News Logo
หน้าแรก
‘พริษฐ์’ จี้ตัดงบสอบสวน กกต. หลังอนุฯ36 ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวฮั้ว สว.

‘พริษฐ์’ จี้ตัดงบสอบสวน กกต. หลังอนุฯ36 ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวฮั้ว สว.

10 ก.ย. 2569 18:00
ผู้ชม 34 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน 'อาชญากรรมทางประชาธิปไตย' แฉพิรุธ 'อนุฯ 36' ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ (มาตรา 32) โดยเสนอขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้เสนอขอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. นั้น จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดขบวนการโกงการเลือก สว. ขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้ สังคมยังกังวลว่า กกต. จะมีมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล ซึ่งตนกังวลว่า กกต. หรือ กกต. บางส่วน อาจรู้เห็นเป็นใจกับการโกง สว. มาตั้งแต่แรก เพราะในช่วงเริ่มกระบวนการ กกต. กลับออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนการดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น

เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อพลีชีพโหวตให้คนในขบวนการ โดยในห้วงเวลานั้น กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินมาถึงเลือก สว.ระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบกัน หลักฐานฟ้องว่าทั้ง 2 ส้นทางเชื่อมโยงกัน 

“หากจะเทียบให้เห็นภาพ ก็ไม่ต่างอะไรกับนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิท ที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่ตรงแยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่” นายพริษฐ์กล่าว 

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ได้กล่าวถึงคลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “อะไรต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่าน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา” ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร 

นอกจากนี้ กกต.ยังมีข้อพิรุธหลังจากที่มีการเลือก สว. จนนำมาสู่คำถามที่ว่า สภาฯ ควรอนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจตรวจสอบทุจริตหรือไม่ อาทิ งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท 

นายพริษฐ์ได้อภิปรายถึงประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 คือการตรวจสอบของ ‘คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26’ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ขั้นตอนที่ 2 ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง

สำหรับขั้นตอนที่ 3 ซึ่งตรวจสอบผ่าน ‘คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36’  พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติและประวัติการทำงานก็ชัดเจนว่า ต้องการได้คนที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือน้ำเงินด้วย และแม้ กกต. จะชี้แจงว่า 35 คณะเดิมภาระงานมีจำนวนมาก แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ 2 คือการทำงานของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สอดรับธงทางการเมืองของบางฝ่า อาทิ พออนุฯ ชุดที่ 36 เห็นหลักฐานที่ไต่สวนและรวบรวมมาก็พยายามตีตกหลักฐาน โดยอ้างว่า ยังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ นอกจากนี้ ผลลัพธ์เกิดขึ้นคืออนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า คณะการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวสรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน

ในท้ายที่สุด  นายพริษฐ์กล่าวว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายพริษฐ์อภิปรายในประเด็นดังกล่าว ได้มี สส. บางส่วนลุกขึ้นประท้วง อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า สิ่งที่นายพริษฐ์อภิปรายเป็นการพูดถึงข้อมูลในสำนวน ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าถือเป็นความลับ การที่ สส. นำมาเสนอและอธิบายเป็นฉากๆ ในสภาฯ จึงขอให้ประธานวินิจฉัยในประเด็นนี้ ซึ่งประธานได้วินิจฉัยให้อภิปรายต่อในวาระที่ 2

ขณะที่นายพริษฐ์ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดไม่เกี่ยวกับสำนวน พร้อมระบุว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายศุภชัยได้ปล่อยข่าวเท็จที่กล่าวหาว่าตนนำเอกสารมาแสดงโชว์ ทั้งที่ตนไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาแสดงเลย หลังจากนั้นได้มีการตอบโต้กันไปมา จนกระทั่งประธานวินิจฉัยให้ยุติการพาดพิงและดำเนินการอภิปรายต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชำแหละงบประมาณ 'Thai PBS' ภาษีบาป 2 พันล้าน ถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง?
ชำแหละงบประมาณ 'Thai PBS' ภาษีบาป 2 พันล้าน ถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง?