News Logo
หน้าแรก
เบื้องหลัง กสทช.ประชุมล่ม ปมครหาสถานะปธ.-กรรมการหวั่น กม.ไม่คุ้มครอง

เบื้องหลัง กสทช.ประชุมล่ม ปมครหาสถานะปธ.-กรรมการหวั่น กม.ไม่คุ้มครอง

27 ก.ค. 2569 12:25
ผู้ชม 33 คน

เผยเบื้องหลังประชุม กสทช. ล่ม เหตุกรรมการหลายรายไม่ร่วมประชุม อ้างสถานะประธานยังมีข้อสงสัย-เคลือบแคลงจากมติสรรหา ขณะสำนักงาน กสทช. ยืนยันสถานะประธานยังมีอยู่เพราะยังไม่โปรดเกล้าฯให้พ้นตำแหน่ง ชี้การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีผลร้ายแรง-ประธาน กสทช. ย้ำภารกิจเร่งด่วน ประเด็นดาวเทียมค้างคา เตือนไม่ร่วมเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธานที่ประชุม ต้องประสบปัญหาประชุมล่ม และไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามวาระที่กำหนดไว้ เนื่องจากมีกรรมการหลายรายไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบถ้วน

โดยก่อนการเข้าประชุม มีรายงานว่าข้าราชการสำนักงาน กสทช. จำนวนประมาณ 50-60 ราย ได้นำดอกไม้มามอบเพื่อเป็นกำลังใจให้กับ นพ.สรณ นอกจากนี้ ในช่วงเช้าก่อนการประชุม ยังมีสมาคมทีวีดิจิทัลเดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านต่อที่ประชุม ปัญหาหลักของการล่มประชุมในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งยังไม่มีข้อยุติในทางกฎหมายและนำไปสู่ความไม่แน่นอนในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ

ข้าราชการ กสทช.นำดอกไม้มามอบให้ นพ.สรณก่อนการประชุม

ข้าราชการ กสทช.นำดอกไม้มามอบให้ นพ.สรณก่อนการประชุม

ข้อชี้แจงจากกรรมการที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม: สถานะประธานยังไม่ชัดเจน อ้างมติคณะกรรมการสรรหา "สละสิทธิ์"

กรรมการรายหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่มาที่ประชุมได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการไม่สามารถร่วมประชุมได้ โดยกล่าวว่ามีประเด็นที่จะต้องหารือก่อนที่จะเข้าสู่การประชุม และระบุถึงประเด็นสำคัญสองประการที่เกี่ยวข้องกับสถานะของการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะของประธาน กสทช.

ประเด็นแรกคือเรื่องของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งกรรมการได้กล่าวว่ามีมติของคณะกรรมการสรรหาที่ชัดเจนและมีผลวินิจฉัยระบุว่าประธานได้ "สละสิทธิ์" ในการเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ไปแล้ว โดยอ้างอิงตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 วงเล็บ 2 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งมาตรา 18 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ ขณะที่มาตรา 8 วงเล็บ 2 อาจเกี่ยวข้องกับการขาดคุณสมบัติหรือการกระทำที่ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยกรรมการได้เน้นย้ำว่าตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติฯ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหานั้นถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย

กรรมการรายดังกล่าวได้อธิบายเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวได้ส่งมาถึงกรรมการทุกราย และเมื่อเป็นคำสั่งแล้วย่อมมีผลตามกฎหมาย หากประธาน กสทช. ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ รายนั้นมีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย โดยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ทั้งนี้ ได้มีการอ้างถึงมาตรา 15/1 วรรค 7 แห่งพระราชบัญญัติฯ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าในกรณีที่มีคำฟ้องเกี่ยวกับกรรมการสรรหาต่อศาลปกครองนั้น จะไม่เป็นเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการ เว้นแต่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาลปกครองให้เป็นอย่างอื่น ก็ถือว่ามติของคณะกรรมการสรรหามีผลตามกฎหมายและได้รับการพิจารณาจากทุกฝ่าย

