News Logo
หน้าแรก
‘ณัฐพงษ์’ แถลงทิศทาง ปชน. ประกาศตั้ง ครม.เงา-สู้ระบอบกินรวบไม่ยึด ปชช.

‘ณัฐพงษ์’ แถลงทิศทาง ปชน. ประกาศตั้ง ครม.เงา-สู้ระบอบกินรวบไม่ยึด ปชช.

26 เม.ย. 2569 10:21
ผู้ชม 13 คน

‘ณัฐพงษ์’ แถลงทิศทาง ปชน. ประกาศนำทัพมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปโครงสร้าง ตั้ง ครม.เงา สู้ “ระบอบกินรวบ” พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ประกาศ 4 หมุดหมาย สู้กับระบอบกินรวบไม่ยึดโยงประชาชน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ประชุมใหญ่พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้สรุปผลการสัมมนาและประชุมใหญ่ที่จัดขึ้นตลอดสามวันที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อนุญาตให้ 10 สส.ของพรรคประชาชนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หลังจากรับคดี 44 สส. เสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ไว้พิจารณา

 โดยนายณัฐพงษ์ได้กล่าวแสดงจุดยืนประกาศถึงการตกผลึกทางความคิดและทิศทางการทำงานที่ชัดเจนของพรรค เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเป้าโจมตี "ระบอบการเมืองอุปถัมภ์" หรือ "ระบอบกินรวบ" ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ แสดงถึงความพร้อมด้านบุคลากรที่จะขับเคลื่อนพรรคต่อไปในอนาคต

ภารกิจหลักสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวต้อนรับเพื่อนสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งเป็นการสรุปผลการหารือและสัมมนาร่วมกันที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองวันที่ผ่านมา และต่อด้วยการประชุมใหญ่ในวันนี้

นายณัฐพงษ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมตัวในครั้งนี้ว่าไม่ใช่เพียงการพูดคุยถึงปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันวิเคราะห์และกำหนดทิศทางเพื่ออนาคตของประเทศ สิ่งสำคัญยิ่งคือการทำให้ "พรรคประชาชน" เป็นเสมือนยานพาหนะอันทรงพลัง ที่จะนำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง มุ่งหน้าไปสู่การก่อร่างสร้างสังคมที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

การตกผลึกสามมิติและสี่หมุดหมาย

 หัวหน้าพรรคประชาชนได้อธิบายถึงผลลัพธ์ของการพูดคุยหารือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ได้นำมาซึ่งความชัดเจนสามประการอันเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงานของพรรค ประการแรกคือ "ความชัดเจนในเรื่องของบุคลากร" ซึ่งรวมถึงผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคและผู้แทนของพรรคในสภา ประการที่สองคือ "ความชัดเจนในทิศทางการทำงาน" ซึ่งครอบคลุมทั้งงานเชิงความคิดและการขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเข้มข้น และประการที่สามคือ "การชี้เป้าอุปสรรคสำคัญของประเทศ" ที่พรรคถือว่าเป็นภารกิจหลักในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ความชัดเจนทั้งสามประการนี้จะนำไปสู่ "สี่หมุดหมายสำคัญ" ที่พรรคประชาชนจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่จะปรากฏขึ้นในปี พ.ศ. 2569 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และแผนงานระยะกลางที่มุ่งมั่นและชัดเจน

บทบาท ส.ส. และการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

 ในส่วนของความชัดเจนด้านบุคลากร นายณัฐพงษ์ได้กล่าวแสดงความยินดีในนามของเพื่อนสมาชิกทุกคนที่ ส.ส. จำนวน 10 ท่านจะได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นตัวแทนสำคัญของพรรคในการผลักดันนโยบายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เข้าสู่วาระสำคัญในการเสนอรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ นายณัฐพงษ์ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นที่จะต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ออกจากห้องประชุมชั่วคราวในช่วงที่มีการลงมติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามข้อบังคับและเพื่อความโปร่งใสในการลงคะแนนเสียงของสมาชิกพรรค

 ภายหลังจากที่ที่ประชุมใหญ่ได้พิจารณาและมีมติให้ความเห็นชอบ คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จึงได้ก่อร่างขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนต่อไป เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์และนำพรรคไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการพรรค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ ขณะนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามารับหน้าที่นี้ โดยเป็นการรับช่วงต่อจากนายสรยุทธ ใจหลัก ที่ได้ยื่นใบลาออกไปก่อนหน้านี้และมีผลอย่างเป็นทางการแล้ว การเข้ามาของนายพิจารณ์ได้รับการกล่าวชื่นชมจากนายณัฐพงษ์ว่า เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนสมาชิกทุกคน ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่พร้อมจะนำพรรคก้าวไปข้างหน้า

นอกจากนี้ ในตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ที่ว่างลงจากการที่นายพิจารณ์ได้ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ที่ประชุมใหญ่ได้มีมติเลือกนางสาวสุทรวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต ส.ส.นครปฐม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากบทบาทในสมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล เข้ามาเสริมทัพในคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อนำเอาประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาใช้ในการทำงานของพรรคต่อไป สำหรับตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ยังคงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสมาชิกพรรค และนางสาวชุติมา คชพันธ์ ก็ยังคงทำหน้าที่เหรัญญิกพรรคต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องและมั่นคงในการบริหารงานบุคคลของพรรค ด้วยการผสมผสานระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์และผู้ที่เข้ามาเสริมศักยภาพให้ทีมบริหารมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

รายชื่อทีมบริหารพรรคประชาชนชุดใหม่

รายชื่อทีมบริหารพรรคประชาชนชุดใหม่

การปฏิเสธทางเลือกเดียวสู่การทำงานแบบสองมิติ 

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงความท้าทายที่พรรคต้องเผชิญในอดีต คือคำถามจากสังคมว่าพรรคประชาชนจะเลือกเส้นทางใดระหว่างการเป็น "พรรคเชิงกระแส" ที่มุ่งเน้นการสร้างประเด็นในระดับชาติ หรือการ "ปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานการเมืองในพื้นที่" ซึ่งเป็นรูปแบบที่พรรคการเมืองอื่น ๆ นิยมทำกัน อย่างไรก็ตาม จากการหารืออย่างลึกซึ้งร่วมกับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถเลือกเพียงทางใดทางหนึ่งได้ พรรคจำเป็นต้องดำเนินการทั้งสองแนวทางควบคู่กันไปอย่างดีที่สุด โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญจากเพื่อนสมาชิกว่า การทำงานเชิงความคิดจะต้องเริ่มต้นอย่างเข้มข้นจากภายในพรรค เพื่อสร้างชุดอุดมการณ์และความเชื่อที่สอดคล้องกัน ก่อนที่จะนำไปสื่อสารและขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนภายนอก

การทำงานเชิงความคิดที่เข้มข้น 

หัวหน้าพรรคประชาชนได้ให้คำมั่นสัญญาต่อสมาชิกทุกคนว่า นับจากนี้ไป คณะกรรมการบริหารและผู้บริหารของพรรคทุกคน จะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงความคิดให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับภายในพรรค เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแนวทางร่วมกันของสมาชิก และในระดับภายนอกพรรค เพื่อเผยแพร่แนวคิดและอุดมการณ์ของพรรคสู่สาธารณะชน อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การทำงานเชิงความคิดเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง หากปราศจากการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

การขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างมีคุณภาพ 

จากข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกหลายคน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน พรรคประชาชนจะมุ่งเน้นการจัดตั้งแกนนำในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดของพรรคแล้วว่า หากต้องการสร้างสังคมและอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน พวกเขาจะต้องมาร่วมกันทำการเมืองแบบใหม่ไปพร้อมกับพรรค โดยนายณัฐพงษ์ได้ย้ำอย่างชัดเจนว่า การทำงานในพื้นที่ของพรรคจะไม่ใช่การทำการเมืองแบบแจกของ หรือการสร้างบุญคุณเพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงหรือการตอบแทน ซึ่งเป็นการเมืองแบบเก่าที่สร้างความผูกพันและหนี้บุญคุณให้กับประชาชน พรรคเชื่อว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องมาติดหนี้บุญคุณนักการเมือง เพราะนักการเมืองมีหน้าที่รับใช้ประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่พรรคจะเดินหน้าขับเคลื่อนคือการ "ชวนประชาชนมาเป็นเจ้าของประเด็น" ร่วมกับพรรค ไม่ใช่การลงไปแก้ปัญหาหรือแจกสิ่งของให้พวกเขา แต่เป็นการเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาที่สำคัญ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของพวกเขาเอง นี่คือวิธีการและทิศทางในการทำงานที่พรรคได้ตกผลึกร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนให้กับพรรคในการเดินหน้าต่อไป

