News Logo
หน้าแรก
'บรรยง'ปลุกสามัญชนทวง 'ประชาธิปไตย-ทุนนิยม' ที่แท้จริง

'บรรยง'ปลุกสามัญชนทวง 'ประชาธิปไตย-ทุนนิยม' ที่แท้จริง

1 ก.ค. 2569 20:28
ผู้ชม 14 คน

'บรรยง' ปลุกสามัญชนลุกขึ้นทวง ''ประชาธิปไตย-ทุนนิยม' ที่แท้จริง สกัดนายทุนครอบอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จี้เอาความสามานย์ออกจากทุนนิยม

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานปาฐกถา ในงานปาฐกถา สุภา ศิริมานนท์ ประจำปี 2569 ในหัวข้อ "สามัญชนและประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม" โดยมีนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด ปาฐกถาพิเศษว่า สามัญชนและประชาธิปไตยในระบอบทุนนิยม มี 3 คำ สามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยม 3 คำนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเท่าไร มันอยู่กันคนละโลก สามัญชนก็คือพวกเรา คนธรรมดาที่ใช้ชีวิต ทำงาน สุจริต จ่ายภาษี ดูแลครอบครัว และพยายามเอาตัวรอดในแต่ละวัน คือกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชน

นายบรรยงกล่าวว่า ส่วนคำว่า ประชาธิปไตย ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของนักการเมือง เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องของการอภิปราย เรื่องการประท้วง เรื่องความวุ่นวายที่เราเห็น และทุนนิยม ถ้าฟังเผินๆ คนก็จะบอกว่าเป็นเรื่องของคนรวย นายทุน ธนาคาร ตลาดหุ้น บริษัทใหญ่ และคนที่มีเงินมาก พอที่จะให้เงินทำงานให้ตัวเอง ถ้าถามว่าเกี่ยวกันไหม คำตอบว่าอาจจะบอกว่าไม่ค่อยจะเกี่ยวกันเท่าไร แต่ความเชื่ออย่างนั้นไม่น่าจะถูกต้อง จริงๆ แล้วสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยม เป็นเรื่องเดียวกัน และปัญหาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือเราไม่ได้พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราไม่พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในทุนนิยมที่ดี

นายบรรยงกล่าวว่า ที่จะชวนคิดก็คือ มีแต่สามัญชนอย่างพวกเราเท่านั้น ที่จะเอาความสมบูรณ์ ความถูกต้องกลับคืนมา และก็สมควรที่จะลุกขึ้นมาจัดการให้มันเป็นเช่นนั้น ประชาธิปไตยและทุนนิยมที่ดี มีดีเอ็นเอร่วมกัน นั่นคือ เสรีภาพในการเลือก การมีทางเลือกที่แท้จริง และการแข่งขันที่เปิดกว้าง ถ้า 3 สิ่งนี้หายไป ประชาธิปไตยก็เหลือแค่พิธีกรรม ทุนนิยมก็เหลือแค่ระบบอภิสิทธิ์ สามัญชนก็เป็นแค่ผู้ชมในประเทศของตัวเอง

นายบรรยงกล่าวว่า เราอาจพูดได้ว่า ทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจที่แย่ที่สุด ถ้าไม่นับระบบอื่นทั้งหมดที่มนุษย์เคยลอง เพราะฉะนั้น ทุนนิยมก็ไม่สมบูรณ์ ทุนนิยมก็สร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างผู้แพ้ได้ ทำให้ตลาดล้มเหลวได้ ทำให้คนบางกลุ่มกอบโกยเกินควรได้ ทำให้มนุษย์บางครั้งก็ถูกวัดด้วยตัวเลข ผลผลิต กำไร และราคาหุ้น แต่คำถามไม่ใช่ว่า ทุนนิยมสมบูรณ์แบบหรือไม่ คำถามคือ เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นในโลกแล้ว มีระบบไหนทำได้ดีกว่าหรือไม่ บทพิสูจน์มาจากการแยกตัวทางระบบเศรษฐกิจของค่ายหลังม่านเหล็กหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และไปใช้ระบบเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์ ในช่วงสงครามเย็น ได้พิสูจน์แล้วว่า ผลผลิตที่ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งความเท่าเทียมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ยอมให้มีเสรีภาพในการแข่งขันนั้น ถึงอุดมการณ์จะดีอย่างไร ก็ไม่สามารถสร้างผลผลิต สร้างนวัตกรรมได้เพียงพอ เพราะผู้คนเอาแต่รอแบ่ง มากกว่าจะลุกขึ้นมาทำ ไม่ได้แปลว่า เราต้องบูชาทุนนิยม ตรงกันข้ามเราต้องวิจารณ์ทุนนิยมอย่างจริงจัง

