'นิกร จำนง' แถลงแจงเหตุภูมิไทย ถอนชื่อสนับสนุนร่างแก้ไข รธน.เพื่อไทย ชี้ข้อกังวลรัฐสภาเลือก สสร.หวั่นขัดแย้ง ปชช.เลือกตั้ง สสร. โดยตรง-ทำขัดคำวินิจฉัย ศาล รธน. เพราะรัฐสภาอาจเลือกคนที่ได้อันดับหลังๆจากคะแนนเสียง ปชช.มาเป็น สสร. ย้ำร่างเพื่อไทยตอนนี้เสียงสนับสนุนพอแล้ว ยืนยันจุดยืนภูมิใจไทยต้องการให้ร่าง รธน.ฉบับใหม่สำเร็จ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ และหนึ่งในคณะทำงานจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยมีมติให้สมาชิกพิจารณาถอนชื่อจากการร่วมลงนามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย แม้ว่าก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยได้เคยร่วมลงชื่อเพื่อให้ร่างของพรรคเพื่อไทยมีจำนวนเสียงครบตามข้อกำหนดที่ 77 เสียง แต่ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยมีรายชื่อผู้สนับสนุนถึง 189 ชื่อแล้ว พรรคภูมิใจไทยจึงมองเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นมีเสียงสนับสนุนเพียงพอแล้ว
นายนิกรเปิดเผยว่า หลังจากพิจารณารายละเอียดในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยอย่างถี่ถ้วน พบประเด็นที่น่ากังวลว่าอาจขัดแย้งกับเนื้อหาของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ศาลได้วินิจฉัยว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้โดยตรง
นายนิกรอธิบายเพิ่มเติมว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยมีข้อกังวลเรื่องการเลือก สสร. 300 คน โดยตรง และถึงแม้จะมีการคัดเหลือ 100 คน ก็ยังถือว่ามีต้นทางมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งอาจขัดกับเจตนารมณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ หากรัฐสภาเลือกผู้ที่ไม่ได้คะแนนในลำดับต้นๆ มาเป็น สสร. แต่กลับไปเลือกลำดับ 3 หรือ 4 กรณีนี้ก็อาจถูกโต้แย้งว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกบุคคลนั้นมา ส่งผลทำให้เกิดสภาพการณ์ที่บังคับโดยปริยายให้ต้องเลือกผู้ที่ได้อันดับแรกอยู่ดี ซึ่งเท่ากับเป็นการเลือกโดยตรงในเชิงปฏิบัติ
สส.พรรคภูมิใจไทยยังให้เหตุผลว่า อำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา แต่ร่างดังกล่าวอาจสร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างอำนาจของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง กับอำนาจของรัฐสภาที่มาจากประชาชนเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ชัดว่าผู้สถาปนารัฐธรรมนูญที่แท้จริงคือประชาชน ซึ่งแสดงอำนาจผ่านการทำประชามติถึงสามครั้ง ได้แก่ ครั้งที่หนึ่งขออนุญาตจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ครั้งที่สองคือการทำประชามติในฉบับที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 256 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และครั้งที่สามคือการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่จัดทำโดย สสร. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงถึงสามครั้ง ดังนั้น การตีความเกี่ยวกับแหล่งที่มาของอำนาจจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างประชาชนและรัฐสภา
นายนิกรกล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงเพื่อหาเสียง การเสนอสองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกันนั้นส่วนตัวมองว่าไม่ควรทำ เพราะควรมีทิศทางที่ชัดเจนเพียงแบบเดียว พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจถอนชื่อเพื่อสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการร้องเรียนในภายหลัง ซึ่งจะนำไปสู่ความล่าช้าและยุ่งยากในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
“ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยตระหนักถึงความรับผิดชอบและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ การเดินตามหลักการที่ชัดเจนและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศ” นายนิกรกล่าว




