'สวนดุสิตโพล' เผยดัชนีการเมือง มิ.ย. 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.69 คะแนน โดยมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยลดค่าครองชีพ ขณะที่ 'อนุทิน' และ 'รักชนก' นำโผนักการเมืองบทบาทเด่นที่สุด แต่ผลงานรัฐบาลและนายกฯ ภาพรวมปรับลดลง เหตุประชาชนยังกังวลเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ปัญหายาเสพติด และผู้มีอิทธิพล
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,054 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นการเมืองไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ได้ 3.66 คะแนน นอกจากนี้ ผลงานของฝ่ายค้านเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด และการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด
ผลสำรวจระบุว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (35%) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (27.84%) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (16.11%) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (13.02%) และศุภจี สุธรรมพันธ (8.03%) ส่วนผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบ ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทยพลัส (62.37%) การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (23.91%) และการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา (13.72%)
สำหรับนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ น.ส.รักชนก ศรีนอก (30.12%) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (24.11%) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (23.60%) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (11.62%) และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ (10.55%) ส่วนผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบ ได้แก่ การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport (44.14%) การอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 (35.58%) และการติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน (20.28%)
ด้าน น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.03 คะแนน โดยมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและลดภาระค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้คะแนนด้านเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ผลงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่างปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนจะชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะด้าน แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมอย่างชัดเจน
ขณะที่ นายอานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ภาพรวมดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายบรรเทาทุกข์ระยะสั้นของรัฐบาล เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่ในทางกลับกัน การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลซึ่งได้คะแนนต่ำที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ ในขณะที่ผลงานของฝ่ายค้านกลับมีความโดดเด่นสูงสุดจากการสำรวจ
ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นสภาวะที่ฝ่ายบริหารต้องพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความนิยมของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management Strategy) และยกระดับระบบธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน มิฉะนั้นในระยะต่อไป รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต




