"พนิดา" ปชน.อภิปรายงบฯ หมื่นล้านองค์กรอิสระ ชี้วิกฤตศรัทธาหลายด้าน ทั้งครหาฮั้ว สว. ปัญหาตึก สตง. เรื่องงบสร้างตึกเพียบ งบดำเนินงานแค่ 2.5 พันล้าน จี้แก้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจโค่น “ระบอบสีน้ำเงิน”
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยน.ส.พนิดา //มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมุทรปราการ เขตหนึ่ง อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ท้ายบ้าน บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชน เริ่มต้นการอภิปรายโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์กรอิสระ
โดย น.ส.พนิดากล่าวว่าระบุว่าองค์กรเหล่านี้มีขอบเขตอำนาจกว้างขวาง สามารถให้คุณให้โทษหน่วยงานรัฐได้ทุกองค์กร ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560
น.ส.พนิดา กล่าวว่าในปีนี้องค์กรเหล่านี้ได้รับจัดสรรงบประมาณจากภาษีประชาชนรวมกันสูงถึง 10,000 ล้านบาท เพื่อทำหน้าที่รักษาความสุจริตของระบบการเมือง และคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณจำนวนมหาศาลเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อภารกิจหลัก ประชาชนยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ มีข้อครหาเป็นจำนวนมากในการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ และดัชนีความเชื่อมั่นสาธารณะก็ตกต่ำกว่าบทบาทที่ควรจะเป็น แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง
น.ส.พนิดา ชี้ว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้จึงเป็นช่องทางเดียวที่อำนาจนิติบัญญัติอย่างสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจองค์กรอิสระเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ จึงขอเสนอแนวทางปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นสิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติสมควรที่จะดำเนินการ
น.ส.กล่าวต่อไปว่า องค์กรอิสระทั้งสามหน่วยงานนี้ แม้จะมีภารกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่กลับมีปัญหาร่วมกัน โดย น.ส.พนิดา ได้ขอรวบยอดอภิปรายทั้งสามองค์กรและเงิน 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ก้อนใหญ่ ได้แก่ งบบุคลากร งบก่อสร้าง และงบดำเนินงาน
สำหรับงบบุคลากรในปีนี้ น.ส.พนิดา ระบุว่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 7,352 ล้านบาท คิดเป็น 72% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งหากนำตัวเลขมาหารเฉลี่ยต่อจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดประมาณ 10,000 คน จะตกคนละ 61,000 บาทต่อเดือน
น.ส.พนิดา ระบุว่าแม้จะไม่ใช่ทุกคนที่ได้เงินงบประมาณจำนวนเท่านี้ แต่เมื่อเทียบกับเงินเดือนตำรวจที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหารเฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 35,000 บาทเท่านั้น ถือว่าห่างกันเกือบครึ่งต่อครึ่ง
น.ส.พนิดา ยอมรับว่าไม่ได้แปลกใจนัก เนื่องจากทั้งสามองค์กรมีอำนาจมาก จึงจำเป็นต้องใช้ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความกล้าหาญทางจริยธรรม และดำรงความเป็นกลางสูงสุด ไม่เอนเอียงไปตามสิ่งจูงใจใดๆ ดังคำที่ว่า "อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง" ค่าตอบแทนก็ต้องสูงเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม น.ส.พนิดา ได้ตั้งคำถามว่า "ประสบการณ์ที่พี่น้องประชาชนต้องเจอคืออะไร บอร์ดองค์กรอิสระเหล่านี้มีความอิสระจริงหรือไม่"
กกต. กับข้อครหา "ฮั้ว สว." และการบริหารจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส
ประเด็นที่ น.ส.พนิดา หยิบยกขึ้นมาเป็นอันดับแรกคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. น.ส.พนิดา กล่าวว่าประชาชนไม่เชื่อว่า กกต. จะจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส และตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา เพราะภาพที่ปรากฏคือคณะกรรมการ กกต. ทั้งชุดรู้เห็นความผิดปกติในการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยมีการเดินเก็บโพย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่คดีฮั้ว สว.
น.ส.พนิดา ยังตั้งข้อสังเกตถึงประธานวุฒิสภาที่ยังไม่ได้ตอบว่า เป็นผู้ยื่นโพยให้ กกต. หรือไม่ในคลิปที่มีการเผยแพร่ออกไป โดยตนได้รับข้อมูลจากผู้สมัครหลายคนว่า ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ โพยมีการแพร่สะพัดอย่างมาก จนกระทั่งคณะกรรมการ กกต. ต้องขึ้นเวทีไปประกาศด้วยตัวเองว่า “รบกวนให้ผู้สมัครเก็บโพย” และแม้จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งท่านหนึ่งแจ้งปัญหานี้ต่อเลขาธิการ กกต. นายแสวง บุญมี ซึ่งอยู่ในงานเดียวกันว่ามีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้โพย แต่เลขาธิการ กกต. กลับเพิกเฉย
น.ส.พนิดา อธิบายว่า “โพยจัดตั้ง” ที่ ตนกล่าวถึง ไม่ใช่เพียงเศษกระดาษจดบันทึกทั่วไป แต่เป็นโพยที่จัดตั้ง ตีตารางเขียนเบอร์ครบถ้วน ทั้งรอบเลือกตัวเองและรอบเลือกไขว้ในช่วงบ่าย และใบลงคะแนนก็ออกมาตรงกันตามโพยที่พบ ซึ่ง โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้คือ “ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งติดต่อกัน 70 งวด”
น.ส.พนิดา กล่าวว่าในขณะที่คนที่มีอำนาจสั่งการทั้งหมดอยู่ในงาน ทั้งคณะกรรมการและเลขาธิการ กกต. ที่พบความผิดปกติด้วยตัวเอง กลับไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งที่สามารถใช้อำนาจสั่งการชะลอเพื่อตรวจสอบ ระงับผลการเลือก หรือยกเลิกผลการเลือกได้ แต่กลับประกาศรับรองภายใน 7 วัน จนกระทั่งมีผู้หอบหลักฐานไปร้องเรียนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระบวนการถึงได้เริ่มขึ้น ซึ่งกินเวลาไปถึงหนึ่งปีให้หลังนับจากวันที่เลือก สว. ระดับประเทศ จากนั้น กกต. ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาหลายชุด ชุดแรกกล่าวว่ามีมูล และชี้เส้นทางการเงินว่าไปถึง สว. เกินครึ่ง, สส. นับสิบคน และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน
อย่างไรก็ตาม น.ส.พนิดา ระบุว่าคณะกรรมการชุดหลัง ซึ่งบอร์ด กกต. แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เป็นชุดพิเศษเรียกว่า “อนุกรรมการในชุดที่ 36” กลับมีมติเมื่อต้นปีว่าทั้งหมดไม่มีความผิด ทำให้เกิดคำถามว่าคดีกลับพลิก หลักฐานชุดเดียวกัน แต่มติออกมาคนละทิศทาง
น.ส.พนิดา ตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการในชุดอนุกรรมกรในชุดที่ 36 บางคนที่มีภาพว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี บางท่านมีคดีเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้ม และมีสถานะเป็น สว. สำรอง บางคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์
น.ส.พนิดา ย้ำว่านั่นยังไม่ใช่บทสรุปของเรื่องนี้ เพราะคนที่จะต้องตัดสินใจภายใน 90 วันว่าจะเป่าคดีนี้ หรือลงมติว่ามีความผิดและส่งต่อไปที่ศาลก็คือ “7 อรหันต์ บอร์ด กกต.” นั่นเอง โดยปัจจุบัน 4 ใน 7 คน ก็มาจากการรับรองของ สว. ชุดที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้
น.ส.พนิดา เชื่อว่าเคสนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า กกต. เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สมศักดิ์ศรี หรือเป็นผู้อำนวยการการก่อร่างสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” ตามที่มีผู้กล่าวถึง
ระหว่างการอภิปรายช่วงนี้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ เขต1 พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยกล่าวว่า น.ส.พนิดา อภิปรายนอกประเด็นญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเรื่องการฮั้ว สว. นั้นกระบวนการตามกฎหมายกำลังดำเนินการอยู่ ขอให้อยู่ในประเด็นงบประมาณ ด้าน นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้วินิจฉัยและขอให้ น.ส.พนิดา พยายามเข้าสู่เนื้อหาการอภิปรายเรื่องงบประมาณ เพราะหากพูดเนื้อหาในส่วนของคดีฮั้ว สว. อาจจะมีการประท้วงในลักษณะนี้ต่อไปอีก
ป.ป.ช. กับ "สองมาตรฐาน" และการปกป้องการทุจริต
หน่วยงานถัดมาที่ น.ส.พนิดา พุ่งเป้าคือ ป.ป.ช. โดย น.ส.พนิดา กล่าวว่า ป.ป.ช. กำลังเผชิญหน้ากับข้อครหาการมี “สองมาตรฐาน” บางคดีป้องกันและปราบปรามทุจริต แต่บางคดีกลับ “ปกป้องและปกปิดคอร์รัปชัน” น.ส.พนิดา ยกตัวอย่างกรณีการไม่ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินของบุคคลหนึ่ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งด้วยข้อหาซุกหุ้น โดยเน้นย้ำว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ในกรณีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ป.ป.ช. ควรจะวินิจฉัยตรวจสอบเชิงลึก แต่กลับตรวจสอบเบื้องต้นและไม่ไต่สวนผู้เกี่ยวข้อง แล้วมีมติยกคำร้องคดีอาญาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นายสนอง ได้ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า น.ส.พนิดา อภิปรายนอกประเด็นและมีการเอ่ยชื่อนามสกุลของบุคคลภายนอกอย่างชัดเจน ซึ่งบุคคลเหล่านั้นไม่มีโอกาสมาชี้แจง และขอให้ระมัดระวังในการอภิปรายให้อยู่ในญัตติ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานในที่ประชุม ได้ขอเตือน น.ส.พนิดา ว่าพูดถึงบุคคลภายนอก และคดีที่ผ่านไปแล้วและอยู่ในกระบวนการกฎหมายไปแล้ว ขอให้เข้าสู่ประเด็น น.ส.พนิดา ตอบกลับว่า เป็นข่าวที่ปรากฏในที่สาธารณะอยู่แล้ว แต่จะไม่เอ่ยชื่อ โดยเอ่ยชื่อย่อเป็น ศ เพื่อหลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่ออีกครั้ง
น.ส.พนิดา ชี้ว่าประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ เช่นกรณี “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” ซึ่ง ป.ป.ช. ตีตกไป โดยชี้ว่าเป็นเพียงการยืมมาใส่แล้วคืนไปหมดแล้ว ทว่าภาคประชาชนกลับแอคทีฟจนสามารถนำไปสู่การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย ถูกศาลอาญาทุจริตสั่งจำคุกจากความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำนวนคดีดังกล่าวต่อสาธารณะตามที่มีผู้ร้องขอ
สส.พรรคประชาชน ยังกล่าวถึงข้อครหาเรื่อง ป.ป.ช. ถูกชี้มูลความผิดรับส่วยทองคำน้ำหนัก 246 ล้านบาท และตั้งคำถามว่า “นี่มันตลาดซื้อขายคดีชัดๆ ว่าท่านจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในมาตรฐานการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้อย่างไร”
ในส่วนของงบดำเนินงาน 1,048 ล้านบาทของ ป.ป.ช. น.ส.พนิดา ชี้ว่าหลักๆ คือการจัดกิจกรรมอบรม ปลูกฝังวิธีคิดต้านโกง ทำสื่อประชาสัมพันธ์ พิพิธภัณฑ์ออนไลน์ต้านโกง และโครงการป้องกันทุจริตด้วยการออกหลักเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ซึ่งให้หน่วยงานประเมินตนเอง และมีการจัดกิจกรรมมอบรางวัลกันเอง น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ยกตัวอย่างว่า สตง. ซึ่งมีปัญหาเรื่องตึกถล่ม ยังได้รับรางวัลองค์กรโปร่งใสดีเด่น ซึ่งแสดงถึงความย้อนแย้ง
งบประมาณจริงในการปราบปรามทุจริตของ ป.ป.ช. มีเพียง 200 ล้านบาท น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ระบุว่า ป.ป.ช. รับเรื่องพิจารณาปีละ 6,000 เรื่อง ดำเนินการได้จริง 3,000 เรื่อง แต่ค้างอยู่เป็นหมื่นเรื่อง และสุดท้ายคดีไม่คืบ มีเพียง 240 คดีเท่านั้นที่ถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดภายใน 5 ปี การสอบสวนคดีทุจริตขนาดใหญ่ดำเนินการล่าช้า และการตัดสินคดีมักเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สรุปว่า ป.ป.ช. กำลังทุ่มงบประมาณผิดจุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดจิตสำนึก แต่เป็นความไม่สามารถนำผู้กระทำทุจริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ตัวชี้วัดดัชนีการรับรู้การทุจริตสากล (CPI) ลดลงอย่างต่อเนื่อง 5 ปี โดยปีล่าสุดได้ 33 คะแนนจาก 100 อยู่อันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และเป็นอันดับ 8 ของอาเซียน มีคะแนนน้อยกว่าลาว
สตง. กับ "วิกฤตศรัทธา" และปัญหางบสร้างตึกเพียบ
มาถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. น.ส.พนิดา กล่าวว่า สตง. เป็นหน่วยงานที่เผชิญหน้ากับ “วิกฤตศรัทธา” ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวจนเป็นเหตุให้ตึกสำนักงานถล่ม ซึ่งถือเป็นการเปิดประเด็นอีกหลายจุดที่สังคมต้องตั้งคำถามมากมายถึงมาตรฐานการปฏิบัติงาน ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการคัดเลือกผู้รับเหมา การควบคุมดูแลการก่อสร้าง และการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ แต่ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับกลับมามีเพียงมิวสิกวิดีโอหนึ่งเพลง และหนังสือเวียนหนึ่งฉบับที่ออกมาเพื่อปลอบใจกันเองภายในหน่วยงาน
น.ส.พนิดา ย้ำว่า สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าคณะกรรมการ สตง. เอาจริงเอาจังกับการปกป้องเงินภาษีอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากมาตรฐานการตรวจสอบตนเองกับมาตรฐานการตรวจสอบผู้อื่นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สส.พรรคประชาชน ยังได้กล่าวถึงงบประมาณด้านการก่อสร้าง โดยระบุว่าสามารถคาดการณ์แนวทางการใช้งบประมาณของ กกต., ป.ป.ช. และ สตง. ได้ เนื่องจากทั้งสามหน่วยงานแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการมีอาคารเป็นของตนเองในทุกจังหวัด ผ่านการใช้งบประมาณก้อนนี้ แม้ปีนี้จะถูกปรับลดเหลือ 672 ล้านบาทแล้ว แต่ก็มีการตั้งงบผูกพันไปเพิ่มในงบประมาณปีหน้า
น.ส.พนิดา ตั้งข้อสังเกตว่าแต่ละหน่วยมีความต้องการมีตึกส่วนตัวสูง ทั้งๆ ที่ในหลายจังหวัดก็มีศักยภาพที่จะเช่าอาคาร หรือใช้ตึกร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ แต่กลับมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างอาคารใหม่ทั่วประเทศ ดังนั้นตนจึงตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือหลายโครงการที่ตั้งงบประมาณไปก็ไม่สามารถหาผู้รับเหมาได้ งบผูกพันเดิมมีปัญหาในการบริหารสัญญา ผู้รับเหมาทิ้งงาน มีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ปีนี้ก็ยังคงมีการตั้งงบประมาณใหม่เข้ามาอีก
“ยกตัวอย่างเช่น กกต. ปีนี้ของบประมาณ 193 ล้านบาท เพื่อ 16 ตึก แต่ถูกสำนักงบประมาณปรับลดเหลือ 35 ล้านบาท โครงการที่พัทลุงเบิกจ่ายไม่ได้สักบาทมาหลายปีแล้ว ก็ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้ แต่ปีนี้ก็ยังขอ 12 ล้านบาท ถ้าท่านไม่พร้อมก็ไม่ควรตั้งงบประมาณมากันที่ภารกิจอื่นแบบนี้ค่ะ” น.ส.พนิดากล่าว
สำหรับ ป.ป.ช. ก็ประสบปัญหาเดียวกันในอีกหลายพื้นที่ ปีนี้ยังคงดำเนินการในลักษณะเดิม โดยมีงบผูกพันเดิมที่ยังสร้างไม่เสร็จ 19 แห่ง และมีการของบผูกพันใหม่เพื่อสร้างเพิ่มอีก 5 ตึก ที่สำคัญคือสำนักงานใหญ่ ป.ป.ช. ซึ่ง น.ส.พนิดา ระบุว่ามีการขยายอย่างต่อเนื่อง สองปีก่อนมีการของบสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ 12 โดยมีลักษณะเหมือน“สปอร์ตคอมเพล็กซ์” ที่มีสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก ห้องฟิตเนส และโรงยิม มูลค่ารวม 777 ล้านบาท ขณะนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ปีนี้ก็มีการตั้งงบประมาณมาขอปรับปรุงอาคารเดิมในพื้นที่เดียวกันอีก 162 ล้านบาท ซึ่งส่วนตัวขอเรียกว่าเป็นการ“รีโนเวทเซตใหญ่”
ด้าน สตง. ก็มีแนวทางที่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยของบประมาณ 252 ล้านบาท สำหรับ 16 ตึก ทั้งๆ ที่บางโครงการสร้างเสร็จไปแล้วก็ถูกทิ้งร้าง จนมีผู้ถ่ายทำเนื้อหาออนไลน์เป็นไวรัล เช่นที่สัตหีบ ตึกมูลค่า 135 ล้านบาท ถูกทิ้งร้างมา 15 ปี โดยยังไม่มีใครเข้าไปใช้งานเลย