วิกฤตภายในที่กัดกินอนาคต 

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่อาจารย์วีระยุทธ กาญจนชูศักดิ์ หรือ "อาจารย์ต้น" ได้ขึ้นเวทีเสวนาในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยได้ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่วิกฤตภายนอกประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากแต่เป็นวิกฤตภายในที่เกิดจากระบบการเมืองที่อ่อนแอ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า หากประเทศมีระบบการเมืองภายในที่เข้มแข็ง มีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส รัฐบาลที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ข้าราชการที่ปราศจากสีเทา และองค์กรอิสระที่ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง รวมถึงสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ถูกครอบงำโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ว่าวิกฤตภายนอกจะร้ายแรงเพียงใด ประชาชนคนไทยก็ยังคงสามารถคาดหวังอนาคตที่ดีกว่าได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันดังที่เห็นได้จากกรณีวิกฤติน้ำมันที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีเส้นสายโยงใยกับ "บ้านใหญ่" หรือผู้ที่ลงทุนในธุรกิจพลังงาน อาจสามารถเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือผลประโยชน์ได้รวดเร็วกว่าและมากกว่าประชาชนตัวเล็กตัวน้อยทั่วไป ดังนั้น ภารกิจสำคัญของพรรคประชาชนนับจากนี้ไป คือการ "ล็อกเป้าชี้เป้า" ให้ประชาชนคนไทยในประเทศได้เห็นภาพร่วมกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าพวกเขาจะเคยเลือกพรรคการเมืองในอดีตแบบใดก็ตาม แต่ศัตรูที่สำคัญ อุปสรรคที่สำคัญ และวิกฤตที่สำคัญของประชาชนในประเทศนี้ ไม่ใช่วิกฤติพลังงานเฉพาะหน้า หรือวิกฤติในอนาคตที่จะโผล่เข้ามา แต่คือ "วิกฤติภายในภาวะของตัวเอง"

ภารกิจต่อต้านอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน

พรรคประชาชนจึงประกาศภารกิจสำคัญในการต่อสู้กับ "ระบอบการเมืองอุปถัมภ์" หรือ "ระบอบกินรวบ" โดยระบอบการเองอุปถัมภ์ที่ว่ามานี้ กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่ รวมถึงการจัดการกับปัญหาขององค์กรอิสระที่ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง หรือบทบาทของวุฒิสมาชิก (ส.ว.) และระบบราชการที่ขาดความโปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน นี่คือภารกิจหน้าที่ของสมาชิกพรรคประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฝั่งเครือข่าย ฝั่งนักการเมือง หรือหน่วยงานใด ๆ ของพรรคก็ตาม ทุกการสื่อสารและการทำหน้าที่ของพรรคต่อจากนี้ไป จะต้องชี้เป้าให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนคนไทยตระหนักว่าอุปสรรคสำคัญของประเทศนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากภายนอก แต่คือ "ระบอบกินรวบ" ที่ดำรงอยู่ภายในและกำลังบั่นทอนอนาคตของชาติ

พรรคฝ่ายค้านเชิงสร้างสรรค์พร้อมคณะรัฐมนตรีเงา 

นายณัฐพงษ์ได้เปิดเผยถึงหมุดหมายสำคัญประการแรกที่พรรคประชาชนเตรียมจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน คือการเป็น "ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์" ซึ่งจะทำงานได้มากกว่าเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยพรรคเตรียมที่จะมีการเปิดตัว "คณะรัฐมนตรีเงา" ซึ่งประกอบด้วยทีมทำงานที่พร้อมจะทำหน้าที่ทั้งการตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พรรคยังจะขับเคลื่อนการทำงานผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายณัฐพงษ์ได้แสดงความขอบคุณและชื่นชมทีมเจรจาของพรรคที่สามารถเจรจาจนได้รับคณะกรรมาธิการถึง 9 คณะ ซึ่งถือเป็นรายชื่อที่ดีมาก ที่จะทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ตั้งใจไว้ผ่านกลไกของสภาชุดนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

การปรับโครงสร้างและกลยุทธ์เพื่อชัยชนะการเลือกตั้ง

 หมุดหมายที่สองคือการทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ ซึ่งพรรคได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร และจัดตั้งทีมทำงานขึ้นมาใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักในการ "เอาชนะการเลือกตั้ง" ในทุกระดับ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคเตรียมพร้อมที่จะเคาะรายชื่อผู้สมัครให้เร็วที่สุด โดยในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะมีการเคาะรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ชุดแรกลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อให้ผู้สมัครได้ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างพรรคประชาชนกับประชาชนในพื้นที่ และเพื่อให้พวกเขามีโอกาสและเวลาในการนำเสนอชุดความคิดและปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดของพรรคกับประชาชนในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเคาะผู้สมัครได้เร็วยังเป็นการตอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ของพรรคประชาชนมาโดยตลอดในเรื่องของคุณสมบัติและความประพฤติของผู้สมัคร การที่ประชาชนในพื้นที่ได้มองเห็นตัวผู้สมัครได้เร็ว จะทำให้ทุกคนมีโอกาสในการเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครของพรรคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งพรรคได้ตกผลึกร่วมกันแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเพื่อเตรียมเดินหน้าเอาชนะการเลือกตั้ง

การให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 

นายณัฐพงษ์กล่าวว่าหมุดหมายที่สามคือการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคประชาชนได้เห็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จในการเอาชนะการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งสามารถทำผลงานให้ประชาชนเห็น และส่งผลบวกต่อการเมืองในระดับประเทศได้ พรรคจึงยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและเอาจริงกับการเลือกตั้งในสนามท้องถิ่นเช่นเดียวกัน โดยมีเพื่อนสมาชิกหลายคนนำเสนอว่า นอกจากการเคาะผู้สมัคร ส.ส. ให้เร็วแล้ว ก็อยากจะให้เคาะผู้สมัครท้องถิ่นให้เร็วด้วย และหมุดหมายที่ 4 ก็คือการต่อสู้กับระบอบอุปถัมภ์ที่มีความไม่ยึดโยงกันประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวยืนยันว่า ผู้บริหารพรรคมีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับข้อเสนอนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนเห็นผลงานเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ซึ่งพรรคกำลังเตรียมความพร้อม นอกจากสนามเลือกตั้งเมืองพัทยาแล้ว สนามสำคัญอย่างกรุงเทพมหานคร ภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ นายณัฐพงษ์เชื่อมั่นว่าทีมบริหารของกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน

พลังของพรรคมวลชนและการร่วมกำหนดทิศทาง

 นายณัฐพงษ์ได้กล่าวสรุปผลการประชุมใหญ่และสัมมนาตลอดระยะเวลาสามวัน โดยแสดงความขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนอีกครั้งที่แสดงออกถึงสปิริตและความเชื่อมั่นในความเป็น "พรรคมวลชน" ของพรรคประชาชน ซึ่งหมายความว่า สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน นี่คือแก่นแท้ของพรรคที่มุ่งมั่นให้สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้าอย่างแท้จริง

การรักษาขบวนการท่ามกลางความท้าทายยุคใหม่ 

ในตอนท้าย นายณัฐพงษ์ได้ทิ้งท้ายด้วยประโยคของนายวีระยุทธ กาญจนชูศักดิ์ ที่ได้กล่าวไว้บนเวทีแห่งนี้ ชี้ให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคของโซเชียลมีเดียที่ปัจเจกบุคคลหลายคนสามารถลุกขึ้นมาโดดเด่นและมีอิทธิพลได้ ในขณะเดียวกันก็มี "สงครามเฟคนิวส์" ที่พยายามบั่นทอนความน่าเชื่อถือและโจมตีการทำงานของพรรคอย่างต่อเนื่อง “อาจารย์ต้นเน้นย้ำว่า "ขบวนการฝ่ายก้าวหน้า" จะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริงและมีพลังได้นั้น "เราต้องรักษาขบวนการเป็นหลัก" สิ่งที่น่าเป็นห่วงในยุคสมัยนี้คือการที่ปัจเจกบุคคลกำลังโด่งดังจนอาจบดบังพลังของกระบวนการโดยรวม” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว

นายณัฐพงษ์เชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นในพรรคประชาชน หากสมาชิกทุกคนยังคงรักษาสปิริต รักษาข้อบังคับและวินัยของพรรคการเมืองที่ดี มีความเป็นประชาธิปไตยภายใน พรรคสามารถพูดคุยและตกผลึกทางความคิดได้อย่างเต็มที่ แล้วจึงขับเคลื่อนออกไปสู่ภายนอกด้วยความเป็นเอกภาพและเป็นพลังหนึ่งเดียวกัน นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า ด้วยหลักการเหล่านี้ พรรคประชาชนจะสามารถเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ณัฐพงษ์' เชื่อ ได้เสียง สส.-สว.เกิน 140 เสนอตั้งไต่สวน ป.ป.ช.ได้แน่
'ณัฐพงษ์' เชื่อ ได้เสียง สส.-สว.เกิน 140 เสนอตั้งไต่สวน ป.ป.ช.ได้แน่