'กรุณพล' ขยับขึ้น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แทน 'ชัยวัฒน์' ที่ลาออกลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. วิจารณ์นโยบายเส้นเลือดฝอย 'ชัชชาติ' มีข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณ ขณะที่พรรคประชาชนมี สส. กทม. ทั้ง 33 เขต มีทีมบริหารพร้อม เน้นแก้ปัญหาเส้นเลือดใหญ่ที่เป็นอุปสรรคหลักของเมืองหลวง
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ รัฐสภา นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน สัมภาษณ์ภายหลังขยับอันดับมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ยื่นลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) อย่างเป็นทางการ โดยนายกรุณพลระบุว่า แม้ที่ผ่านมานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จะทำงานได้ดีผ่านการผลักดันนโยบายเส้นเลือดฝอย แต่ในมุมมองตนเองคิดว่าปัญหาหลักที่แท้จริงของ กทม. คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’
นายกรุณพล ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลำพังการทำงานของนายชัชชาติคนเดียวที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่สามารถผลักดันวาระของเมืองได้ โดยเฉพาะนโยบายเส้นเลือดฝอย อีกทั้งการใช้งบประมาณของ กทม.ที่ผ่านมาก็มีข้อสงสัย ในขณะที่พรรคประชาชนที่ส่งนายชัยวัฒน์ลงสมัครผู้ว่าฯ คราวนี้มี สส. กทม.ในสภาฯ ทั้ง 33 เขต มีทีมบริหาร ทีมนโยบาย และทีมผู้สมัคร สก. โดยในปีนี้พรรคตั้งเป้าได้ สก. 30 ที่นั่ง ซึ่งจะช่วยให้การบริหารงานใน กทม.เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ และสามารถผลักดันประเด็นต่างๆ เพื่อพัฒนา กทม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมเชื่อว่าองคพยพของพรรคประชาชน รวมถึงเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมที่จะทำงานท้องถิ่นเพื่อให้ทุกคนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่ที่ลำพูน ที่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอเพราะมีผู้แทนเพียงแค่ 2 คน และก็มีนายกฯ อบจ. 1 คนเท่านั้น แต่ครั้งนี้หากเราได้ดูแล กทม. เรามีทีมของพรรคประชาชนทั้งพรรคที่จะมาขับเคลื่อนให้ กทม. พัฒนาขึ้น” นายกรุณพล กล่าว
ด้าน นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า การลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากคะแนนความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อนายชัชชาติอยู่ในระดับที่สูง แต่ตนเองยังคงมีความคาดหวังที่จะคว้าชัยชนะ เพราะมีเจตจำนงในการนำเสนอวาระเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน โดยสิ่งที่พรรคต้องการมุ่งเน้นคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของคน กทม. ให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ พรรคประชาชนมีความพร้อมด้วยองคาพยพที่ครบถ้วนและหากได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้การบริหารจัดการเมืองหลวงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาว กทม. พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น




