ปชน.ผนึกภาค ปชช.แถลงวาระแก้รัฐธรรมนุญ ชี้ รธน. 60 ต้นเหตุ "ฮั้วกันทั้งกระดาน" ทำรัฐบาลคุมกลไกตรวจสอบ เสนอ 3 หลักการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ยึดโยงประชาชน ไร้อิทธิพล สว. พร้อมดันข้อเสนอแก้คอร์รัปชัน เปิดข้อมูลภาครัฐโปร่งใส ย้ำใช้ทุกกลไกสภา-ประชาชน ร่วมผลักดันประเทศสู่กติกาการเมืองเป็นธรรม หลุดพ้นการผูกขาด.
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชนได้มีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา ณ อาคารรัฐสภา เพื่อหารือและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ โดยมีผู้บริหารพรรคและตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมการประชุมและแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
ผู้ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารของพรรคประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐและอดีตผู้บริหาร ปตท., น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ซึ่งแต่ละท่านได้นำเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งแนวทางการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
‘ณัฐพงษ์’ เสียใจเหตุรถไฟชนรถเมล์ เร่งผลักโครงการลดจุดตัดรางรถไฟ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวเปิดการแถลงข่าว โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อครอบครัวผู้ประสบเหตุและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรีเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าได้รับทราบตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้บาดเจ็บ 32 ราย ซึ่งทางพรรคประชาชนโดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และนายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์สส.กรุงเทพฯ เขต 2 ได้รุดเข้าที่เกิดเหตุทันทีเพื่อช่วยประสานงานติดตามสถานการณ์
นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกในสภาเพื่อเสาะหาความจริงและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เช่น การนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการคมนาคมในวันพุธนี้ โดยมี นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 9 เป็นประธานคณะกรรมาธิการ นอกจากนี้ พรรคยังได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงระบบ 3 ข้อถึงรัฐบาลโดยตรง ได้แก่ การกวดขันวินัยของพนักงานหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังไม่ดีพอ การสืบหาสาเหตุตามหลักวิชาการอย่างโปร่งใสโดยคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ทาง ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ตาม พ.ร.บ.รางที่ประกาศใช้เมื่อปลายปี 2568 และข้อสุดท้ายคือการเร่งผลักดันโครงการ Missing Link ที่อนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 เพื่อลดจุดตัดระหว่างรางรถไฟกับถนนบนพื้นผิวจราจร ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุได้หลายจุด
จี้ทำรัฐธรรมนูญให้ยึดโยงประชาชนเร็วที่สุด
ในประเด็นหลักเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคและภาคประชาชนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องการรัฐธรรมนูญที่ "ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด" และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องสอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน 21 ล้านเสียงที่ออกเสียงประชามติไปแล้ว โดยมี 3 หลักการสำคัญที่ต้องยึดถือ ได้แก่ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (สส.ร.), การป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อไม่ให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถผูกขาดกระบวนการทั้งหมด และการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
พรรคประชาชนพร้อมที่จะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดหลักการทั้ง 3 ข้อข้างต้นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา นอกจากนี้ พรรคยังพร้อมที่จะจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากพรรคการเมืองอื่น ๆ เสนอร่างที่สอดคล้องกับหลักการทั้ง 3 ข้อ และพร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เช่นกัน สุดท้าย นายณัฐพงษ์เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้อย่างมีความหมาย
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับประเด็นการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. และสูตร "20 หยิบหนึ่ง" นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าการที่พรรคเสนอไม่เพิ่มเงื่อนไขหรือสิทธิพิเศษให้ สว. นั้นไม่ได้หมายถึงการตัดอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวอยู่แล้ว แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในรัฐสภาก่อนส่งประชามตินั้น สส. และ สว. ควรมีสิทธิหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีการเพิ่มเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ต้องได้รับเสียงเห็นชอบเกินสัดส่วนใด ๆ สำหรับสูตร "20 หยิบหนึ่ง" นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่าร่างใหม่ที่พรรคจะยื่นจะยึดหลักการ 3 ข้อดังกล่าว โดยจะนำร่างที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้มาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักการนี้เพื่อยื่นเข้าสู่สภาในวาระแรกอีกครั้งหนึ่ง
‘เพียงพนอ’ ชี้เป้าลดสินบนภาครัฐด้วย 3 ข้อเสนอปฏิรูป
น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารของพรรคประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐและอดีตผู้บริหาร ปตท. ได้นำเสนอประเด็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลสำรวจของคณะทำงาน Zero Corruption ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ซึ่งพบว่า SME ไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระการจ่ายสินบนหน่วยงานภาครัฐในชีวิตประจำวัน แม้ผลสำรวจจะไม่ได้สะท้อนบริษัทขนาดใหญ่ที่อาจมีการให้สินบนในโครงการรัฐขนาดใหญ่กว่า แต่ตัวเลขที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นถึงความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังหนักหนาสาหัส
นางเพียงพนอได้สรุปข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเครือข่ายภาคเอกชน ดังนี้:
กวดขันวินัย และยกเลิกกฎหมายล้าสมัย:
