"เอกราช" แฉ "ปีศาจกลาโหม" ทำลายกองทัพ โวย รมว.เอี่ยวบล็อกซื้อเรือฟริเกตนาโตเอื้อทุนสีน้ำเงิน ชี้ปัญหาทหารผีเบิกเบี้ยเลี้ยง-วิจัยผี โครงการลวงตา ซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2570 โดยนายเอกราช อุดมอำนวย สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะประเด็นร้อนแรงที่สุดคือการจัดซื้อเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือ
โดยนายเอกราชระบุว่าโครงการนี้ถูกขัดขวางจาก "ปีศาจกลาโหม" อันหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ) ที่พยายามผลักดันสเปกเรือที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มพ่อค้าอาวุธบางราย ขัดกับความต้องการของกองทัพเรือที่มุ่งเน้นมาตรฐานนาโต (NATO) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมและซ้อมรบกับประเทศพันธมิตรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้คำของบประมาณจัดซื้อเรือฟริเกตดังกล่าวไม่ได้รับการลงนามจากรัฐมนตรี และไม่ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการทหาร ทั้งที่งบประมาณส่วนนี้เป็นการขอในกรอบวงเงินเดิมที่สภาจัดสรรให้ และกองทัพเรือกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเรือรบที่กำลังจะปลดประจำการ
วิกฤตเรือฟริเกต: รมว. กลาโหมถูกครหาเอื้อนายทุน ขัดใจ ทร.
นายเอกราช ได้กล่าวอภิปรายถึงพฤติการณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ากำลังเป็น "รัฐมนตรีปีศาจ" ที่ทำลายศักยภาพของกองทัพเรือ โดยเฉพาะในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ที่มีความพยายามผลักดันสเปกเรือซึ่งเป็นที่พูดกันว่าต้องการให้เป็น "เรือของเด็กชายจากฟากฟ้า" หรือหมายถึงการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวแทนบริษัทค้าอาวุธบางราย ในทางตรงกันข้าม กองทัพเรือกลับมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะจัดซื้อเรือฟริเกตตามมาตรฐานนาโต (NATO Standard) ซึ่งมีข้อดีมหาศาลในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับชาติพันธมิตร เนื่องจากอาวุธและระบบต่าง ๆ จะสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ Tactical Data Link ในการซ้อมรบระดับนานาชาติ
สส.พรรคประชาชนได้ตั้งคำถามว่า หากเรือฟริเกตของไทยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานนาโต กองทัพเรือไทยจะสามารถซ้อมรบกับพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ทว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกลับไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกองทัพเรือ โดยอ้างว่าต้องการ "เปิดกว้าง" ในการจัดซื้อ
นายเอกราชชี้ว่าการเปิดกว้างดังกล่าวอาจหมายถึงการเปิดกว้างเพื่อรับสเปกเรือจากบางประเทศที่กลุ่มพ่อค้าอาวุธเหล่านั้นเป็นเอเย่นต์ ทำให้กองทัพเรือไม่สามารถสนองนโยบายนี้ได้ และเป็นเหตุให้รัฐมนตรีฯ ไม่ลงนามในคำของบประมาณจัดซื้อเรือฟริเกตที่ส่งไปยังสำนักงบประมาณ ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานในรายงานของคณะกรรมาธิการการทหาร
นายเอกราชยังย้ำว่า กองทัพเรือมีงบประมาณสำหรับการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ใหม่เพียงประมาณร้อยละ 37 ของงบฯ ยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเท่านั้น และคำของบฯ ซื้อเรือฟริเกตครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการของบประมาณเพิ่มกรอบวงเงินแต่อย่างใด แต่เป็นไปตามวงเงินเดิมที่สภาจัดสรรให้ทุกปี การกระทำของรัฐมนตรีฯ จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการแทรกแซงและเอื้อประโยชน์ให้แก่ "ทุนสีน้ำเงิน" หรือไม่
นายเอกราชได้ยกเหตุผลหักล้างข้ออ้างของรัฐมนตรีฯ ที่ไม่ลงนามอนุมัติงบฯ โดยระบุว่า หากรัฐมนตรีฯ อ้างว่าจะซื้อเรือลำแรกให้เสร็จก่อนแล้วค่อยซื้อลำที่สอง ถือเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี เพราะการรอเซ็นสัญญาไปอีก 6 ปีกว่าเรือจะส่งมอบนั้น ถือเป็นการบริหารที่ไร้วิสัยทัศน์ หรือกำลังรอว่าใครจะเป็นผู้ชนะเพื่อเอี่ยวผลประโยชน์ หรือกลัวโครงการจะไม่สำเร็จ ซึ่งจะกลายเป็นกรรมของประเทศชาติ
ข้อโต้แย้งที่สำคัญอีกประการคือ ในอีก 5 ปีข้างหน้า กองทัพเรือจะเหลือเรือรบใช้งานได้เพียงลำเดียว เนื่องจากเรือรบหลวงภูมิพลอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงและจะแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดในปี 2570 เรือรบหลวงรัตนโกสินทร์ แม้จะอยู่ในกองเรือฟริเกต แต่เป็นเรือคอร์เวตที่มีอายุครบ 40 ปี และกำลังจะปลดประจำการในปี 2569 นี้ ขณะที่เรือรบหลวงนเรศวรและเรือรบหลวงตากสินก็มีอายุใช้งานกว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในการปกป้องประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
นายเอกราชจึงเสนอ "Offset Policy" ของพรรคประชาชน คือการซื้อเรือฟริเกตลำที่สองในปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economy of Scale) และเสริมสร้างอำนาจต่อรองให้กับกองทัพเรือในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย นอกจากนี้ การมีเรือแบบเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึก การใช้ยุทโธปกรณ์ และการบำรุงรักษาอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลไม่ควรซ้ำรอยบทเรียนจากเรือรบหลวงภูมิพลที่ต้องจอดซ่อมเป็นเวลานาน การที่รัฐมนตรีฯ ตัดงบประมาณกองทัพเรืออย่างดื้อดึงเช่นนี้
ในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ยกเลิก MOU 44 และกำลังเข้าสู่การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนภายใต้กฎหมายทะเล UNCLOS นั้น ยิ่งทำให้ศักยภาพของกองทัพเรือในการสร้างอำนาจต่อรองและการเจรจาในสถานการณ์ทางทะเลในอนาคตมีความสำคัญอย่างยิ่ง
นายเอกราชจึงตั้งคำถามตรง ๆ ว่า หากไม่ได้มีเจตนาร้ายทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือแล้ว การกระทำเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ใดกันแน่ และท้ายที่สุดก็ถูกมองว่าเป็น "รัฐมนตรีปีศาจ" ที่กองทัพเรือสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย
"ทหารผี": เงาพิฆาตงบประมาณและศักดิ์ศรี
นอกเหนือจากปัญหาวิกฤตเรือฟริเกตแล้ว นายเอกราชยังได้เปิดเผยถึง "ภูติผีปีศาจ" อีกสองตนที่กัดกินทำลายกองทัพและงบประมาณของประเทศ โดยตนแรกคือ "ทหารผี" หรือ "ทหารปีศาจ" ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง แต่มีชื่ออยู่ในบัญชีและรับเงินเดือน รวมถึงเงินเพิ่มพิเศษต่าง ๆ ปีละกว่า 1,500 ล้านบาท เงินก้อนนี้แทนที่จะตกถึงมือผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับถูกผันคลายให้แก่ "ทหารผี" เหล่านี้ ส่งผลให้งบประมาณบุคลากรของกองทัพไม่มีประสิทธิภาพ และแฝงเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศชาติ กระทบต่อขีดความสามารถโดยรวมของกองทัพ
นายเอกราชยกตัวอย่างกรณี "เงินเพิ่มพิเศษสำหรับสู้รบ" (พสร.) ซึ่งเป็นเงินบำเหน็จความชอบที่รัฐบาลจ่ายตอบแทนความเสียสละให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการคำนวณเพิ่มอัตราเทียบเท่าการเลื่อนค่าเงินเดือนและใช้คำนวณบำเหน็จบำนาญตอนเกษียณอายุได้ แต่กลับมีรายชื่อทหารผีที่ไม่ได้ไปราชการชายแดนจริง ๆ เช่น ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับได้รับบำเหน็จและขึ้นเงินเดือนเพื่อรับเงินทวีคูณ นายเอกราชระบุว่าพบทหารผีในลักษณะนี้อย่างน้อย 11 ตนในค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดหนึ่ง ที่มีชื่อปรากฏว่าไปราชการตามแนวชายแดนเพื่อรับเงินเพิ่ม ทั้งที่ทหารที่ไปชายแดนจริง ๆ กลับไม่มีรายชื่อได้รับเงินดังกล่าว สร้างความเจ็บช้ำและบั่นทอนกำลังใจของนายทหารผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง
นายเอกราชยังตั้งคำถามว่า หากเพียงค่ายเดียวพบ 11 คน แล้วทั่วประเทศซึ่งมี 4 กองทัพภาค 35 มณฑลทหารบก จะมีทหารผีเช่นนี้หลุดรอดไปเท่าไหร่
อีกรูปแบบหนึ่งของ "ทหารผี" ที่บั่นทอนงบประมาณและศักดิ์ศรีของกองทัพบกอย่างมากคือ กรณีของพลทหารในค่ายแห่งหนึ่งที่จังหวัดปราจีนบุรี ที่พลทหารไปร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าถูกนำไปรับใช้นายทหาร และถูกยึดบัตรเอทีเอ็ม โดยเงินเดือนออกปุ๊บก็มีคนไปกดเงินทันที กองทัพภาคที่ 1 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2569 แต่ผลการสอบสวนกลับระบุว่าสาเหตุของการเก็บ ATM ไว้กับนายทหารเป็นไปเพื่อ "อำนวยความสะดวก" เนื่องจากกลัวบัตรหายบ่อย
ซึ่งนายเอกราชตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของผลการสอบสวนนี้ และเปรียบเทียบว่าหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น ปภ. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการอำนวยความสะดวกในลักษณะนี้หรือไม่ เพราะแม้กระทรวงกลาโหมจะมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามการกระทำเช่นนี้มาทุกปี แต่ข่าวในลักษณะนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่เสมอ
นายเอกราชชี้ว่าพอมีรายงานของคณะกรรมการสอบสวนมักแจ้งว่าไม่ถึงขั้นทุจริต ผู้ที่ถูกลงโทษก็เป็นเพียงจ่าหรือผู้บังคับหมวดเท่านั้น ขณะที่ผู้บังคับค่ายกลับไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรม "ลอยนวลพ้นผิด" ที่กัดกินงบประมาณและกำลังพล และแสดงให้เห็นว่าบางค่ายบางหน่วยไม่ได้ต้องการกำลังพลทหารจริง ๆ แต่ต้องการผลประโยชน์จากพลทหาร
นายเอกราชเตือนว่า หากยังคงมีการกระทำเช่นนี้ จะไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นพลทหารอาสา แม้รัฐบาลจะพยายามเปิดทางเลือกและใช้งบประมาณบุคลากรเพิ่มขึ้นกว่า 1,455 ล้านบาทต่อปี เพื่อจูงใจให้พลทหารได้รับค่าตอบแทนสุทธิประมาณ 12,000 บาท ซึ่งดูแล้วดีมาก แต่ตราบใดที่กองทัพยังไม่กวาดล้างขบวนการ "ทหารผี" ให้เด็ดขาด ก็ไม่ใช่การยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าเคสให้แก่ผู้ทุจริตที่จะยืนยิ้มหวานรอไปกดเงินพลทหารเข้ากระเป๋าตัวเอง โครงการพลทหารอาสาที่ฝันไว้ก็จะล่มสลายอย่างแน่นอน
นายเอกราชเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการกำจัดทหารผี และรับประกันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถึงกระเป๋าและท้องของน้องพลทหารและผู้ปฏิบัติงานจริง ๆ ปัญหาทหารผีนี้ยังส่งผลให้ทหารที่ดีและปฏิบัติงานจริงเกิดความเบื่อหน่ายและอยากลาออก โดยเฉพาะนายสิบสัญญาบัตรต้น ๆ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่าย "เบี้ยหวัด" เป็นเงินเดือนให้แก่ทหารที่ลาออก จำนวนกว่า 6,000 คนที่ลาออกสะสมมา 10 ปี โดยล่าสุดปี 2568 มีการจ่ายเบี้ยหวัดอยู่ที่ 830 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละพันล้านบาท หากรัฐบาลไม่สามารถหยุด "เลือดไหล" ออกจากกองทัพได้
นายเอกราชเสนอให้กองทัพปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลและวิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจอย่างแท้จริง ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ และทบทวนงบประมาณโครงสร้างบุคลากรทั้งหมด ยกตัวอย่างกรณีอัตราแพทย์ของกองทัพอากาศที่ขาดแคลนอย่างหนัก ขณะที่อัตราอื่นกลับว่างและไม่มีการบรรจุเนื่องจากภารกิจไม่จำเป็นแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้
"วิจัยผี" และ "โรงงานผี": โครงการลวงตา กัดกินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