"ผมอยากจะย้ำตรงนี้ว่า ประชาธิปไตยและทุนนิยม มีโครงสร้างคล้ายกัน ประชาธิปไตยให้เสรีภาพทางการเมือง ทุนนิยมให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยให้เราเลือกผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล และปฏิเสธอำนาจเดิมได้ ทุนนิยมก็ให้เราเลือกซื้อ เลือกลงทุน เลือกทำงาน เลือกประกอบธุรกิจ และปฏิเสธผู้ผลิตเดิมได้ ประชาธิปไตยต้องมีหลายพรรค หลายนโยบาย หลายวิสัยทัศน์ ทุนนิยมต้องมีหลายสินค้า หลายผู้ผลิต หลายราคา หลายโมเดลธุรกิจ ประชาธิปไตย ต้องมีการแข่งขันของนักการเมือง ในด้านนโยบาย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหาร ทุนนิยมต้องมีการแข่งขันของบริษัท ในด้านคุณภาพ ราคา นวัตกรรม และความเข้าใจลูกค้า ถ้าประเทศหนึ่งมีการเลือกตั้ง แต่มีพรรคเดียวที่ชนะได้ตลอด เพราะกติกาถูกเขียนมาเพื่อเขา นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบ ถ้าประเทศหนึ่งมีบริษัทเอกชนมากมาย แต่ธุรกิจใหญ่ ต้องได้รับใบอนุญาตจากคนกลุ่มเดิม ต้องมีเส้นสาย ต้องมีสัมปทาน ต้องเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ นั่นไม่ใช่ทุนนิยมเต็มใบ ถ้าประชาชนมีสิทธิเลือกแต่ไม่มีข้อมูล ไม่มีสื่อเสรี ไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สิทธิเลือกก็กลายเป็นภาพลวงตา ถ้าผู้บริโภคมีสิทธิซื้อ แต่ตลาดถูกผูกขาด ราคาถูกกำหนดโดยคนไม่กี่ราย และผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าตลาดไม่ได้ สิทธิเลือกก็เป็นภาพลวงตาเช่นกัน เราก็ต้องกล้าพูดว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าเรามีประชาธิปไตยมากเกินไป แต่เราอาจมีประชาธิปไตยน้อยเกินไป ปัญหาไม่ใช่ว่าเรามีทุนนิยมมากเกินไป แต่เราอาจมีทุนนิยมที่แท้จริงน้อยเกินไป แล้วเราจะเพิ่มประชาธิปไตยได้อย่างไร เราจะเพิ่มทุนนิยมที่ดีได้อย่างไร"นายบรรยงกล่าว

นายบรรยงกล่าวว่า ขออนุญาต เล่าผ่านหนังสือชื่อ Capitalism, Socialism and Democracy ของ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ชุมปีเตอร์เสนอว่า ประชาธิปไตยก็คือตลาดการเมือง ตลาดนโยบาย หน้าที่ของประชาชนคือผู้บริโภคที่เลือกซื้อนโยบายจากพรรคการเมือง จากนักการเมือง นักการเมืองคือผู้ประกอบการ นโยบายคือสินค้า คะแนนคือเงิน พรรคการเมืองคือบริษัท นี่คือการเปรียบเทียบที่ทรงพลังมาก เพราะมันเปลี่ยนภาพสามัญชนจากผู้ชม ให้กลายเป็นผู้เล่นที่ทรงพลังในตลาดสินค้า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ผลิตสินค้าเอง แต่ผู้บริโภคตัดสินว่าบริษัทไหนอยู่รอด บริษัทไหนล้ม ในตลาดการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจไม่ได้เขียนนโยบายเอง แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินว่าพรรคไหน นโยบายไหน สมควรจะได้เป็นรัฐบาล พรรคไหนถูกไล่ออกไป นี่คือด้านบวกของตลาดการเมือง แต่แน่นอนมันก็มีด้านมืด เพราะตลาดการเมืองล้มเหลวได้เหมือนตลาดสินค้าไม่ได้ดีเสมอไป ตลาดพร้อมที่จะล้มเหลว ได้ทุกเมื่อมีการผูกขาด การรับรู้ข้อมูลไม่เท่ากัน มีการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่

