"...มีเสียงเล่าอ้างกันว่า การปล่อยข่าวเรื่องไม่ผ่านการประเมินนั้น อาจเป็นไปเพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง โดยเฉพาะในส่วนของ ‘คดีฮั้ว สว.’ ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วง ‘โค้งสุดท้าย’ ชงเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว โดย ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.จะประชุมทุกวันจันทร์ เป็นเวลา 12 ครั้ง คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ส.ค.นี้..."
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานวันครบรอบสถาปนา 28 ปี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสงสปอร์ตไลท์ทางการเมือง ฉายไปที่ ‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการ กกต.คนปัจจุบัน ที่มีกระแสข่าวว่า ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 60 ตามสัญญาจ้าง เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ในยุค กกต.ชุดเดิม ที่มี ‘อิทธิพร บุญประคอง’ เป็นประธาน กกต. อาจส่อให้ต้องพ้นเก้าอี้เลขาธิการฯ หากที่ประชุมคณะกรรมการ กกต.มีมติรับทราบเรื่อง
โดยภายในวันสถาปนาดังกล่าว ปรากฏภาพ ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.คนปัจจุบัน นำน้ำพระพุทธมนต์ ประพรมและรดมือแก่ผู้บริหารสำนักงาน กกต. หลังจบพิธีบวงสรวงช่วงเช้า เมื่อจังหวะเดินถึง ‘เลขาฯ แสวง’ ได้กล่าวก่อนปะพรมน้ำมนต์ว่า “สำหรับเลขาต้องเอาไปอาบเลย” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณพิธีเป็นอย่างมาก
การหยอกล้อดังกล่าว สะท้อนถึงภาพความรักใคร่กลมเกลียวกันระหว่าง ประธาน กกต.รวมถึง กกต.ชุดนี้ กับ ‘เลขาฯ แสวง’ แตกต่างจากภาพการทำงานระหว่าง กกต.ชุดเดิม ที่มักมี ‘ระยะห่าง’ ระหว่างบอร์ด กกต.และเลขาธิการฯ
เงื่อนปมเรื่องการประเมินเลขาธิการ กกต.นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนหมดปีงบประมาณ 2568 เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นไปตามวงรอบปกติ ภายหลัง ‘แสวง’ ผ่านการคัดเลือกมานั่งเป็นเลขาธิการ ตั้งแต่ต้นปี 2565 และจะหมดสัญญาจ้างตามวาระในต้นปี 2570 โดยที่ผ่านมาระหว่างปีงบประมาณ 2565-2567 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทว่าเมื่อถึงปีงบประมาณ 2568 ไฉนจึงไม่ผ่านการประเมิน

แสวง บุญมี
ปัจจุบันเรื่องนี้ กกต.ชุดเดิม 6 คน (จาก 7 คน) ส่งเอกสารการประเมินมาให้สำนักงาน กกต.เรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแค่รายของ ‘ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ’ รักษาการ กกต. (พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังสรรหาคนใหม่ไม่ได้) ที่ยังไม่ได้ส่งความเห็นมา ดังนั้นหากมีการส่งความเห็นครบถ้วนเมื่อไหร่ สำนักงาน กกต.จะชงเรื่องให้ที่ประชุม กกต.รับทราบเรื่องต่อไป
ก่อนอื่นต้องย้อนไปถึงที่มาที่ไปของเลขาธิการ กกต.ที่ชื่อ ‘แสวง บุญมี’ กันก่อน เขาคือหนึ่งใน ‘ลูกหม้อ’ ของสำนักงานฯ คลุกคลีตีโมงทั้งฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายปราบปราม กระทั่งขึ้นชั้นมาเป็นรองเลขาธิการ และเริ่มมีบทบาทตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา
โดยในช่วงที่เขาสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.นั้น มีแคนดิเดตอยู่ 2 คนคือ 1.ตัวเขาเอง 2.พล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ขณะนั้น) โดยว่ากันว่า ‘แรงหนุน’ จากเบื้องหลังของทั้งคู่ ‘ไม่ธรรมดา’ ต่างคนต่างเบียดกันมาแบบคู่คี่สูสีอย่างมาก
ในส่วนของ ‘พล.ต.ท.ชยพล’ ว่ากันว่า ‘บิ๊กเนมไทยคู่ฟ้า’ หนุนหลังมา ขณะที่ ‘แสวง’ อยู่ภายใต้การจับตาของ ‘บิ๊กเนมบ้านป่ารอยต่อฯ’ เป็นแบ็คให้ แถมยังมีลมใต้ปีกจาก ‘ผู้มากบารมีอีสานใต้’ คอยหนุนนำอีก นอกจากนี้ ‘แสวง’ มีสายสัมพันธ์อันดีกับ ‘นักเลือกตั้ง’ จากหลายก๊ก-หลายพรรค
แม้ว่าคอนเนกชั่นของ ‘พล.ต.ท.ชยพล’ จะไม่ธรรมดา แต่ในเมื่อไม่ค่อยมีฝ่ายการเมืองหนุนหลัง ส่งผลให้ ‘แสวง’ เข้าวินตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ในที่สุด ส่วน พล.ต.ท.ชยพล ภายหลังถูกแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ปลายปี 2565
ภายหลังการเข้าดำรงตำแหน่งของ ‘แสวง’ ช่วง 2 ปีแรกไม่ค่อยเผชิญอะไรมาก เพราะผ่านงานใหญ่แค่การเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งครั้งนั้นไม่ค่อยมีข้อผิดพลาดเด่นชัด หรือมีข้อพิรุธอะไรมากนัก กระทั่งในปี 2567 มีการเลือก สว.เกิดขึ้น และถูกวิจารณ์ว่าเป็นจุดด่างพร้อยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยขึ้นทันที เนื่องจากปรากฏภาพ และพยานหลักฐานหลายอย่าง บ่งชี้ว่าอาจมี ‘ขบวนการฮั้ว สว.’ เกิดขึ้น
คดีฮั้ว สว.นี่เอง ที่อาจเป็นหนึ่งในชนวน ทำให้ กกต.กลายเป็น ‘ตำบลกระสุนตก’ นับตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ติดลบต่อสังคม และ ‘แสวง’ อาจกลายเป็น ‘แพะรับบาป’ จากเรื่องนี้ ทำให้การประเมินผลงานเขาในปีงบประมาณ 2568 ไม่ผ่านเกณฑ์
ทั้งนี้หาก ‘แสวง บุญมี’ ต้องพ้นเก้าอี้จากการถูก ‘เลิกจ้าง’ เพราะไม่ผ่านการประเมินจริง จะนับเป็นเลขาธิการ กกต.คนที่ 2 นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรนี้ในรอบ 28 ปี โดยคนแรกคือ ‘ภุชงค์ นุตราวงศ์’ อดีตลูกหม้อสำนักงานฯแห่งนี้ ที่ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ กกต.เมื่อปี 2555 ทว่าภายหลังรัฐประหาร ว่ากันว่า เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเขากับ กรรมการ กกต.บางคน ส่งผลให้ถูกเลิกจ้างในปี 2558 เนื่องจากไม่ผ่านการประเมิน
มีเสียงเล่าอ้างกันว่า การปล่อยข่าวเรื่องไม่ผ่านการประเมินนั้น อาจเป็นไปเพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง โดยเฉพาะในส่วนของ ‘คดีฮั้ว สว.’ ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วง ‘โค้งสุดท้าย’ ชงเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว โดย ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.จะประชุมทุกวันจันทร์ เป็นเวลา 12 ครั้ง คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ส.ค.นี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของ ‘แสวง’ ในฐานะเลขาธิการ กกต. เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยตำแหน่ง มีอำนาจในการแสดงความเห็นในสำนวน ก่อนชงเรื่องไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่พิจารณา ดังนั้นคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายสำนักงานฯ จะต้องชงเรื่องพร้อมความเห็นไป อาจเป็นอีกหนึ่งจุดชี้ขาดของคดีนี้ด้วย
เมื่อกล่าวถึงคดีฮั้ว สว.อย่างที่ทราบไปว่าคดีนี้จะมีการประชุมทุกวันจันทร์ และคาดว่าจะเสร็จภายใน ส.ค. 2569 ว่าจะออกหน้าไหน ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏกระแสข่าวมาตลอดว่า กกต.มีแนวโน้มสูงที่จะยกคำร้องกล่าวหาในคดีนี้ โดยในจำนวน 229 ผู้ถูกกล่าวหา มี 138 สว.ชุดปัจจุบัน ที่เหลือเป็น ‘นักเลือกตั้ง-เครือข่าย’ เข้าไปเกี่ยวข้อง ในจำนวนนี้ว่ากันว่ามี 10 รัฐมนตรีใน ‘ครม.สีน้ำเงิน’ พัวพันอยู่ด้วย
แม้คดีนี้คณะกรรมการสืบสวน และไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 จะมีการสรุปผลการสอบสวน พร้อมบรรยายพฤติกรรมว่า ต้นคิดเรื่องขบวนการฮั้ว สว.มาจาก ‘ลูกท่าน-หลานเธอ’ ของบรรดา ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน’ มีการวางแผนประชุมกับ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ วางแผนเป็นขั้นตอน กระจายแบ่งงานกันแต่ละภาค รวมถึงการใช้วิธีคำนวณแบบคณิตศาสตร์ขั้นสูง จนส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการเลือก สว.ปี 2567 ก็ตาม
แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ช่วงปลาย กกต.ชุดเดิม ‘อิทธิพร บุญประคอง’ ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อรับสำนวนเรื่องนี้ไปพิจารณาต่อ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าคณะอนุกรรมการฯชุดนี้ มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า 229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ดังกล่าว ไม่มีใครผิด และชงเรื่องต่อไปยังเลขาธิการ กกต.เพื่อส่งที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่พิจารณา

แสวง บุญมี
อย่างไรก็ดีเลขาธิการ กกต.ปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องนี้ เช่นเดียวกับผู้บริหารภายในสำนักงาน กกต. โดยยืนยันว่า สำนวนการไต่สวนเรื่องนี้ ‘เป็นความลับ’
นอกเหนือจากเรื่องฮั้ว สว.แล้ว ยังมีประเด็นในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา เกิดข้อผิดพลาดขึ้นหลายอย่าง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายเล็ก ๆ ในหลายหน่วยเลือกตั้ง มีการนับคะแนนผิดพลาด รวมถึงการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่โปร่งใส แต่สำนักงาน กกต.ก็อธิบายจนรอดพ้นบ่วงเรื่องเหล่านี้มาได้
แต่เหลืออยู่ 1 กรณีคือ การใช้บัตรเลือกตั้ง โดยใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรในรูปแบบ ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’ ที่หลายฝ่าย ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง หยิบยกไปวิพากษ์วิจารณ์ มีการสาธิตทดลอง จนอ้างว่า หากทำครบองค์ประกอบจะสามารถสืบย้อนไปถึงชื่อคนลงคะแนนได้ ส่อทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องนี้มีการร้องไปถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่อมาผู้ตรวจฯมีมติชงเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาไต่สวน โดยความคืบหน้าล่าสุด เรื่องนี้ยังคาอยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญถ้อยคำพยาน และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ทั้งหมดคือ 3 เรื่องใหญ่ที่กำลังเป็นปมร้อนภายในสำนักงาน กกต.ในห้วงเวลานี้ ทุกเรื่องจะมีบทสรุปออกมาในรูปแบบไหน ต้องรอติดตามกัน
เรื่องโดย ... ทีมข่าวการเมืองพิเศษ




