News Logo
หน้าแรก
‘พรรคประชาชน’ งัดหลักฐานใหม่แฉ ‘TH-AI passport’ ส่อทุจริต

‘พรรคประชาชน’ งัดหลักฐานใหม่แฉ ‘TH-AI passport’ ส่อทุจริต

15 มิ.ย. 2569 14:42
ผู้ชม 127 คน

‘พรรคประชาชน’ งัดหลักฐานใหม่แฉ ‘TH-AI passport’ ส่อล็อก TOR จัดทำล่วงหน้าก่อนประมูล จ่อยื่น ป.ป.ช. เอาผิด

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน ได้แถลงเปิดเผยข้อพิรุธในโครงการ TH-AI passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท โดยระบุว่า พบหลักฐานใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการจัดทำโครงการและกำหนดรายละเอียดขอบเขตงาน (TOR) ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการประมูลเกิดขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้เตรียมรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้นำภาพเอกสารนำเสนอของ Human Intelligence มาเปิดเผย ซึ่งพบว่ามีการระบุไทม์ไลน์โครงการในชื่อ THAI passport มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่ในขณะนั้นยังไม่มีการประกาศโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยข้อมูลในสไลด์ของบริษัทอักษรย่อ B ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการนี้และถูกจัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แต่ตัวโครงการกลับเพิ่งเปิดทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นว่า บริษัทมีการรับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะชนะการประมูลโครงการ AI TH PASSPORT และได้เริ่มกระบวนการทำงานไปก่อนที่จะมีการเปิดประมูลจริง

“ท่านปลัดเคยบอกว่าถ้ามันส่อทุจริต ท่านจะยกเลิกโครงการ สิ่งนี้ยืนยันว่าโครงการนี้มันส่อไปทางไหน มันเริ่มทำไปตั้งแต่ปีที่แล้ว” น.ส.รักชนก กล่าว 

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ TH-AI passport ยังมี TOR ทับซ้อนกับโครงการเนชันนอลเครดิตแบงก์ และยังมีอีก 2 โครงการคือ สกิลเครดิตพอร์ตฟอลิโอ ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมมูลค่าทั้งขบวนการประมาณ 10,000 ล้านบาท ดำเนินการเสร็จไปแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผลนี้จึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งทบทวน TOR โดยพรรคประชาชนจะนำหลักฐานเหล่านี้ไปยื่นเพื่อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ต่อไป 

ด้าน นายธีระชาติ ต่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หลังจากที่มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว พบข้อพิรุธเรื่องการปรับเปลี่ยนรายละเอียดตามใจชอบ กล่าวคือ ในร่าง TOR เดิมระบุว่าระบบรองรับการใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ปลัดกระทรวงดีอีกลับชี้แจงว่าสามารถรองรับได้ถึง 5 ล้านคนต่อวินาที

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารโครงการพบว่า โครงการนี้ถูกเสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการลดกรอบระยะเวลาลงทะเบียนจากเดิม 90 วัน เหลือเพียง 30 วัน และลดกรอบเวลาการให้บริการจาก 120 วัน เหลือ 90 วัน ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขรายละเอียดเกี่ยวกับจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งประเด็นหลังนี้ไม่ได้มีระบุไว้ในเอกสารที่เสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจ แต่อย่างใด ซึ่งการปรับเปลี่ยนรายละเอียดทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ

ในเชิงข้อเสนอแนะ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เสนอแนวทางพัฒนา AI ของประเทศ แทนที่จะใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ไปกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นผู้เสนอหรือเป็นผู้เช่าใช้ จึงเสนอให้เปลี่ยนงบประมาณมาเป็นการลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติ พร้อมทั้งสนับสนุน AI ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เช่น ThaiLLM (BDI) สนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME ผ่านคูปองนวัตกรรม ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาตั้งศูนย์ในไทยผ่านสิทธิประโยชน์ พร้อมเปลี่ยนจากการนับยอดแจกสิทธิ์เป็นการวัดผลิตภาพและรายได้จริง และให้กระทรวงดีอีทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและราคากลาง แทนการเป็นผู้ริเริ่มโครงการเอง ส่วนการซื้อ AI ต่างชาติ ไม่ควรซื้อผ่านตัวกลาง แต่ควรเป็นแบบรัฐต่อรัฐ นอกจากนี้ยังควรสนับสนุนการเพิ่มทักษะของคน ทั้งประชาชนทั่วไป กลุ่ม SME รวมถึงภาครัฐเอง รวมไปถึงการสร้างอาชีพดิจิทัล เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น

ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปว่า การตัดสินใจเดินหน้าหรือยกเลิกโครงการ TH-AI Passport จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลตั้งใจผลักดัน AI เป็นวาระแห่งชาติจริง หรือสนใจเพียงงบประมาณจากโครงการ AI เท่านั้น ข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport นี้รวมถึงโครงการอื่นที่จะตามมา สะท้อนว่าการทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้องกำลังย้ายจากโครงการก่อสร้างที่สังคมรู้เท่าทัน มาสู่โครงการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือบอร์ด AI ซึ่งรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง DE กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว แต่นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการนี้อีกเลย ทั้งที่เป็นคณะกรรมการระดับนโยบายสูงสุดด้าน AI ของประเทศ และนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ก็ไม่เคยแสดงบทบาทผู้นำจัดการเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี นายณัฐพงษ์ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีระงับโครงการนี้ทันที พร้อมทั้งปฏิรูปการใช้เงินกองทุน DE ให้โปร่งใส และเปลี่ยนทิศทางการใช้งบประมาณจากการซื้อบริการไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมระบุว่าหากไม่มีการดำเนินการ จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายระลอก และจะดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เร่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบ ‘5 ธุรกรรม’ ส่อฟอกเงิน คดี บมจ.ฟินันเซียฯ
เร่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบ ‘5 ธุรกรรม’ ส่อฟอกเงิน คดี บมจ.ฟินันเซียฯ