สส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า "ปีศาจกลาโหม" ตนที่สองคือ "ผีวิจัย" หรือ "วิจัยผี" ซึ่งเป็นโครงการที่หลอกล่อตั้งแต่การของบประมาณไปจนจบที่ "โรงงานร้าง" และหลอกหลอนงบประมาณของประเทศทุกปี โดยงบวิจัยและพัฒนาการป้องกันประเทศ ซึ่งไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่เดียว แต่กระจายไปหลายหน่วยงาน เช่น สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 560 ล้านบาท กองทัพเรือ 21 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 40 ล้านบาท รวมกันกว่า 625 ล้านบาท
นายเอกราชตั้งคำถามว่า เงินวิจัยเหล่านี้สร้างเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่ และเราต้องการอธิปไตยทางเทคโนโลยีของตนเองจริงจังแค่ไหน เพราะหลายโครงการใช้ชื่อ "วิจัยและพัฒนา" ที่ฟังดูดี แต่เมื่อเปิดดูไส้ในกลับพบว่าเป็นเพียงการ "ซื้อมาจากต่างประเทศมาประกอบ" เท่านั้น ยกตัวอย่าง "โครงการออกแบบและพัฒนาต้นแบบรถลำเลียง" ที่ถูกลือกันว่าเป็นการซื้อรถบรรทุกแบรนด์เช็กจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วนำมาใส่กระบะท้ายใหม่ ก็เรียกว่าวิจัย
ซึ่งนายเอกราชกล่าวว่าถ้าแบบนี้ อู่ซ่อมรถทั่วไปก็สามารถทำได้ หรืออีกโครงการหนึ่งที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ประกาศอย่างโอ่อ่าว่าวิจัยเอง คือ "หุ่นยนต์ไร้คนขับภาคพื้นดิน" (UGV) แต่กลับพบข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งระบุว่าได้ทำการส่งมอบ UGV ตัวนี้ให้แล้วในปีที่ผ่านมา แต่โครงการนี้ยังคงของบเพิ่ม 12 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ โดยเป็นการซื้อออปชันมาติดเพิ่มในหุ่นยนต์เปล่าที่เคยซื้อมาแล้ว
นายเอกราชจึงตั้งคำถามว่า นี่คือการวิจัยและพัฒนาจริงหรือไม่
“โครงการเหล่านี้ถูกตั้งคำถามจากวงในของกองทัพมาตลอดว่าเป็นการวิจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นการซื้อมาประกอบจริง ก็ควรพิจารณาใหม่ เมื่อไม่ได้เป็นงานวิจัยที่แท้จริง ปัญหาที่ตามมาคือผลผลิตที่ออกมา ต่อให้รับรองมาตรฐานแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานในกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ นำไปใช้ ไม่มีการซื้อหรืออุดหนุนกันเอง เมื่อไม่มีคำสั่งการผลิต สายการผลิตก็หยุด โรงงานก็กลายเป็น "โรงงานร้าง" จนเกิดเป็น "โรงงานผี" ที่เป็นที่สิงสถิตของงบประมาณกองทัพมานานหลายสิบแห่ง บางแห่งมีเครื่องจักร สายการผลิต บุคลากร งบซ่อมบำรุง และการดูแลรักษา แต่กลับไม่มีออเดอร์หรือไม่มีงานผลิตจริง ๆ ก็เหมือนกับการสร้างโรงงานไว้เฉย ๆ และต้องจ่ายค่าไฟทิ้งเปล่าทุกเดือน เครื่องจักรบางตัวก็เก่าแก่กว่าอายุรัฐมนตรีฯ ซึ่งหากจะผลิตต่อก็ไม่คุ้ม จะขายก็เสียดาย จะรื้อก็ไม่รู้จะทำอย่างไร กลายเป็นเศษเหล็กที่ประชาชนต้องช่วยกันจ่าย” นายเอกราชกล่าว
สส.พรรคประชาชนประเมินมูลค่าโรงงาน เครื่องจักร และสายการผลิตในระบบที่รกร้างเหล่านี้ว่ามีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณไปอุดหนุนอาคารที่พักและสถานที่ต่อเนื่อง อย่างในปีนี้ก็ 339 ล้านบาท
นายเอกราชจึงได้ตั้งคำถามตรง ๆ ต่อรัฐมนตรีฯ ว่าจะเอายังไงกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย จะสนับสนุนหรือจะปล่อยให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำจัด "วิจัยผี" หรือโครงการที่อ้างว่าวิจัยแต่ซื้อมาประกอบออกไป และไม่ควรกระจายงบประมาณออกไปแบบกระจัดกระจาย แต่ควรรวมเป็นโครงการเรือธง และหากทำสำเร็จจริงและได้รับการรับรองมาตรฐาน หน่วยงานในกองทัพก็ต้องนำไปใช้ หากไม่เช่นนั้น ก็จะได้แต่การวิจัยบนกระดาษ โรงงานร้าง และเครื่องจักรเก่า ที่จะเพิ่มภาระงบประมาณโดยที่ประเทศไทยไม่ได้เทคโนโลยีของตนเองแม้แต่น้อย