กรรมการรายนี้ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุม โดยระบุว่า หากตนร่วมประชุมไปในขณะที่สถานะของประธาน กสทช. ยังคง "เคลือบแคลง" และไม่เป็นที่ยุติ อาจส่งผลให้ตนเองไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหากมีการลงมติใดๆ ออกไป คำกล่าวนี้กล่าวถึงความเสี่ยงส่วนบุคคลที่กรรมการอาจเผชิญจากการเข้าร่วมประชุมภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ยังไม่คลี่คลาย

ประเด็นที่สองที่กรรมการรายนี้กล่าวถึงคือเรื่องที่สมาคมทีวีดิจิทัลได้มายื่นเรื่องคัดค้านในช่วงเช้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นำมาประกอบการตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยกรรมการได้กล่าวสรุปว่า ด้วยเหตุผลทั้งสองประการที่กล่าวมา จึงไม่สามารถร่วมประชุมได้

กรรมการอีกรายได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นวันสำคัญสำหรับกรรมการ กสทช. ทุกรายในการหาแนวทางที่จะทำงานร่วมกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มติที่ออกมานั้นถูกต้องและชอบธรรม ไม่ให้มีผลโต้แย้งในภายหลังได้ ซึ่งจะทำให้การทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น กรรมการรายนี้ได้กล่าวว่าตนเองได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อให้สำนักงานไปวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายให้กับคณะกรรมการในฐานะที่เป็นฝ่ายอำนวยการของ กสทช. ทั้งคณะ พร้อมระบุว่าหากดำเนินการไปโดยมีความสุ่มเสี่ยง อาจมี "ราคาที่ต้องจ่าย" ตามมาในภายหลัง

กรรมการรายนี้ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์ที่ครอบคลุม โดยระบุว่าหากจะวิเคราะห์จริงๆ ต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เสนอความเห็นแนวทางการทำงาน และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องประกอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อการทำงาน การเข้าถึงระบบข้อมูล สิทธิประโยชน์ต่างๆ และผลกระทบต่อผู้ที่ทำงานในสถานะกรรมการ และสำนักงานอื่นอื่นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรรมการรายนี้ได้ระบุเหตุผลสรุปว่า ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้เกิดความกังวลว่าหากร่วมปฏิบัติหน้าที่ อาจมีความเสี่ยงที่ไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และหากมีการออกมติใดๆ ไป ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ผู้บริโภค และประชาชนในระดับสาธารณะ ก็อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ กรรมการจึงไม่สามารถร่วมประชุมได้เนื่องจากประธาน กสทช. ยังคงยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่

คำชี้แจงจากประธาน กสทช.: ยืนยันสถานะตามกฎหมาย ระบุการพ้นตำแหน่งต้องผ่านพระบรมราชโองการ

ด้าน นพ.สรณ . ได้ให้คำชี้แจงต่อที่ประชุมเกี่ยวกับสถานะของตน โดยระบุในเบื้องต้นว่าไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหา และได้มีการโต้แย้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหามาโดยตลอด โดยในขณะนี้ รายกำลังดำเนินการใช้สิทธิ์ทางศาลปกครองตามที่คณะกรรมการสรรหาได้แจ้งไว้ในมติว่าหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ให้ฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน ดังนั้น ในขณะนี้ ประเด็นเรื่องสถานะของรายจึงยังไม่มีข้อยุติในทางกฎหมายอย่างแท้จริงจากกระบวนการยุติธรรม

นพ.สรณ ยังได้ย้ำถึงหลักกฎหมายที่สำคัญว่า การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. จะต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรค 2 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการทูลเกล้าฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งเท่านั้น โดยกฎหมายระบุชัดเจนว่าหากเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวงเล็บ 4 (การขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม) หรือวงเล็บ 5 (การมีพฤติการณ์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้) ก็จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกรรมการ กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกำหนดให้มีการแต่งตั้งและพ้นจากตำแหน่งโดยพระบรมราชโองการ ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนแปลง รายยังคงดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. และมีอำนาจตามกฎหมายทุกประการในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ นพ.สรณ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ว่า มีวาระสำคัญต่างๆ มากมาย ซึ่งกรรมการทุกรายมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย การละเว้นไม่ทำหน้าที่เข้าร่วมประชุม อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยกล่าวว่าทุกคนมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงภารกิจเร่งด่วน เช่น เรื่องปัญหาดาวเทียม ที่ต้องมีการดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ประธาน กสทช. ยังได้เปิดเผยว่า รายได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงาน กสทช. เพื่อขอความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของตน ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้พิจารณาและมีข้อสรุปที่เป็นทางการ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการชี้แจงในที่ประชุม

