชูชีพ ทว่าในระหว่างการช่วยเหลือนั้น เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับเข้าโจมตีเรือดำน้ำลำนี้อย่างหนัก แม้จะมีการกางธงกาชาดแสดงตนก็ตาม

ตอร์ปิโด MK48 ซึ่งใช้จมเรือรบอิหร่าน

ตอร์ปิโด MK48 ซึ่งใช้จมเรือรบอิหร่าน

จากความสูญเสียและอันตรายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้จอมพลเรือเดอนิทซ์ออกคำสั่ง "ลาโคเนีย" เพื่อห้ามเรือดำน้ำเยอรมันทุกลำเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเรือศัตรูที่ถูกจมโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการดึงตัวขึ้นเรือ หรือการมอบอาหารและน้ำ โดยเน้นย้ำว่า "ความเมตตาต่อศัตรูคืออันตรายต่อความปลอดภัยของเรือและลูกเรือของตนเอง"

คำสั่งนี้เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามใต้สมุทรให้กลายเป็นความอำมหิตและไร้ความปรานีอย่างสิ้นเชิง และในเวลาต่อมา คำสั่งลาโคเนียได้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาใช้ฟ้องร้องจอมพลเดอนิทซ์ในฐานะอาชญากรสงคราม ณ การพิจารณาคดีที่นูเรมเบิร์กหลังสงครามสิ้นสุดลง แต่อย่างไรก็ตามจอมพลเรือเดอนิทซ์รอดพ้นข้อหาไปได้เพราะทนายความของจอมพลเรือเดอนิทซ์ได้ยกกรณีที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้การนำของจอมพลเรือเชสเตอร์ นิมิตซ์ ก็ได้ดำเนินกลยุทธ์ "สงครามเรือดำน้ำแบบไม่จำกัดขอบเขต" (Unrestricted Submarine Warfare) เช่นกัน ซึ่งหมายถึงการจมเรือทุกประเภทโดยไม่แจ้งเตือนและไม่มีการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของนิมิตซ์เองที่ยอมรับว่าสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ทำให้ศาลไม่อาจลงโทษเดอนิทซ์ในความผิดที่ฝ่ายชนะสงครามก็กระทำด้วยมาตรฐานเดียวกันได้

คำถามจึงยังคงอยู่ว่า การจมเรือรบอิหร่านครั้งนี้ได้ปฏิบัติตามหลักการทางกฎหมายและมนุษยธรรมที่กำหนดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความโหดร้ายของสงครามในอดีตหรือไม่

ที่มา https://responsiblestatecraft.org/sinking-iran-ship-war-crime/,https://abcnews.com/Politics/us-sinking-iranian-ship-raises-questions-legality/story?id=130769096

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พร้อมแก้ 'ว658'! กรมบัญชีกลางไม่ให้ตั้งงบเผื่อขาดสัญญาก่อสร้างล่าช้า
พร้อมแก้ 'ว658'! กรมบัญชีกลางไม่ให้ตั้งงบเผื่อขาดสัญญาก่อสร้างล่าช้า