"สุรเกียรติ์"ชี้ เหตุโควิด-19 ตอกย้ำ ไทยอ่อนแอรับมือวิกฤต ขาดพร้อมหากเจอโรคระบาดใหม่ แถมตอนนี้ยังไม่ยอมถอดบทเรียน แก้ปัญหา เพราะตอนนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำสาธารณสุขยังรุนแรง แนะรัฐบาลเร่งสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพ แก้ปัญหาเร่งด่วน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดหลักสูตร ผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) รุ่นที่ 5 จัดโดย สถาบันอิศรา โดยบรรยายในประเด็นเรื่อง การขาดความพร้อมรับมือโรคระบาดใหม่ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยสรุปประเด็นว่า ประเทศไทยยังขาดความพร้อมอย่างน่าเป็นห่วงในการรับมือโรคระบาดใหม่ พร้อมเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ต้องเร่งปรับสู่แนวคิด 'Health Equity' เพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
สำหรับเนื้อหาการบรรยายโดยสรุปมีดังนี้
ความท้าทายในการรับมือโรคระบาดใหม่: บทเรียนที่ยังไม่ถูกนำไปปรับใช้
นายสุรเกียรติ์กล่าวว่า ประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในการรับมือกับโรคระบาดใหม่ๆ แม้โลกจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์โควิด-19 มาแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่น่าวางใจ โดยสหประชาชาติเคยประกาศอย่างชัดเจนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่าหลายประเทศยังไม่มีความพร้อมอย่างน่าสะพรึงกลัว (dangerously unprepared) ทั่วโลกหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขาดความเตรียมพร้อมอย่างร้ายแรงของประชาคมโลกและประเทศสมาชิก
อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้อนถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาในประเทศไทย โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กว่า 40 ฉบับ และดึงอำนาจทั้งหมดมารวมไว้ที่ตนเอง เนื่องจากกฎหมายแต่ละฉบับมีรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ ทำให้การสั่งการในภาวะวิกฤตเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้เป็นภาพสะท้อนของความไม่พร้อมเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจน และถือเป็นการหยุดชะงัก ในมิติของการระบาดใหญ่
นายสุรเกียรติ์กล่าวอีกว่า นอกจากประเด็นเชิงโครงสร้างแล้ว ประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE (Personal Protective Equipment - อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล) หน้ากากอนามัย และเครื่องช่วยหายใจ รวมถึงห้องความดันลบในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้กับโรคติดต่อร้ายแรง บางประเทศถึงขั้นสั่งห้ามส่งออกอุปกรณ์เหล่านี้อย่างเด็ดขาดในช่วงวิกฤต แสดงให้เห็นถึงปัญหาการพึ่งพาและการขาดแคลนทรัพยากรที่สำคัญในยามฉุกเฉิน
นายสุรเกียรติ์ชี้ว่าบทเรียนที่ไทยได้รับจากโควิด-19 ยังไม่เพียงพอและไม่ถูกนำไปปรับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากประเทศจีน ที่มีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยมีการกำหนดให้แต่ละมณฑลผลิตอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น มณฑลหนึ่งผลิตหน้ากาก อีกมณฑลผลิตเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเชิงรุกและการเตรียมพร้อม หรือ "well prepared" (เตรียมความพร้อมอย่างดี) ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าบทเรียนที่ได้เรียนรู้ จากวิกฤตโควิด-19 ของไทยยังคงเป็นแค่บทเรียนที่ถูกพูดถึง แต่ยังไม่ถูกนำไปปรับใช้อย่างจริงจังเพื่อสร้างความพร้อมสำหรับการระบาดครั้งต่อไป ทำให้ประเทศยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหม่โดยปราศจากความพร้อมที่เพียงพอ
ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข: โจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข
นายสุรเกียรติ์เน้นย้ำประเด็นสำคัญคือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งปรากฏชัดเจนทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ในระดับโลก ประเทศร่ำรวยสามารถผูกขาดวัคซีนและยาได้มากกว่า โดยสั่งจองหรือซื้อวัคซีนจำนวนมหาศาลจากบริษัทยา ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนขาดแคลนและเข้าถึงได้ช้ากว่า ซึ่งส่งผลให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยากและเกิดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพอย่างมหาศาล
อดีตรองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ในระดับประเทศ สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน ผู้มีทรัพยากรมากกว่า ผู้มีคอนเนกชัน มีความสัมพันธ์ หรือเครือข่าย หรือเส้นสายมากกว่า มักจะเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดีกว่า มีโอกาสได้รับการตรวจรักษาที่รวดเร็วและมีคุณภาพสูงกว่า ในขณะที่กลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสกลับต้องรอคอยและเข้าถึงบริการได้ยากลำบาก นี่คือความจริงที่สะท้อนถึงช่องว่างทางสังคมที่กว้างขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤตด้านสุขภาพ
นายสุรเกียรติ์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวคิดจาก "Health Equality" (ความเสมอภาคทางสุขภาพ) ไปสู่ "Health Equity" (ความเท่าเทียมทางสุขภาพ) โดยอธิบายความแตกต่างของสองแนวคิดนี้ว่า:
Health Equality (ความเสมอภาคทางสุขภาพ) คือการให้ทรัพยากรหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากันทุกคน ซึ่งอาจจะไม่ยุติธรรมเสมอไป เนื่องจากแต่ละบุคคลมีพื้นฐานและความต้องการที่แตกต่างกัน
Health Equity (ความเท่าเทียมทางสุขภาพ) คือการให้การสนับสนุนหรือทรัพยากรที่แตกต่างกันตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการและได้รับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
อดีตรองนายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด "Health Equity" ได้อย่างชัดเจนว่า หากมีคน 3 คน ที่มีความสูงต่างกันกำลังมองดูการแข่งขันเบสบอล โดยมีรั้วกั้นขวางอยู่ การให้ "Equality" คือการมอบกล่องไม้ 1 กล่องให้ทุกคนยืนเท่ากันหมด ผลคือคนสูงอยู่แล้วอาจมองเห็นได้สบาย คนสูงปานกลางอาจมองเห็นได้พอดี แต่คนเตี้ยสุดก็จะยังมองไม่เห็นอยู่ดี แต่การให้ "Equity" คือการมอบกล่องไม้ตามความจำเป็น คนที่สูงอยู่แล้วซึ่งมองเห็นอยู่แล้วก็ไม่ต้องใช้กล่อง คนสูงปานกลางอาจได้กล่อง 1 กล่องเพื่อให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ส่วนคนเตี้ยสุดอาจได้กล่องถึง 2 กล่องเพื่อให้มองเห็นได้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ นี่คือแนวคิดที่มุ่งเน้นการขจัดอุปสรรคและให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสมแก่ผู้ที่ต้องการ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสุขภาพที่ดี
"นั่นหมายถึง การให้ความช่วยเหลือที่มากขึ้นแก่กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ชายขอบสังคม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการและได้รับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในทุกพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานครเอง ที่มีคนหลากหลายประเภทและฐานะทางสังคมอาศัยอยู่ร่วมกัน" อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าว
นายสุรเกียรติ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเร่งสนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขและสร้างระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ การตัดงบประมาณด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกตัดง่ายที่สุด ก็กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มจะถูกตัดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพของประเทศ




