News Logo
หน้าแรก
อดีตผู้สมัครสอบตก ปชน.ส่งเสียง ถามพรรคส้มส่วนกลางทำไมเงียบหาย

อดีตผู้สมัครสอบตก ปชน.ส่งเสียง ถามพรรคส้มส่วนกลางทำไมเงียบหาย

25 เม.ย. 2569 21:11
ผู้ชม 20 คน

'พันธุ์อาจ' อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ส่งเสียงถึงพรรคส้ม 'พรรคมีคนอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับเขา' พรรคเงียบหาย รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่เดียว ขาดการสื่อสารจากส่วนกลาง แนะพรรคมวลชนต้องมีการบริหารจัดการองค์กรให้เกิดการมีส่วนร่วมมากกว่านี้

นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ พรรคประชาชน เปิดเผยกับ Next News ว่า ยังคงมุ่งมั่นทำงานการเมืองท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเมืองชียงใหม่ต่อไป เนื่องจากการเมืองท้องถิ่นมีความสำคัญต่อประชาชนมาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ที่ผ่านมาพรรคไม่ได้สื่อสารกับสมาชิกที่ทำงานในท้องถิ่นมากพอ จึงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในฐานะสมาชิกพรรคว่า "พรรคมีคนอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับเขา"

นายพันธุ์อาจ กล่าวว่า ในฐานะพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชนจะต้องมีการจัดกระบวนการภายในหรือบริหารจัดการองค์กรมากกว่านี้ ไม่ได้บอกว่าพรรคมีปัญหา เพราะทุกพรรคจะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน พรรคบ้านใหญ่จะบริหารด้วยการต่อรอง แต่พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอตัวเองและมีการคัดสรร ดังนั้นการบริหารองค์กรจึงเป็นความท้าทายของพรรคประชาชน

"ผมรอให้เขาประชุมกันให้เสร็จ (26 เม.ย. 2569) ผมเห็นว่าพรรคมวลชนต้องต้องโปร่งใสและมีส่วนร่วม บางคนพูดว่านักการเมืองในพรรคเริ่มมีการพูดเรื่องอุดมการร์น้อยลง แต่เป็นอินฟลูอินเซอร์มากขึ้น แต่จริงๆ คือการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร หรือ Political communication แต่ที่ผมโพสต์ไปผมไม่ได้น้อยใจ ผมแค่คิดว่าในพรรคต้องมีการพูดคุยในเรื่องที่ผมว่า" อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) (องค์การมหาชน) ที่ปัจจุบันหันมาลงสนามการเมืองท้องถิ่นในนามพรรคประชาชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม นายพันธุ์อาจ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้อหาระบุว่า หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้คุยกับผู้สมัครหลายคนที่แพ้ ทั้งระดับ สส. และท้องถิ่น สิ่งที่ได้ยินซ้ำกันมากที่สุดไม่ใช่ความเสียใจที่แพ้ แต่คือความรู้สึกที่ว่า "หลังจากนั้นพรรคก็เงียบ"

ไม่มีใครโทรมาถาม ไม่มีกระบวนการส่งต่อ ไม่มีพื้นที่ให้ทำงานต่อในฐานะอะไรสักอย่างที่ชัดเจน บางคนยังทำงานอยู่เพราะรักพรรค แต่ทำในแบบที่ตัวเองคิดเอง โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันเชื่อมกับทิศทางส่วนกลางอย่างไร

คนที่ลงสมัครแล้วไม่ได้รับเลือกไม่ใช่คนล้มเหลว เขาคือคนที่รู้จักพื้นที่ มีเครือข่ายคน เคยเผชิญคำถามยากจากชาวบ้านโดยตรง และเลือกแล้วว่าจะยืนตรงนี้ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ไม่มีในห้องประชุม

แต่พรรคที่บอกว่าฐานรากสำคัญ ยังไม่มีกระบวนการรองรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ ปัญหาเดียวกันนี้ขยายไปถึงกลุ่มอาสาสมัคร คนทำงานปีกต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยในช่วงเลือกตั้ง คนเหล่านี้มีแรงจูงใจต่างกัน มาจากความเชื่อที่ต่างกัน ถ้าพรรคไม่มีกระบวนการที่ต่างกันสำหรับแต่ละกลุ่ม แต่ใช้วิธีเดิมคือชวนมาร่วมกิจกรรมและรับฟังการบรรยาย คนที่มีทักษะจริงจะเบื่อและออกไป ส่วนคนที่อยู่คือคนที่พอใจกับการเป็นแค่ผู้ติดตาม และนั่นไม่ใช่ฐานของพรรคมวลชน

