‘แสวง’ ปัดให้ความเห็น หลังมีกระแสข่าวประเมินไม่ผ่าน ชี้บทบาทในเรื่องนี้จบไปแล้วตั้งแต่ปี 68 เป็นเรื่องของ กกต. จะรับทราบอย่างเป็นทางการเมื่อมีมติเท่านั้น-แจงคดีฮั้ว สว. กกต.ทั้ง 7 เริ่มพิจารณาตั้งแต่วันนี้- ด้าน กกต.ยันพร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา 28 มิ.ย. 69
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในระหว่างกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 3 ในหัวข้อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา โดยนายแสวงตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสข่าวที่ตนไม่ผ่านการประเมินว่า "จริง ๆ ผมก็เป็นผู้รับประเมิน ไม่มีความเห็นอะไร ผมจะรับแจ้งอีกทีก็ตอนที่มีมติหรืออะไร ตอนนี้ในส่วนของผมมันหมดไปแล้วในส่วนของการทำหน้าที่เมื่อปี 2568 แต่นี่เป็นเรื่องของ กกต. และเรื่องของสัญญา เป็นเรื่องของคู่สัญญา"
นายวีระยี่ แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงว่า กกต. และกรุงเทพมหานครได้หารือกันเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น โดยนำแนวคิด "แซนด์บ็อกซ์" มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางเขตของกรุงเทพมหานคร เช่น เขตหลักสี่ และเมืองพัทยา ซึ่งมีการคัดเลือกกรรมการประจำหน่วย (กปน.) และประธานมาอบรมแบบเข้มข้นเป็นพิเศษจำนวน 5 คนต่อหน่วย เพื่อปิดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในหน่วยและสอนวิธีการแก้ปัญหา
นายวีระยี่ แพร ยังระบุว่า ในพื้นที่อื่น ๆ ที่เหลือของกรุงเทพมหานคร กกต. จะเน้นการอบรมเฉพาะประธาน กปน. โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มโซนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เข้าใจภารกิจและแก้ปัญหาหน้าหน่วยได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ จะมีการอบรม กปน. ทั่วไปอีกครั้งก่อนวันเลือกตั้งเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีความพร้อม
นายวีระยี่ แพร กล่าวเพิ่มเติมถึงอัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 ที่อยู่เพียง 60.73% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของประเทศ ขณะที่บัตรเสียสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม. สูงถึง 4.32% กกต. จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด พร้อมกันนี้ กกต. มีแผนร่วมมือกับสถานศึกษาในกรุงเทพฯ กว่า 800 แห่ง เพื่อให้ความรู้และกระตุ้นให้นักเรียนเชิญชวนผู้ปกครองไปใช้สิทธิเลือกตั้งและสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
คุณสมบัติผู้สมัครและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร ศิริภัคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงว่า วันที่ 8 มิถุนายน เป็นวันแรกที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจะประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จำนวน 18 ท่าน และนายกเมืองพัทยา 5 ท่าน โดยกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจะดำเนินการภายใน 7 วันหลังวันปิดรับสมัคร ซึ่งหากมีกรณีที่ไม่รับสมัคร ผู้สมัครสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 3 วัน และ กกต. จะพิจารณาให้คำสั่งภายใน 7 วัน
ด้านว่าที่ร้อยตรี ภาสกร กล่าวถึงกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านภายในกรุงเทพฯ ไม่ถึงหนึ่งปี จะไม่มีสิทธิเลือกทั้งผู้ว่าฯ และสมาชิกสภาฯ ในเขตใหม่นั้น แต่สามารถไปขอเพิ่มชื่อเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาฯ ในเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ติดต่อกันเกินหนึ่งปีได้ โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 17 มิถุนายน
ที่ร้อยตรี ภาสกร ยังกล่าวว่า สำหรับผู้มีสิทธิพิเศษที่เลือกได้เพียงประเภทเดียว (เช่น ผู้ว่าฯ อย่างเดียว) จะได้รับบัตรอย่างถูกต้อง และสำหรับผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ กกต. ได้กำชับให้กรรมการประจำหน่วยอำนวยความสะดวกให้ได้ใช้สิทธิ์ก่อน โดยจะไม่มีคูหาพิเศษเฉพาะ
ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การติดป้ายหาเสียงบนรถประจำทาง รถรับจ้าง หรือบิลบอร์ดต่าง ๆ สามารถทำได้โดยผู้สมัครต้องติดต่อเจ้าของกิจการและชำระค่าใช้จ่ายตามราคาตลาด การนำรูปบุคคลอื่นมาใช้ในการหาเสียงจะต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่มีถือว่าผิด กฎหมายเลือกตั้งกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่เกิน 49 ล้านบาท และสมาชิกสภา กทม. ประมาณ 800,000 – 1,250,000 บาท ขึ้นอยู่กับโซน สำหรับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น TikTok หรือ Facebook ผู้สมัครต้องใช้จ่ายตามเรทราคามาตรฐานของแพลตฟอร์มหรืออินฟลูเอนเซอร์ และนำค่าใช้จ่ายมาแจ้งต่อสำนักงาน กกต. ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง โดยการนับคะแนนจะเริ่มขึ้นพร้อมกันสำหรับผู้ว่าฯ/นายกฯ และสมาชิกสภาฯ หลังจากปิดหีบเวลา 17.00 น. สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา บัตรหนึ่งใบสามารถเลือกได้ไม่เกิน 6 หมายเลข ซึ่งจะทำให้มี "บัตรดีบางส่วน" คือบัตรที่กาผิดพลาดเพียงบางส่วน คะแนนส่วนที่ถูกต้องจะยังคงถูกนับ
ร้อยตรี ภาสกร ย้ำอีกว่า หากจำนวนบัตรที่ใช้สิทธิไม่ตรงกับคะแนนที่นับได้ กปน. ไม่มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ การสั่งนับใหม่เป็นอำนาจของ กกต. เท่านั้น กกต. ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด รวมถึงการถ่ายรูปหรือวิดีโอเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส แต่ต้องไม่ก้าวล่วงเข้าไปในบริเวณที่เลือกตั้ง ไม่กีดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. หรือผู้มาใช้สิทธิ และระมัดระวังเรื่อง PDPA
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นมีสถิติเรื่องร้องเรียนค่อนข้างน้อย โดยครั้งที่แล้ว กทม. มีประมาณ 40 กว่าเรื่อง และพัทยาประมาณ 6 เรื่อง กกต. ได้ดำเนินการป้องกันเชิงรุก โดยประสานงานกับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล กองบัญชาการสอบสวนกลาง เพื่อรวบรวมข่าวสาร และประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อตรวจสอบการเบิกถอนเงินที่ผิดปกติ รวมถึงขอความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ระดมกวาดล้างและตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่เสี่ยง
แผนประชาสัมพันธ์ของกรุงเทพมหานคร นางกัญญา อัศวมีคิน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กรุงเทพมหานครได้วางแผนประชาสัมพันธ์ 5 ระยะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ลดจำนวนบัตรเสีย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง โดยมีการใช้สื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งอินโฟกราฟิก สื่อโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม (Facebook, TikTok, Instagram, YouTube, X, Line) และเว็บไซต์ micro-site (เลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 69.com)
นางกัญญา ยืนยันว่า ยังมีการใช้สื่อกลางแจ้ง เช่น ป้ายไวนิลตามสะพานลอย ป้ายบิลบอร์ด และจอ LED ต่าง ๆ รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น การเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี และกิจกรรมบน Skywalk เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยกรุงเทพมหานครได้ยืนยันว่ากิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ใช้เพลงและท่าเต้นแอโรบิกนั้น เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการเปิดรับสมัครเลือกตั้ง และสีที่ใช้ในแคมเปญก็เป็นสีตามที่เหมาะสม ไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครรายใดเป็นพิเศษ
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสข่าวว่า กกต. อาจมีแนวโน้มจัดส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความว่าจะต้องใช้ กกต. ชุดใหม่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยนายแสวงตอบว่า การพิจารณาเป็นอำนาจของกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งจะพิจารณาอย่างรอบคอบและครบถ้วน และจะเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน เป็นต้นไป




