สวนดุสิตโพลเปิดเผยดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเม.ย. ภาพรวมความเชื่อมั่นปรับตัวลดลง โดยประชาชนโหวตให้ ‘ผลงานฝ่ายค้าน’ ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ผลสำรวจระบุว่า 'อภิสิทธิ์' มีบทบาทโดดเด่นในฐานะฝ่ายค้านมากกว่า สส. จากพรรคประชาชน การแก้ปัญหายาเสพติด-ผู้มีอิทธิพลคะแนนเชื่อมั่นต่ำที่สุด
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,214 คน พบว่า ‘ดัชนีความเชื่อมั่นการเมืองไทยลดลงเหลือ 3.79 คะแนน’ (จากคะแนนเต็ม 10) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (3.89 คะแนน) โดยประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อตัวชี้วัด ‘ผลงานของฝ่ายค้าน’ สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ตัวชี้วัดซึ่งได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ‘การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล’
ผลสำรวจระบุว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (39.07%) รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (28.22% ) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (17.01% ) เอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ (9.78% ) และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (5.92%) สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการบอกรัฐบาล ได้แก่ แก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน, ลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน และตั้งใจทำงานและพัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้
ขณะที่นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (27.82%) รองลงมาคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก (23.25%) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (17.24%) นายรังสิมันต์ โรม (16.07%) และนายธรรมนัส พรหมเผ่า (15.62%) สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการบอกฝากค้านได้แก่ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล, ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และยึดมั่นในหลักการ ตลอดจนเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน

สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน
ด้าน พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจที่ปรับลดลงในทุกตัวชี้วัดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนไม่ได้กังวลเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่กำลังมองไปที่ภาพรวมทั้งการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่คะแนนยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น เสียงสะท้อนของประชาชนจึงต้องการสื่อสารไปยังรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงชีวิตที่ดีขึ้นจริง
ขณะที่ กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้และค่าจ้างยังคงคงที่ ความไม่พอใจดังกล่าวจึงมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยภายนอกเหล่านี้
ดังนั้น ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเปรียบเสมือนบททดสอบความสามารถที่สำคัญ ตั้งแต่การควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่เคยประกาศไว้ ตลอดจนการใช้มาตรการเชิงรุก ซึ่งหากรัฐบาลตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็จะยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม ทั้งในด้านการบริหารประเทศและข้อกังขาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลางจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ช่องว่างความคาดหวังระหว่างรัฐกับประชาชนขยายกว้างขึ้น และส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของประชาชนขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการพลิกวิกฤตภายนอก ให้กลายเป็นโอกาสในการบริหารจัดการภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือต่อประชาชนต่อไป
เครดิตภาพ : สวนดุสิตโพล, เพจเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva




