News Logo
หน้าแรก
ปชน. จี้นายกฯ ทูลเกล้าฯถอดถอน 'หมอสรณ' หลัง กก.สรรหาฯเคาะขาดคุณสมบัติ

ปชน. จี้นายกฯ ทูลเกล้าฯถอดถอน 'หมอสรณ' หลัง กก.สรรหาฯเคาะขาดคุณสมบัติ

17 ก.ค. 2569 14:28
ผู้ชม 51 คน

“ลิซ่า ภคมน” จี้นายกฯ นำเรื่องทูลเกล้าฯถอดถอน “หมอสรณ” หลังกรรมการสรรหามีมติเอกฉันทน์ให้พ้นประธาน กสทช. ย้ำเป็นสิทธิหากจะไปร้องศาลปกครอง แต่คนอื่นไม่ควรจะออกมาปกป้อง ย้ำ กสทช.ต้องทำหนังสือแจ้งวุฒิสภาภายใน 15 วันเพื่อให้สรรหาใหม่ ย้ำเจ้าตัวต้องรับผิดชอบมติที่ผ่านมา รวมถึงกรณีควบรวมค่ายมือถือ-อนุมัติเงินกองทุน USO

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวหลังจากที่คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

กก.สรรหาฯ มติเอกฉันท์ 'หมอสรณ' มีลักษณะต้องห้าม หลุดเก้าอี้ ปธ.กสทช.

กก.สรรหาฯ มติเอกฉันท์ 'หมอสรณ' มีลักษณะต้องห้าม หลุดเก้าอี้ ปธ.กสทช.

โดย น.ส.ภคมนกล่าวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธาน กสทช. ลงมาโดยเร็วที่สุด ตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ระบุว่า หากมีกรรมการ กสทช. คนใดขาดคุณสมบัติ จะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนทันที และทางสำนักงาน กสทช. เองก็ต้องทำหนังสือแจ้งไปยังวุฒิสภาภายใน 15 วัน เพื่อให้มีการสรรหาใหม่โดยเร็วที่สุด

น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่าความเป็นมาเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้พิจารณาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ทั้งหมด 3 ครั้ง จากวาระที่กำหนดไว้ 4 ครั้ง ซึ่งตลอดการประชุมทั้ง 3 ครั้งพบอุปสรรคมากมายและไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่ควรเข้ามาให้ข้อมูลเท่าที่ควร คณะกรรมาธิการฯ ได้ใช้พระราชบัญญัติเรียกเอกสารต่างๆ และได้ทำความเห็นพร้อมเอกสารทั้งหมดส่งให้กับคณะกรรมการสรรหามาโดยตลอด

ล่าสุดเมื่อเช้าที่ผ่านมา นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง และนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเอกสารเพิ่มเติมเข้าไปยื่นต่อคณะกรรมการสรรหา โดยรายละเอียดสำคัญของเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมคือ หนังสือซึ่งเป็นหนังสือลับของสำนักงานวุฒิสภาที่ยืนยันว่า นพ.สรณ ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน แต่ในขณะเดียวกัน เอกสารอีกฉบับจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล กลับยืนยันว่า นพ.สรณ ยังคงประกอบวิชาชีพอยู่ตั้งแต่วันที่ 8 ถึงวันที่ 12 เมษายน

สส.ปชน.ระบุว่า เอกสารทั้งสองฉบับนี้อาจขัดแย้งกัน ดังนั้น หากพิจารณาตามเอกสารของกระทรวง อว. ที่ส่งมา ก็เท่ากับว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น เนื่องจากยังคงประกอบวิชาชีพและได้รับค่าตอบแทนอยู่ ซึ่งรายละเอียดเอกสารสำคัญนี้ได้มาจากการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ทั้ง 3 ครั้ง และได้ยื่นความเห็นพร้อมเอกสารสำคัญส่งให้คณะกรรมการสรรหามาโดยตลอด

เมื่อถามต่อว่า คณะกรรมาธิการฯ จะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ น.ส.ภคมนกล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรอดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีจนถึงวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม หากยังไม่มีความเคลื่อนไหว คณะกรรมาธิการฯ จะทำหนังสือแสดงความเห็นส่งไปยังนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการถอดถอนโดยเร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการสรรหามีมติออกมาเช่นนี้

เมื่อถามว่า นพ.สรณ จะต้องรับผิดชอบอะไรบ้างหรือไม่ จากตำแหน่งที่ดำรงมา น.ส.ภคมนกล่าวว่า ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่ามีการรับผิดชอบย้อนหลังต่อเรื่องอะไรบ้าง เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ หรือการประกอบวิชาชีพในขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง แต่ในส่วนความรับผิดชอบต่อสาธารณะ นพ.สรณ ต้องรับผิดชอบต่อการที่นมีมติในการเป็นประธานอนุมัติการควบรวมค่ายมือถือ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงหลายเรื่องในกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ที่ นพ.สรณ ได้อนุมัติเงินไปทั้งหมดหลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ

 “ในฐานะที่ท่านอยู่ในตำแหน่งที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติและคลื่นความถี่ที่มีเงินมหาศาล ท่านควรมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ซึ่งดิฉันคาดว่าจะมีนักกฎหมายและนักวิชาการแสดงความเห็นต่อระดับความรับผิดชอบต่อไป” น.ส.ภคมนกล่าว

เมื่อถามถึงความกังวลว่า นพ.สรณ อาจใช้กระบวนการทางศาลปกครอง หรือกระบวนการใดก็ตาม เพื่อคัดค้านมติและยืดระยะเวลาไปจนหมดวาระ กสทช. น.ส.ภคมนกล่าวว่า การที่น.ส.ภคมนพยายามจะปกป้องตัวเองหรือแย้งเป็นสิทธิ์ของส่วนตัว แต่เรื่องการพิจารณาคุณสมบัติของ นพ.สรณ ได้ทอดยาวมาถึง 4 ปีแล้ว และวันนี้คณะกรรมการสรรหามีมติ 4 ต่อ 0 ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในการประสานงานเพื่อส่งข้อมูล ซึ่งตนเข้าใจว่าวันนี้ต่อให้ นพ.สรณจะไปยื่นเพื่อปกป้องตัวเองโดยใช้กลไกทางกฎหมายใดๆ ก็แล้วแต่ แต่ไม่มีเหตุผลใดที่ทุกคนจะต้องช่วยกันปกป้องคนที่ขาดคุณสมบัติตั้งแต่เริ่มต้น เอกสารที่คณะกรรมาธิการฯ ส่งไปก็ชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่านพ.สรณไม่มีคุณสมบัติ

เมื่อถามว่า มติเอกสารตัวเต็มของคณะกรรมการสรรหาจะเปิดเผยต่อสาธารณะได้หรือไม่ น.ส.ภคมนกล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารลับ ตามระเบียบของสภาฯ ไม่สามารถเผยแพร่ได้ทั้งหมด แต่จะขอปรึกษาต่อไปว่าจะเผยแพร่ได้หรือไม่หลังจากมีมติแล้ว ซึ่งการที่เอกสารเป็นความลับนี้เป็นอุปสรรคหนึ่งของคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา แม้ว่าวุฒิสภาชุดก่อนหน้าได้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ ไว้แล้ว แต่เมื่อขอเอกสารเหล่านั้น ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นเอกสารลับ ทำให้คณะกรรมาธิการฯ ต้องพยายามหาหลักฐานอื่น ๆ เหมือนเริ่มต้นใหม่ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ สามารถส่งเอกสารให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาได้เฉพาะเอกสารราชการที่หน่วยงานประทับตราเท่านั้น ไม่สามารถใช้เอกสารที่ได้รับมาในทางลับได้ ทำให้เป็นอุปสรรคอย่างมากในการรวบรวมหลักฐานที่ผ่านมา

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คุณสมบัติประธานกสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อุดม' ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เจ้าของโหวตไม่ให้ 'ศักดิ์สยาม' พ้น รมต.
'อุดม' ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เจ้าของโหวตไม่ให้ 'ศักดิ์สยาม' พ้น รมต.