จุดที่ น.ส.พนิดากล่าวว่าเป็น “ก้อนที่สร้างความกังวลใจอย่างยิ่ง” คือปัจจุบันยังคงต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินการรถไฟที่จตุจักร ซึ่งเป็นจุดที่ตึก สตง. ถล่มไปอีก 6 ปี มูลค่ารวม 764 ล้านบาท ที่ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย น.ส.พนิดา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องนำตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบและเรียกคืนความเสียหายทั้งหมดในส่วนนี้ให้ได้ เนื่องจากนี่คือภาษีของพี่น้องประชาชน
งบดำเนินงาน: เน้นจัดกิจกรรม ไม่เน้นผลลัพธ์ ทุ่มผิดจุด ปล่อยทุจริตลอยนวล
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ได้กล่าวถึงงบประมาณก้อนสุดท้ายซึ่ง น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ระบุว่า “สำคัญมาก” คืองบดำเนินงาน ซึ่งควรจะเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ควรได้รับการจัดสรรอย่างเต็มที่ แต่จากงบประมาณรวม 10,000 ล้านบาท ปีนี้ได้รับเพียง 2,500 ล้านบาท
น.ส.พนิดา กล่าวว่าว่างบประมาณนี้ไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก ตัวชี้วัดมักจะไปเน้นจำนวนการจัดกิจกรรมและจำนวนผู้เข้าร่วม แทนที่จะเน้นผลลัพธ์เชิงคุณภาพ การอบรมและการประเมินผลส่วนใหญ่ก็ใช้การประเมินตนเอง และงานที่เป็นภารกิจหลักกลับยังทำได้ไม่ดี และไม่มีการตั้งงบประมาณมาสนับสนุนด้วย
ยกตัวอย่าง กกต. ที่ได้งบดำเนินงาน 608 ล้านบาท น.ส.พนิดา ระบุว่าสิ่งที่ควรจะเป็นภารกิจหลักของ กกต. คือการจัดการเลือกตั้งให้มีคุณภาพ ประเทศไทยมีการเลือกตั้งบ่อย ควรมีกล้องหน้าหน่วยเลือกตั้งได้แล้ว แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นการใช้งบประมาณไปกับ “ลูกเสืออาสา กกต. อบรมพลเมืองประชาธิปไตย” ซึ่งวัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพไม่ได้ “ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย” งบ 100 ล้านบาทที่ไม่มีใครรู้จัก แอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด” ซึ่งตนมองว่าคือแอปพลิเคชันที่เอาไว้แจ้งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่ไม่มีคนใช้ และระบบรายงานผลคะแนนเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ที่เคยมีก็ถูกยกเลิกไป เว็บไซต์ที่ กกต. มีก็รายงานช้ากว่า iLaw
น.ส.พนิดา ยังได้พูดถึงกลไกผู้จัดการเลือกตั้งที่ประเมินความคุ้มค่าไม่ได้จริง และระบุว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งอยู่ 600 กว่าคนทั่วประเทศ ในการเลือกตั้งใหญ่หนึ่งครั้งจะได้รับค่าตอบแทน โดยระเบียบ กกต. กำหนดไว้ที่เดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ไม่รวมค่าเดินทางและค่าอื่นๆ โดยมีหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง หากพบว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นต้องทำรายงานต่อ กกต. ให้ดำเนินการสอบสวน
ยกตัวอย่างการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่ง น.ส.พนิดา ระบุว่ามีคำถามมากมายจากสังคมวงกว้าง ทั้งกรณีบาร์โค้ดปริศนา บัตรเขย่ง และข้อเรียกร้องในการนับคะแนนใหม่ แต่ข้อมูลที่ตนได้รับมาจากห้องกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ พบว่ามีเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ระบบเพียง 311 เรื่องเท่านั้น (จบไป 94 ค้างอยู่ 217)
น.ส.พนิดา จึงฝากให้กรรมาธิการงบประมาณปีนี้สอบถามด้วยว่า เป็นผลงานของผู้จัดการเลือกตั้งกี่เรื่อง เป็นรายงานของผู้จัดการเลือกตั้งที่นำไปสู่การเอาผู้กระทำผิดไปลงโทษจริงได้กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะคำตอบจะบ่งชี้ประสิทธิภาพการทำงานของผู้จัดการเลือกตั้งนั้น คุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่
“มีบางกรณีที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งส่งเรื่องไปให้ส่วนการสอบสวนแต่กลับไม่เกิดผล เพราะความผิดปกติเกิดขึ้นจาก กกต. เอง เช่นกรณีฮั้ว สว. จึงไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.พนิดากล่าว
สรุปปัญหาและข้อเสนอแนะ: วิกฤตศรัทธาและการแก้โครงสร้างอำนาจ
น.ส.พนิดา ได้สรุปปัญหาภาพรวมการใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาทขององค์กรอิสระทั้งสามแห่ง โดยชี้แจงว่าประมาณ 70% หรือ 7,352 ล้านบาทถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการบุคลากร 10% สำหรับการก่อสร้างอาคารและค่าเช่ารถ ขณะที่งบประมาณที่เหลือ 20% ซึ่งควรเป็นส่วนสำหรับภารกิจหลัก กลับถูกนำไปใช้กับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก การจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้ส่งผลให้องค์กรอิสระทั้งสามกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา โดยประชาชนไม่เชื่อถือการแถลงผลการดำเนินงานใดๆ ที่ออกมา น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ เสนอให้มีการกำหนดดัชนีความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระซึ่งตรวจสอบโดยองค์กรภายนอกเป็นตัวชี้วัดผลงานหลัก (KPI) เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว
น.ส.พนิดา ได้กล่าวว่าตนเองไม่ได้เสนอให้มีการตัดงบประมาณ แต่เสนอให้ "เปลี่ยนวิธีคิดในการใช้งบประมาณ" โดยมีข้อเสนอแนะประการแรกคือ องค์กรประเมินตนเองไม่ได้ จึงควรมีดัชนีความเชื่อมั่นต่อองค์กรตรวจสอบที่องค์กรอิสระภายนอกเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ โดยดัชนีดังกล่าวจะต้องถูกบรรจุเป็นตัวชี้วัดผลงานหลัก (KPI) ของ กกต., ป.ป.ช., และ สตง.
สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าในประการที่สอง ตนเสนอให้มีการชะลอการสร้างอาคารใหม่ โดยระบุว่างบก่อสร้างจะต้องบริหารจัดการสัญญาเดิมให้เรียบร้อยก่อนที่จะตั้งงบประมาณใหม่มาผูกพัน เพื่อป้องกันปัญหาโครงการล่าช้าหรือทิ้งร้างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ประการที่สาม น.ส.พนิดา เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวชี้วัดการทำงาน โดยให้เปลี่ยนจากการเน้นจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น ไปเป็นการเน้นการวัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพที่สามารถตรวจสอบและจับต้องได้ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด
และประการที่สี่ น.ส.พนิดา เสนอให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการเปิดเผยข้อมูล โดยชี้ว่าในเมื่อองค์กรอิสระมีการของบประมาณเพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็ควรมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระอย่างโปร่งใส
สุดท้าย น.ส.พนิดา ได้กล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลว่า การแก้ไขปัญหาการจัดทำงบประมาณใหม่เป็นส่วนหนึ่ง แต่การแก้ไขปัญหาองค์กรอิสระอย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถทำได้ผ่านงบประมาณเพียงอย่างเดียว รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจที่องค์กรอิสระได้รับมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่ง น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ระบุว่าในปัจจุบัน "ไม่เหลือความชอบธรรมแล้ว"
"ให้เราช่วยกันลบล้างผลพวงรัฐประหาร ปฏิเสธการสถาปนาระบอบสีน้ำเงินด้วยการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หาฉันทามติร่วมกันของสังคมให้ได้ อย่าปล่อยให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนปีละหมื่นล้านที่ถูกจ่ายให้กับองค์กรอิสระเหล่านี้ไปซื้อความโปร่งใสของประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการใช้เงินแบบไร้ทิศทาง ไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ดิฉันคิดว่าองค์กรอิสระในปัจจุบัน กำลังเป็นลำต้น ที่ช่วยค้ำยันต้นไม้พิษสีน้ำเงินต้นนี้ให้เติบโตและฝังรากลึกมากขึ้นในสังคมไทย" สส.พรรคประชาชนกล่าวทิ้งท้าย




