บอร์ด กสทช. ประชุมล่ม 3 กรรมการ “พิรงรอง-ธนพันธุ์-ศุภัช” วอล์กเอาต์ ชนวนเหตุ "สุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย" หลังกรรมการสรรหาฯ ชี้ขาด นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ หวั่นมติในวาระสำคัญไร้ความคุ้มครอง อุตสาหกรรม-นักลงทุนเสี่ยงถูกเพิกถอนในภายหลัง เรียกร้องนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามมาตรา 5 เร่งชี้ขาดหาทางออก ป้องกันองค์กรเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ
สำนักข่าว Next News รายงานข่าว การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ประสบปัญหาองค์ประชุมล่มและไม่สามารถดำเนินการประชุมวาระสำคัญต่าง ๆ ได้ เมื่อกรรมการ กสทช. จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. หลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช.ฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ชนวนเหตุความกังวล: คุณสมบัติประธานฯ และความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ หนึ่งในกรรมการที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ได้ให้รายละเอียดถึงที่มาของการตัดสินใจ โดยกล่าวว่า "ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราประชุมไป มันไม่มีความชัดเจนในสถานภาพท่านประธาน ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้เนี่ย สิ่งที่เราตัดสินอะไรไปในบ่อทั้งหลายเนี่ย มันก็มีความสุ่มเสี่ยง"
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ยังเน้นย้ำว่า "อุตสาหกรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องเขาก็มีความสุ่มเสี่ยงไม่ว่าเรื่องไหน" หาก กสทช. ยังคงดำเนินกิจการต่อไปโดยที่สถานะของประธานฯ ไม่ชัดเจน
ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาคือข้อกฎหมายที่เรียกว่า "มาตรา 19 ตาม พระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือวิปกครองข้อ 19 " พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ อธิบายว่า หากกรรมการทราบถึงปัญหาคุณสมบัติของประธานฯ ที่ถูกชี้ขาดโดยคณะกรรมการสรรหาฯ แล้วยังคงเข้าร่วมประชุมและลงมติใด ๆ "มาตรา 19 ไม่คุ้มครอง" ซึ่งหมายความว่ามติเหล่านั้นอาจไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและอาจถูกฟ้องร้องเพิกถอนในภายหลังได้ "
ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ได้เสริมความเห็นของกลุ่มกรรมการ โดยยืนยันว่า "เรายืนยันว่าเรามีเจตนาที่จะมาประชุมและมาพิจารณาตามวาระการประชุมที่มีการนัดประชุมไป แต่ว่าด้วยอุปสรรคของข้อกฎหมาย...ชัดเจนว่ามันมีความสุ่มเสี่ยงถ้าเราไปร่วมลงมติ มติเหล่านั้นเนี่ยก็อาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองนักลงทุน...มันก็จะมีผลสืบเนื่องยาวนานออกไป" การตัดสินใจนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและเจตนาที่จะธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาลและความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว
อำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ และการโต้แย้งทางกฎหมาย
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยืนยันว่า "มาตรา 15 คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุดที่เป็นที่สุด และ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ได้กล่าวเสริมว่าเป็นมาตรา "15 ทับหนึ่ง" (มาตรา 15/1) ซึ่งให้สถานะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลเด็ดขาด
โดยในที่ประชุม นพ.สรณ ได้มีการโต้แย้งอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ได้ให้ข้อมูลเพื่อยืนยันว่าอำนาจดังกล่าวมีความชอบธรรมทางกฎหมาย โดยระบุถึง 3 ประเด็นหลักที่ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนี้:
คณะกรรมการกฤษฎีกา: เคยให้ความเห็นว่า การวินิจฉัยคุณสมบัติเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ
มติของคณะกรรมการสรรหาฯ เอง: คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีการลงมติยืนยันอำนาจของตนเองในการพิจารณาและชี้ขาดคุณสมบัติ
ศาลรัฐธรรมนูญ: นพ.สรณ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อโต้แย้งอำนาจ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตอบกลับมาว่า "อันนี้ไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา"
จากข้อมูลเหล่านี้ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ สรุปว่า "ก็คือมันน่าจะชัดเลย" ว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจในการชี้ขาดคุณสมบัติ
เมื่อถูกสอบถามถึงกลไกการตีความอำนาจ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ยืนยันว่าจากคำตอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ทำให้ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ
เส้นทางการต่อสู้ทางกฎหมายของ นพ.สรณ และผลกระทบ
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ กล่าวย้ำอีกว่าหาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ท่านมีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย
"อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายของ กสทช. การไปยื่นศาลปกครองนั้นไม่มีผลให้คำสั่งนี้ คำสั่งนี้ยังมีผลอยู่ นั่นหมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่อง จนกว่าศาลปกครองจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น หรือมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมา ถ้ามีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเนี่ย อันนี้ผมก็น้อมรับ" พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ กล่าว
ในประเด็นเรื่องระยะเวลา พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ได้ให้ข้อมูลว่า จริงๆศาลปกครองทั้งคุ้มครองและไม่นานประมาณ1- 2 อาทิตย์" ซึ่งหมายความว่าไม่มีข้ออ้างที่ใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์เป็นข้ออ้างเพื่อถ่วงเวลา หรือใช้เป็นเหตุผลในการละเลยประเด็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างในอดีตเพื่อเป็นแนวทาง พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ กล่าวถึงกรณีของ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช. ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งเขาก็ยุติการปฏิบัติหน้าที่แล้วปล่อยให้กรรมการที่เหลืออยู่ยังคงทำหน้าที่อยู่ แสดงให้เห็นว่ามีแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้เพื่อไม่ให้องค์กรต้องหยุดชะงักในระหว่างที่มีปัญหาคุณสมบัติของกรรมการ
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงผลการชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ระบุว่า "กรรมการสรรหา นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ์ หมายความว่าท่านไม่เป็นกรรมการ กสทช หรือประธาน กสทช. ตั้งแต่แรกเลย" ดังนั้นก็มีข้อกังวลวา "มติที่ผ่านมาเนี่ย" อาจตกเป็นโมฆะได้ หากคำวินิจฉัยนี้มีผลย้อนหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายในเรื่องของการแก้ปัญหาว่า ตามกฎหมายเนี่ย นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้รักษาการ ตามมาตรา 5 ส่วนตัวมองว่าการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาช่วยหาทางออกและชี้ขาด จึงเป็นหนทางที่มองว่าสามารถคลี่คลายสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ได้โดยเร็ว