นายบรรยงกล่าวว่า การเมืองก็เช่นกัน การออกแบบกติกาเพื่อแก้ไขปัญหา จำเป็นอย่างมากต่อการเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยที่ดีให้มากขึ้น การกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ถ้ากติกาถูกออกแบบให้พรรคใหม่เสียเปรียบเสมอ พรรคเก่าได้เปรียบเสมอ ถ้าองค์กรที่ควรเป็นกรรมการไม่เป็นกลาง ตลาดการเมืองก็ไม่เสรีจริง เสรีนิยมที่แท้จริงต้องการ free entry และ free exit คนใหม่ต้องเข้ามาแข่งได้ คนแพ้ต้องออกจากตลาดได้ คุณต้องไหลไปหาคนที่ใช้ทุนได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่สนิทกับอำนาจมากที่สุด ผู้บริโภคต้องได้ประโยชน์จากการแข่งขัน ผู้บริโภคมีทางเลือกจริง

"ถ้าเป็นทุนนิยมที่ใบอนุญาตกะจุก สัมปทานกะจุก ทุนกะจุก ที่ดินกะจุก สื่อกะจุก ตลาดการเงินกะจุก กฎระเบียบถูกเขียนโดยผู้เล่นเดิม เพื่อรัฐเลือกผู้ชนะล่วงหน้า ธุรกิจบางประเภทต้องมีเครือข่ายนั่นไม่ใช่ทุนนิยม ในความหมายที่ควรเป็น แต่มันคือทุนนิยมพวกพ้อง หรือจะเรียกให้ชัดๆ ว่า ทุนนิยมสามานย์ ก็ได้"นายบรรยงกล่าว

นายบรรยงกล่าวว่า ธุรกิจที่ค้ากับรัฐ หรือทุนนิยมพวกพ้อง คนที่ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่อยู่ใกล้ประตู นวัตกรรมไม่ได้สำคัญเท่ากับเส้นสาย ลูกค้าไม่สำคัญเท่าผู้มีอำนาจ คุณภาพสินค้าไม่สำคัญเท่าความสัมพันธ์ ความเสี่ยงทางธุรกิจก็จะถูกโยนให้ประชาชน แต่กำไรถูกเก็บไว้โดยเอกชนบางกลุ่ม นี่คือจุดที่สามัญชนจ่าย เราจ่ายผ่านราคาของสินค้าที่แพงกว่าที่ควร จ่ายผ่านค่าบริการที่ไม่มีทางเลือก จ่ายผ่านค่าครองชีพที่สูง จ่ายผ่านโอกาสที่หายไป จ่ายผ่านความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจที่ถดถอย จ่ายผ่านลูกหลานที่เกิดมาแล้วต้องแข่งขันในสนามที่เอียงตั้งแต่วันแรก

"ผมลองดูข้อมูลจากข้อมูลบริษัทใหญ่ 100 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เชื่อไหมว่ารายได้ของบริษัทหนึ่งในสามมาจากค้ากับรัฐ และเป็นกลุ่มที่มีกำไรสูงสุด และมหาเศรษฐีไทยมาจากกลุ่มนี้มากที่สุด

ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมคำว่าคอนเนกชั่น จึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ธุรกิจต้องมี นี่คือทุนนิยมพวกพ้อง ไปเอาเปรียบคนที่ไม่ใช่พวก โดยเหตุนี้ผู้เล่นเดิม ยิ่งต้องกีดกันผู้เล่นรายใหม่เสมอ และต้องกีดกันไม่ให้ใครเข้าไปเป็นพวกกับผู้มีอำนาจด้วย เพราะถ้าทุกคนเป็นพวก ก็ไม่รู้จะช่วยใคร ไม่รู้จะเอาเปรียบใคร"นายบรรยงกล่าว

นายบรรยงกล่าวว่า ประเทศที่กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ศาลน่าเชื่อถือ สัญญาบังคับใช้ได้ ทรัพย์สินได้รับการคุ้มครอง และรัฐไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ มักมีรายได้สูงกว่า ประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำ มักมีรายได้สูงกว่า เพราะคอร์รัปชั่นคือภาษีเถื่อน เป็นภาษีที่คนซื่อสัตย์ต้องจ่ายให้คนไม่ซื่อสัตย์ ที่ร้ายที่สุดคอร์รัปชั่นทำให้การแข่งขันเพี้ยน ผู้ชนะไม่ใช่คนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่คือคนที่จ่ายใต้โต๊ะได้ดีที่สุด

นายบรรยงกล่าวว่า ประเทศที่ประชาธิปไตยมีคุณภาพสูง มักมีรายได้สูงและความมั่นคงทางสังคมสูง ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยทำให้ทุกนโยบายดี แต่เพราะประชาธิปไตยสร้างภาระความรับผิดชอบ รัฐบาลที่ทำผิดถูกไล่ออกได้ นโยบายที่ล้มเหลวถูกวิจารณ์ได้ สื่อถามคำถามได้ ประชาชนรวมตัวกันได้ ฝ่ายค้านตรวจสอบได้ ประเทศที่เศรษฐกิจเปิด แข่งขันได้ ระเบียบกฎหมายไม่บิดเบี้ยว สิทธิในทรัพย์สินมั่นคง และตลาดทำงานได้ มักสร้างความมั่งคั่งได้ดีกว่า ประเทศที่การศึกษาดี ทุนมนุษย์สูง เด็กอ่านออกคิดเป็น มักมีรายได้สูงกว่า การศึกษาไม่ใช่แค่นโยบายสังคม แต่มันคือฐานของทั้งประชาธิปไตยและทุนนิยมที่ดี สิ่งที่ชัดเจนคือไม่มีประเทศไหนร่ำรวยอย่างยั่งยืนได้ ถ้าสถาบันพื้นฐานพังอย่างถาวร

นายบรรยงกล่าวว่า ปัญหาของเราคือ"ประชาธิปไตยไม่จริง-ชิงกันโกง-ทางโล่งทุนใหญ่-ไม่ใฝ่การเรียน-เสี่ยงกลุ่มต่ำ" นี่คือเหตุผลที่เราพูด เรื่องสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยม แยกจากกันไม่ได้ ถ้าสามัญชนไม่ลุกขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตย ทุนนิยมก็ถูกยึดโดยนายทุนที่ไม่อยากแข่ง ถ้าสามัญชนไม่ปกป้องทุนนิยม ประชาธิปไตยก็จะถูกนายทุนที่มีอำนาจซื้อไป และถ้าสามัญชนไม่ปกป้องสถาบันทั้ง 2 ระบบก็จะเหลือแต่ชื่อ

"อยากย้ำอีกครั้ง เราไม่ได้อยู่ในประชาธิปไตยที่แท้จริง เราไม่ได้อยู่ในทุนนิยมที่แท้จริง และสามัญชนเท่านั้นคือคนที่เอามากลับคืนมา เอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่ได้แปลว่าแพ้แล้วหนีเลือกตั้ง แต่แปลว่าทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย ทำให้การแข่งขันเป็นธรรม ทำให้ผู้แพ้ยอมแพ้ ทำให้ผู้ชนะถูกตรวจสอบ ทำให้ศาลและองค์กรอิสระน่าเชื่อถือ ทำให้สื่อถามคำถามได้ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเสียงของเขาเอาทุนนิยมกลับคืนมา ไม่ได้แปลว่าให้เข้าข้างนายทุน แต่แปลว่าทำให้ตลาดเปิด ทำให้ทุนเข้าถึงได้ ทำให้การผูกขาดถูกท้าทาย ทำให้เอสเอ็มอีโตได้ ทำให้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเสรีและทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือก และทำให้คนเกิดมาจนแต่มีความสามารถ สามารถไต่สังคมขึ้นได้จริง สรุปคืออย่าคิดว่าทุนนิยมสามานย์จนน่ารังเกียจ แต่ต้องเอาความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทยให้ได้"นายบรรยงกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เท้ง-ณัฐพงษ์' ซัดงบปี 70 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง กลุ่มหนุนรัฐบาล
'เท้ง-ณัฐพงษ์' ซัดงบปี 70 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง กลุ่มหนุนรัฐบาล