แล้วทำอะไรได้จริงบ้าง ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่เริ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอแก้โครงสร้างพรรค

หนึ่ง: รู้จักคนที่มีอยู่ก่อน พรรคต้องมีทะเบียนคนที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ฐานข้อมูลสมาชิกที่บอกได้แค่ว่ามีกี่คน แต่ต้องรู้ว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน ทำอะไรได้ มีเครือข่ายในพื้นที่แบบไหน และยังพร้อมทำงานอยู่ไหม

ฟังดูธรรมดา แต่ตอนนี้ยังไม่มีจริงๆ ผู้สมัครที่แพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีอยู่ทั่วประเทศ หลายคนยังคุกกี้ (คลุกคลี) อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่พรรคไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังอยู่หรือเปล่า การ map คนให้ชัดเป็นก้าวแรกที่ไม่มีข้ออ้างว่าทำไม่ได้

สอง: ให้งานจริง ไม่ใช่บทบาทกิตติมศักดิ์มีแต่ชื่อ แต่เข้าไปร่วมงานไม่ได้

ความแตกต่างระหว่างคนที่ผูกพันกับพรรคระยะยาวกับคนที่ค่อยๆ หายไป มักอยู่ที่ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองมี agency หรือเปล่า รูปธรรมคือให้เขารับผิดชอบ listening session ในพื้นที่ของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ไปนั่งฟัง แต่เป็นคนออกแบบ เป็นคนถาม และเป็นคนสรุปส่งกลับมาที่ส่วนกลาง ให้เขาเขียนนโยบายเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์อำเภอของตัวเอง แล้วมีช่องทางให้สิ่งนั้นถูกพิจารณาจริง ให้เขาตัดสินใจบางอย่างในระดับพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอให้ส่วนกลางอนุมัติทุกเรื่อง

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะนโยบายที่ใช้ได้ในกรุงเทพฯ อาจใช้ไม่ได้เลยในอำเภอชายขอบ คนในเมืองใหญ่มีโลกทัศน์ต่างจากคนในพื้นที่ห่างไกล และคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดไม่ได้นั่งอยู่ในส่วนกลาง ถ้าพรรคยังรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่เดียว สิ่งที่จะได้กลับมาคือนโยบายที่ฟังดูดี แต่ประยุกต์ใช้ไม่ได้

สาม: ระบบสื่อสารภายในที่ไหลสองทาง

ปัญหาที่เห็นซ้ำกันในพรรคการเมืองไทยคือ การสื่อสารภายในเป็นแบบทางเดียว ส่วนกลาง broadcast ลงไป พื้นที่รับสาร แต่ไม่มีช่องทางที่ทำให้เสียงจากพื้นที่ขึ้นมาได้จริงและถูกได้ยินจริง

ผลคือคนในพื้นที่ไม่รู้ว่าส่วนกลางกำลังคิดอะไรอยู่ และส่วนกลางก็ไม่รู้ว่าพื้นที่เจอปัญหาอะไร ความห่างนี้สะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรู้สึกว่าพรรคไม่ได้เป็นของเขา

การแก้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องตั้งใจทำจริง มีรอบรายงานที่สม่ำเสมอ มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับส่วนกลางได้ และที่สำคัญคือต้องมีการตอบกลับที่เห็นได้ชัดว่าเสียงนั้นไปถึงและถูกนำไปทำอะไรต่อ

พรรคมวลชนที่จริงจังไม่ได้วัดที่จำนวนสมาชิก แต่วัดที่ว่าคนในพรรครู้สึกว่าตัวเองมีความหมายกับงานที่ทำแค่ไหน ตอนนี้คำตอบยังน่าเป็นห่วงครับ

เครดิตภาพ: เพจ พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง
พรรคประชาชน
พรรคส้ม
ผู้สมัครสอบตก
การเมืองท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นครนายก-กทม.จังหวัดลุ่มอากาศเดียวกัน ร่วมมือลดการเผาแก้ฝุ่น PM2.5
นครนายก-กทม.จังหวัดลุ่มอากาศเดียวกัน ร่วมมือลดการเผาแก้ฝุ่น PM2.5