ข้อสรุปจากสำนักงาน กสทช.: ยืนยันสถานะประธานได้รับโปรดเกล้าฯ

หลังจากนั้น นพ.สรณได้ไปสอบถามข้อกฎหมายกับทางสำนักงาน กสทช. ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการวิเคราะห์และให้ความเห็นทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยมีข้อสรุปที่สนับสนุนสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ อย่างมั่นคง

เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ชี้แจงว่า ประธาน กสทช. ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยการรับสนองพระบรมราชโองการดังกล่าวมาจากอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้มีการส่งหนังสือเป็นทางการมายังสำนักงาน กสทช. แล้ว ดังนั้น ปัจจุบัน นพ.สรณ จึงยังคงเป็นประธาน กสทช. และมีอำนาจตามกฎหมายทุกอย่างในการดำเนินการใดๆ

สำนักงานฯ ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่หน่วยงานภาครัฐอย่าง กสทช. ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกฎหมาย เป็นเรื่องที่มีความรุนแรงและอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้ สำนักงานจึงยืนยันว่าประธาน กสทช. จะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงลงมาอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่สำนักงานได้วิเคราะห์และยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ได้กล่าวเพิ่มเติมในที่ประชุมว่า การจัดประชุม กสทช. ครั้งนี้ เป็นการจัดประชุมโดยสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจัดขึ้นตามกฎหมายและข้อบังคับการประชุม โดยถูกต้องทุกประการ สำนักงานฯ ไม่อาจดำเนินการเป็นอย่างอื่นไปได้นอกเหนือจากตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจ ในแง่ของการจัดการประชุมประธาน กสทช. ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว การไม่ยอมรับหรือการปฏิเสธ ไม่ว่าโดยคำวินิจฉัย หรือความเห็นของผู้ใด เป็นเรื่องที่ไม่บังควร

เจ้าหน้าที่สำนักงานยังได้กล่าวเตือนไปยังกรรมการทั้งภายในและภายนอกห้องประชุมว่า วันนี้มีวาระที่ครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายจำนวนมาก การไม่เข้าร่วมการประชุมและส่งผลเสียหายตามมา อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ได้กล่าวถึงข้อบังคับการประชุม ข้อ 28 ที่ระบุว่า เมื่อพ้นกำหนดการประชุมไป 30 นาทีแล้ว กรรมการยังมาไม่ครบองค์ประชุม ประธานสามารถสั่งให้เลื่อนหรืองดการประชุมก็ได้ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ถึงกำหนดเวลา 30 นาทีตามข้อบังคับดังกล่าว สำนักงานจึงยังคงดำเนินกระบวนการตามปกติ เพื่อให้โอกาสแก่กรรมการในการเข้าร่วมประชุม

ผลการประชุม: เลื่อนนัดไป 5-6 ส.ค.

เมื่อพ้นกำหนดเวลารอคอย 30 นาที ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ 28 และพบว่าองค์ประชุมยังคงไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนดไว้ นพ.สรณ ประธาน กสทช. ได้ประกาศเลื่อนการประชุมออกไปอย่างเป็นทางการ โดยมีการกำหนดนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นการพยายามอีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระที่ค้างคาและเร่งด่วน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติ 'หมอสรณ'
ประธานกสทช.ขาดคุณสมบัติ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ชี้กรณี 'หมอสรณ' รอวุฒิสภาชี้ขาด แล้วส่งเรื่องกลับมา
นายกฯ ชี้กรณี 'หมอสรณ' รอวุฒิสภาชี้ขาด แล้วส่งเรื่องกลับมา