ส่วนสำคัญของการเรียกรับสินบนและการทุจริตคอร์รัปชันมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการใช้อำนาจดังกล่าว ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยมีกรรมาธิการจากพรรคประชาชน 5 คน และมีกรอบระยะเวลาการทำงาน 90 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนสิงหาคม เพื่อทำให้การลดกฎหมายเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริง และมีตัวอย่างที่ TDRI และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยเสนอปรับปรุงกฎหมายใบอนุญาตก่อสร้างของ กทม. และชลบุรี ซึ่งมีมูลค่าต้นทุนกว่า 1,200 ล้านบาท และเข้า ครม. ตั้งแต่กันยายน 2567 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ:
แก้ไขกฎกระทรวงที่ลดการแข่งขัน เช่น กรณีการจ้างต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษและมีการจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง มูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท หากสามารถดำเนินการได้จะช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อย 10% หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท
คุ้มครองผู้ให้เบาะแส (Whistleblower Protection):
เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นหลักการสำคัญที่ OECD เน้นย้ำ และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีหลักการนี้อยู่แล้ว จำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ เนื่องจากผลสำรวจของ กกร. พบว่าประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงต้องทำให้เกิดความมั่นใจ เพราะหลายครั้งข้อมูลเรื่องทุจริตคอร์รัปชันก็มาจากการให้เบาะแสของภาคประชาชน เช่น ลูกจ้าง คู่ค้า หรือผู้สอบบัญชี
น.ส.เพียงพนอกล่าวเสริมว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตที่เกิดขึ้นแม้จะดำเนินการตามกฎหมาย พรรคเสนอให้นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใช้ มาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อให้การตัดสินใจของผู้มีอำนาจดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และมีความรับผิดชอบ (Accountability)
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้แจ้งภายหลังการประชุมกับผู้แทน กกร. ว่าจะนำวาระเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ และเชื่อว่ารัฐบาลจะผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในท้ายที่สุด พรรคประชาชนเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล พร้อมยืนยันว่าองค์กรอิสระที่ตรวจสอบจะต้องมีความเป็นอิสระและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

นางเพียงพนอ บุญกล่ำ
‘รักชนก’ จี้เปิดใช้ API เผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะลดดุลยพินิจ-ปราบโกง
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดดุลยพินิจของภาครัฐ โดยระบุว่าจากผลสำรวจของ กกร. ยังพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนจะช่วยให้ได้โครงการรัฐง่ายขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาสังคมและประชาชนได้ใช้ทักษะและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันภาคประชาชนมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือภาครัฐยังไม่เปิดข้อมูลอย่างเต็มที่
น.ส.รักชนกเรียกร้องให้ภาครัฐเปิด 4 ฐานข้อมูลสำคัญเป็น API (Application Programming Interface) เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ได้แก่:
ข้อมูล e-GP ของกรมบัญชีกลาง: แม้จะบอกว่าเปิดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการคือการเปิด API เพื่อให้ภาคประชาชนเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
ข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทต่าง ๆ ในกรมพัฒนาธุรกิจ: ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลรายชื่อหรือข้อมูลลึก ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่าย และการดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังคงมีข้อจำกัดและทำได้ยาก
รายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ: ฐานข้อมูลนี้ยังไม่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
บัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช.: แม้จะมีการขยายเวลา แต่ก็ยังเป็นระยะเวลาที่จำกัด
น.ส.รักชนกกล่าวว่า หากเปิดข้อมูลเหล่านี้เป็น API จะสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยสามารถระบุ "Red Flag" หรือธงแดงในโครงการที่ส่อว่าอาจมีการฮั้วประมูล มีนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือนามสกุลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดการเรียกรับผลประโยชน์ได้ในที่สุด เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ น.ส.รักชนกยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยกตัวอย่าง 2 กรมที่มักมีการเรียกรับผลประโยชน์และมีความถี่สูงในผลสำรวจ ได้แก่ กระทรวงแรงงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงแรงงานพยายามใช้แพลตฟอร์ม e-work permit ซึ่งเป็นโครงการมูลค่าสูงถึง 7,000 ล้านบาท เพื่อให้แรงงานข้ามชาติลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัจจุบันยังใช้ได้ไม่เต็มรูปแบบ เนื่องจากอาจมีการถ่วงเวลาเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ และในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการ e-ticket ก็ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางแห่งยังคงเป็นเงินสด ซึ่งสะดวกต่อการทุจริต โดยเคยมีอธิบดีบางกรมถูกจับกุมในกรณีล่าสุด
น.ส.รักชนกกล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนจะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกหน่วยงานทั้ง 4 หน่วยงานที่เก็บข้อมูลดังกล่าวมาผลักดันให้เปิดฐานข้อมูลภาครัฐเป็น API ที่ภาคประชาสังคมสามารถเชื่อมต่อได้โดยตรง และจะนำเรื่อง e-ticket และ e-work permit เข้าสู่คณะกรรมาธิการเพื่อผลักดันให้มีการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

น.ส.รักชนก ศรีนอก
iLaw จี้ขอโรดแมปชัดเจน-ค้านอำนาจ สว. ที่มาไม่ชอบธรรม
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้กล่าวเสริมในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าในช่วงเวลาที่เรากำลังจะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามผลประชามติ ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่ว่ารัฐบาลจะเอาร่างเดิมที่ค้างอยู่กลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ สิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างน้อยที่สุดคือให้รัฐบาลชุดนี้ประกาศและแถลงโรดแมปกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนได้เข้าใจ ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง จะต้องมีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ และต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 2-3 ปี หรืออาจไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ แต่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนและเมื่อไหร่ ดังนั้นตนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงความชัดเจนตรงนี้ให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมได้
