"...รอยร้าวลึกของ ‘พี่น้อง 3 ป.’ น่าจะเป็น ‘ตัวอย่าง’ ชั้นดีให้กับ ‘2 น. 1 พ.’ ณ เวลานี้ ในห้วงที่สมการทางการเมืองกำลังระส่ำระส่าย ทั้งข่าวลือ ‘ปฏิญญาแดง-เขียว’ หรือแม้แต่สารพัดโครงการส่งกลิ่นฉาว ที่กำลังถูก ‘ฝ่ายค้าน’ เดินหน้าตรวจสอบเข้มข้น หากยังเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสานกันดังข่าวลือ คงน่าจะได้พบเห็นจุดจบเดียวกับ ‘พี่น้อง 3 ป.’ ที่สุดท้ายต้องสูญอำนาจในมือไป..."
ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นข่าวระดับ ‘พาดหัวไม้’ หนีไม่พ้นกระแสข่าว ‘ความร้าวฉาน’ ระหว่าง 3 บิ๊กเนมสีน้ำเงิน ‘2 น. 1 พ.’ โดยมีการเปิดชื่อกันออกมาแล้วคือ ‘น. เนวิน ชิดชอบ’ ครูใหญ่ค่ายน้ำเงิน ‘น.หนู อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ‘พ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แม่ทัพถิ่นสะตอ พรรคภูมิใจไทย
ความร้าวฉานของทั้ง 3 คนดังกล่าว ว่ากันว่าเกิดจากการ ‘บริหารอำนาจ’ ภายในรัฐบาล ไล่เรียงมาตั้งแต่การยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินหรือ EEC การบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกมองว่า ‘พ.พิพัฒน์’ ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
ไล่เรียงมาถึงการกระชับอำนาจของ ‘ครูใหญ่’ วัดพลังกับ ‘น.หนู’ ภายใน ‘กระทรวงคลองหลอด’ โดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง จนเกิดการระเบิดและล้างบางกันในเรื่อง ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายภาพลักษณ์ ‘รัฐนาวาสีน้ำเงิน’ ในตอนนี้
แม้ว่า ‘น.หนู อนุทิน’ จะพยายามสยบปมร้าวดังกล่าว ด้วยการโพสต์ภาพ ‘เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์’ ร่วมเฟรมกอดคอกัน พร้อมระบุแคปชั่นหวาน ๆ ว่า “#นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée” ซึ่งหมายถึงขนมคัสตาร์ดคลาสสิก สไตล์ฝรั่งเศส มีผิวหน้าน้ำตาลคาราเมลที่ดูเหมือนแตกร้าวได้โดยง่าย แต่เนื้อในยังคงรสหวานฉ่ำ

โพสต์ภาพ ‘เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์’ ร่วมเฟรมกอดคอกัน
แต่ไม่วายเจอ ‘ซ้อต่าย’ กรุณา ชิดชอบ ภริยา ‘น.เนวิน’ ที่เช็คอินอยู่ประเทศอังกฤษ โผล่คอมเมนต์แรง “คิดว่าแหลกเหลวเหมือน Eton Mess” ก่อนจะลบคอมเมนต์ดังกล่าวออกไป
สำหรับ Eton Mess คือขนมหวานสไตล์อังกฤษ ประกอบด้วยเมอแรงก์ วิปครีม และผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอร์รี่ โดดเด่นตรงการ ‘คลุกเคล้าไม่เป็นระเบียบ’ ตามคำว่า ‘Mess’ ที่แปลว่า ‘ยุ่งเหยิง’ อย่างไรก็ดีรสชาติเข้ากันอย่างลงตัว
ความพยายามสยบปมร้าวของ ‘น.หนู อนุทิน’ ดูท่าจะยังไม่สามารถทำได้โดยง่าย เมื่อปรากฏ ‘ซ้อต่าย’ โพสต์แรงอีกครั้งผ่าน Story ในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน!” ก่อนจะลบออกไปอีกครั้ง
ล่าสุด ‘อนุทิน’ ให้สัมภาษณ์ถึงโพสต์ข้างต้นของ ‘ซ้อต่าย’ ว่า “แปลกตรงไหน” ก่อนย้ำว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้พูดผิด เพราะคนที่ไม่ควรคบคือผู้ที่ไม่จริงใจ โกหก หลอกลวงประชาชน และนำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่ พร้อมกับขอให้ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร
ในห้วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสข่าว ‘ปมร้าว’ ระหว่าง ‘2 น. 1 พ.’ รุนแรง จน ‘น.หนู อนุทิน’ ถูกสื่อถามหลายครั้ง ทำให้เจ้าตัวตอบยืนยันว่า “ไม่มีอะไร ไม่ต้องเคลียร์ใจ เพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปี” แม้คำพูดจะดูเหมือนปกติธรรมดา แต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยอารมณ์ ลักษณะ ‘แทงใจดำ’ หรือไม่
ขณะที่ ‘พ.พัฒน์’ เคยให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ ยืนยันว่า “เราเป็นอย่างนี้มาไม่ใช่เพิ่งปีสองปี แต่เป็นมาน่าจะ 20 ปีแล้วนี้ เราก็มาด้วยกัน ดังนั้นไม่ควรมีอะไรที่จะมาทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน มีอะไรต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด”
แม้ว่า ‘หน้าฉาก’ ทั้ง 3 คนจะพยายาม ‘สยบปมร้าว’ เรื่องนี้ เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล ท่ามกลางวิกฤติในการบริหารจัดการ และเงื่อนปมข้อครหาคอร์รัปชันในหลายโครงการ ที่รอ ‘ฝ่ายค้าน’ จ้องซักฟอกอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ที่ยังเดินหน้าต่อ หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ ที่ถูกเปิดโปงแผนผังพฤติการณ์ จนมีการไล่ฟ้องบุคคลต่าง ๆ อยู่ในตอนนี้ก็ตาม
แต่ลึก ๆ ‘หลังฉาก’ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘รอยร้าว’ ภายใน ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ กำลังทำให้รัฐบาลอ่อนเสถียรภาพลงไป กระทั่งปรากฎกระแสข่าว ‘ปฏิญญาแดง-เขียว’ เกิดขึ้น เพราะมี ‘บิ๊กค่ายเขียว’ เดินทางไปโมนาโก ประจวบเหมาะที่ ‘นายใหญ่ค่ายแดง’ พำนักอยู่ที่นั่นพอดี
ทำเอาสื่อหลายสำนักปั้นคำถามตรงถึง ‘นายกฯ’ โดยเจ้าตัวตอบว่า “แดงเขียวผสมไปผสมมา ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี” สะท้อนว่าเสถียรภาพภายใน ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ ยังไหว ยังคอนโทรลได้อยู่
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ร่องรอย ‘ความร้าวฉาน’ ของบุคคลระดับ ‘บิ๊กเนม’ ในรัฐบาลนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง สะท้อนว่าเสถียรภาพของรัฐบาลนั้น กำลังใกล้ถึงคราว ‘ล่มสลาย’ แล้วหรือไม่
เพราะอำนาจในมือของ ‘ค่ายน้ำเงิน’ นั้น ถูกหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ามีอำนาจ ‘รัฐพันลึก’ คอยหนุนให้ ‘ขึ้นหลังเสือ’ อยู่ โดยเฉพาะ ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ เลือกแทง ‘ข้างน้ำเงิน’ อย่างเต็มตัว ส่งผลให้ชนะการเลือกตั้งในปี 2569 ที่ผ่านมา
หากถึงที่สุดแล้ว ‘ค่ายน้ำเงิน’ แตกคอ-มีปมร้าวเกิดขึ้น อาจนำไปสู่การ ‘ล่มสลาย’ เฉกเช่นยุค ‘พี่น้อง 3 ป.’ สถาปนาอำนาจบนกระดานการเมืองไทยกว่า 12 ปีหรือไม่
ย้อนกลับไปในยุครัฐประหารปี 2557 ขณะนั้นก็มี 3 นายพลที่รักกัน ‘ระดับพี่น้อง’ อย่าง ‘3 ป.’ ได้แก่ ‘ป.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-ป.ประวิตร วงษ์สุวรรณ-ป.ป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ ซึ่งกุมอำนาจทางการเมืองมายาวนานนับ 10 ปี ทว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เกิดความขัดแย้งกันระหว่าง ‘พี่ใหญ่-น้องเล็ก’ จนสุดท้ายรัฐบาล แม้จะอยู่จนเกือบครบเทอม แต่ก็ไปไม่รอดในสมัยหน้า

‘ป.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-ป.ประวิตร วงษ์สุวรรณ-ป.ป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา’
กล่าวสำหรับ ‘พี่น้อง 3 ป.’ ถือเป็นหนึ่งในคณะทหารที่ทรงอำนาจทางการเมืองมากที่สุด คณะหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยกุมอำนาจทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 1.ช่วงรัฐประหาร 2557-2562 ที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกฯ ควบหัวหน้า คสช. (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) ใช้อำนาจผ่านมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
2.ช่วงหลังเลือกตั้ง 2562-2566 ภายใต้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่ในช่วงท้ายเกิดร่องรอยความแตกแยกระหว่าง ‘พี่ใหญ่’ กับ ‘น้องเล็ก’ โดยในห้วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อปี 2564 มีกระแสข่าวว่า ‘ขุนพล’ คนสำคัญของ ‘พี่ใหญ่’ ขณะนั้น เดินเกมหวังล้มเก้าอี้ ‘นายกฯลุงตู่’ และโหวตสถาปนา ‘ลุงป้อม’ ขึ้นเป็นนายกฯแทน ทว่าข่าวสำคัญนี้รับรู้ไปถึงหูของนายกฯ ทำให้สั่งปลดขุนพลพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี และกระชับอำนาจในรัฐบาลแน่นขึ้น จนฟันฝ่ารอดพ้นศึกซักฟอกดังกล่าวมาได้
นำไปสู่การแตกแยกระหว่างฝ่ายที่สนับสนุน ‘ลุงตู่’ แยกย้ายไปตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ส่วนฝ่าย ‘ลุงป้อม’ ยังคงตรึงกำลังในพรรค พปชร. แต่ร่องรอยการแตกแยกครั้งนี้ ทำให้ผลการเลือกตั้งปี 2566 พ่ายแพ้แก่ ‘ฝ่ายเสรีนิยม’ ไปแทบทั้งกระดาน โดยทั้ง 2 พรรคได้ สส.รวมกันแค่ 76 ที่นั่ง (พปชร. 40 รทสช. 36)
แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว ‘รัฐพันลึก’ จะเข้ามาคอนโทรลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปี 2566 ทำให้ ‘ค่ายแดง’ กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ อำนาจทางการเมืองถูกเปลี่ยนมือจาก ‘3 ป.’ ไปสู่ ‘นักเลือกตั้ง’ อย่างเต็มตัวแล้ว กระทั่งในการเลือกตั้งปี 2569 ที่ ‘พรรคสืบทอดอำนาจรัฐประหาร’ พ่ายแพ้การเลือกตั้งจนแทบหมดกระดาน จนอาจเรียกได้ว่าสูญพันธ์ หลัง ‘อำนาจลายพราง’ ก่อร่างสร้างไว้เมื่อ 12 ปีก่อน
ดังนั้นรอยร้าวลึกของ ‘พี่น้อง 3 ป.’ น่าจะเป็น ‘ตัวอย่าง’ ชั้นดีให้กับ ‘2 น. 1 พ.’ ณ เวลานี้ ในห้วงที่สมการทางการเมืองกำลังระส่ำระส่าย ทั้งข่าวลือ ‘ปฏิญญาแดง-เขียว’ หรือแม้แต่สารพัดโครงการส่งกลิ่นฉาว ที่กำลังถูก ‘ฝ่ายค้าน’ เดินหน้าตรวจสอบเข้มข้น
หากยังเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสานกันดังข่าวลือ คงน่าจะได้พบเห็นจุดจบเดียวกับ ‘พี่น้อง 3 ป.’ ที่สุดท้ายต้องสูญอำนาจในมือไป
อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้
เรื่องโดย....ทีมข่าวการเมืองพิเศษ




