ที่ประชุมอาเซียนครั้งที่ 48 ยอมรับภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วนจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมส่งสัญญาณทบทวนฉันทามติเมียนมาร์ หลังไร้ความคืบหน้า 5 ปี ขณะไทย-กัมพูชากลับมาเปิดโต๊ะคุยครั้งแรกหลังหยุดยิง หวังฟื้นความไว้วางใจระหว่างกัน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าว ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ ภายหลัง นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปต่อคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยเกี่ยวกับผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงการประชุมดังกล่าว โดยมีเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนจาก 62 ประเทศ 1 องค์กร และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 73 คน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุป
นางมาระตีกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญคือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางต่ออาเซียน และแนวทางตอบสนองร่วมกันของอาเซียนต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของประธานอาเซียนปีนี้ คือ “Navigating Our Future Together” โดยผู้นำอาเซียนเห็นพ้องว่า ภูมิภาคกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการบั่นทอนของระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล
นางมาระตีกล่าวว่า ในบริบทดังกล่าว ผู้นำทุกประเทศย้ำความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งเอกภาพและบทบาทนำของอาเซียน การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และการบูรณาการในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและรับมือกับความไม่แน่นอน โดยที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการตอบสนองต่อวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้งมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว ทั้งด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร
ในส่วนของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน ความพร้อมของไทยในการแบ่งปันเชื้อเพลิงอากาศยานสำรองแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน และความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเสนอแนวคิด “3R” เพื่อกำหนดทิศทางของอาเซียนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย “Regionalism” หรือการเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม โดยอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและรักษาบทบาทในฐานะหุ้นส่วนที่ดีของประชาคมโลก “Resilience” หรือการเสริมสร้างกลไกให้อาเซียนรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกระทบจากภายนอกได้ดีขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการความตึงเครียดในภูมิภาค และ “Relevance” หรือการรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีไทยยังเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid รวมถึงความร่วมมือเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อประชาชนอาเซียน และการคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือ
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นางมาระตีกล่าวว่า ผู้นำอาเซียนได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมา และเริ่มมีมุมมองร่วมกันมากขึ้นว่า อาจจำเป็นต้องทบทวนแนวทางดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ หลังดำเนินการมาแล้ว 5 ปีแต่ยังไม่มีความคืบหน้า โดยอาเซียนจำเป็นต้องปรับแนวทางเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของไทยเกี่ยวกับแนวทางต่อเมียนมา ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหารือรายละเอียดเพิ่มเติมและจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อผู้นำอาเซียนต่อไป
ในประเด็นการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน นางมาระตีกล่าวว่า ไทยขอบคุณฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนสำหรับข้อริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการพบหารือระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชาครั้งแรกในรอบหลายเดือน และเป็นครั้งแรกหลังการหยุดยิงเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
นางมาระตีกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
มาตรการลดความตึงเครียดที่ถูกหารือ ได้แก่ การดำเนินการผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ เช่น GBC, RPC และ JBC การหลีกเลี่ยงวาทกรรมยั่วยุในเวทีระหว่างประเทศ การจัดการประชุมระหว่างสมาคมมิตรภาพของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือปราบปราม “Online scam” ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด ตลอดจนความเป็นไปได้ในการส่งผู้แทนทางการทูตระดับรองหัวหน้าคณะกลับไปประจำยังสำนักงานของทั้งสองฝ่าย โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศหารือเพื่อกำหนดมาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเพิ่มเติมต่อไป
สำหรับประเด็นเขตแดนทางทะเล ฝ่ายไทยได้แจ้งการตัดสินใจยกเลิก MOU44 หรือ บันทึกความเข้าใจปี 2544 และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เพื่อหาทางออกโดยสันติ ขณะที่ประเด็นเขตแดนทางบก ฝ่ายไทยแจ้งว่าขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการภายในเพื่อแต่งตั้งองค์ประกอบคณะผู้แทน GBC ฝ่ายไทย โดยระหว่างนี้ฝ่ายเลขานุการ JBC ของทั้งสองประเทศสามารถประสานงานในเบื้องต้นเพื่อเตรียมการด้านเทคนิคต่างๆ ได้ก่อน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารือในกรอบ JBC
นางมาระตีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ไทยและกัมพูชาจะร่วมกันกำหนดแนวทางและมาตรการเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายจะหารือเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนหารือทวิภาคีกับผู้นำ 4 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยฝ่ายไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มพูนความร่วมมือรอบด้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการปราบปรามออนไลน์สแกม รวมถึงแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในเมียนมาและตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก
ทั้งนี้ นางมาระตีย้ำว่า เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อรับมือสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน พร้อมระบุว่าอาเซียนยังมีศักยภาพในการขยาย “Intra-ASEAN Trade” หรือการค้าระหว่างประเทศสมาชิกได้อีกมาก รวมถึงมีการพูดถึงความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEFA ในฐานะแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับสถานการณ์ภายนอกที่ภูมิภาคอาจไม่มีอิทธิพลโดยตรงในการเปลี่ยนแปลงได้
ประเด็นด้านความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะผู้แทนฝ่ายไทยในกรอบ JBC รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงกับประเทศอาเซียนอื่นๆ นางมาระตีกล่าวว่า ในการหารือทวิภาคีมีการพูดถึงการเยือนระดับสูงหลายประเทศ โดยที่ชัดเจนที่สุดคือมาเลเซีย ซึ่งมีความสนใจเชิญนายอนุทินเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นชายแดน การค้า และการพัฒนา ส่วนประเทศอื่นอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ก็มีการหารือในระดับสูงเช่นกัน
สำหรับการแต่งตั้งคณะผู้แทน JBC ฝ่ายไทย นางมาระตีกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณารายละเอียดทั้งองค์ประกอบคณะกรรมการและประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำให้ล่าช้า แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รวมถึงคำนึงถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มการประชุม โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศได้หารือกับหลายประเทศถึงความจำเป็นในการสร้างบรรยากาศที่ดีเสียก่อน เพราะหาก “สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ” ก็อาจทำให้การหารือในกรอบ JBC ไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
กรณีชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ถูกทหารกัมพูชาจับกุมในข้อหารุกล้ำแดน นางมาระตีกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทยกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุมเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และขณะนี้ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของกัมพูชา พร้อมระบุว่า กรณีลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้เป็นระยะ และหากมีผู้ลักลอบเข้าไทย ฝ่ายไทยก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน ปัจจุบันผู้ถูกจับกุมถูกควบคุมตัวอยู่ที่จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา และหากมีพัฒนาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งตัวกลับ กระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งให้ทราบต่อไป