นายยิ่งชีพกล่าวแสดงความเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของพรรคประชาชนในวันนี้ว่า ประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็ไม่ควรมีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วุฒิสภา หรือ สว. เพราะ สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่าที่มานั้นสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว. จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส. และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายยิ่งชีพกล่าวแสดงความกังวลว่าหากประชาชนไม่มีสิทธิ์โดยตรงในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การที่ สว. ซึ่งมีที่มาไม่ชอบธรรมและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะมีอำนาจในการเลือกหรือมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลและจะยิ่งบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน
ดังนั้น กระบวนการข้างหน้า นายยิ่งชีพจึงหวังว่าจะไม่มีการโยนอำนาจไปให้ สว. มากเกินความจำเป็น โดยภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหากพบว่าร่างที่พรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอนั้นประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จริง และเป็นการโยนอำนาจให้กับ สว. หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากจนเกินไป ประชาชนเจ้าของ 21 ล้านเสียงก็อาจจะต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน เพื่อยืนยันว่าประชาชนคนธรรมดาก็ต้องมีสิทธิ์มีเสียงในกระบวนการที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์
‘พริษฐ์’ ชี้ รธน. 60 ก่อปัญหา "ฮั้วทั้งกระดาน"-กลไกตรวจสอบอ่อนแอ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวสรุปภาพรวม โดยพยายามเชื่อมโยงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐธรรมนูญ 2560 กับปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
นายพริษฐ์กล่าวว่าในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ "ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน" โดยการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
นายพริษฐ์อธิบายว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและมาจากการเลือกกันเองนั้น ได้เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเมื่อรัฐธรรมนูญยังออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็ย่อมทำให้ประชาชนมองได้ว่า หากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลก็อาจจะกุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ กลไกของประเทศในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบจึงถูกบีบให้อ่อนแอลง
นายพริษฐ์ยกตัวอย่าง 2 กรณีเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน:
กรณีการตรวจสอบ ป.ป.ช.
หากมีใครในรัฐบาลกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น การซุกหุ้น องค์กรที่สังคมคาดหวังให้ตรวจสอบคือ ป.ป.ช. แต่หาก ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น ปล่อยเกียร์ว่าง หรือปกป้องบุคคลในรัฐบาล ดังเช่นข้อสังเกตต่อกรณี ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กลไกการตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็จะขาดประสิทธิภาพ หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช. ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อไปยังคณะไต่สวนอิสระ แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่ถึงศาลหากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งมาจากพรรคเดียวกันกับรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการร้องเรียนประธานรัฐสภาที่ปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. โดยไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนกลับไปที่ ป.ป.ช. อีกครั้ง
กรณีการตรวจสอบ กกต.
หากมีใครในรัฐบาลกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. หรือการได้มาซึ่ง สว. องค์กรที่คาดหวังให้ตรวจสอบคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากในอนาคต กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการเป่าคดีฮั้ว สว. ไม่ให้ไปถึงศาล ซึ่งข้อกังวลนี้บางส่วนมาจากการที่กรรมการ กกต. บางส่วนก็ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหาในกรณีฮั้ว สว. ด้วย กลไกการตรวจสอบ กกต. ก็แทบจะไม่มีตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถอนสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระออกไป
ดังนั้น หากต้องการเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อคืนสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน ก็ต้องได้รับความร่วมมือหรือเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน
นายพริษฐ์กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ "งูกินหาง" หรือ "ผลัดกันเกาหลัง" คือหากร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา หากร้องประธานรัฐสภา ก็ต้องไปที่ ป.ป.ช. หากจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่งให้ กกต. ส่งเรื่องไปที่ศาล และหากจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้ นายพริษฐ์จึงได้อภิปรายในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น "ปุ๋ยชั้นดี" ของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ
ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีความกังวลว่าหลังจากนี้ไป ระบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากจะเดินหน้าได้ก็จะพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่โดยใช้ทุกกลไกของสภา เพื่อทำให้ประเทศมีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นจากการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน พร้อมตระหนักว่าความพยายามนี้จะไม่สำเร็จได้หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ
หมายเหตุ:อ้างอิงรูปภาพจากสำนักข่าว Reporter




