News Logo
หน้าแรก
‘3 พยาน’ กลับคำให้การ จุดตาย ‘คดีโกง สว’ ‘ส้ม’ โดดเดี่ยวโค่น ‘น้ำเงิน’

‘3 พยาน’ กลับคำให้การ จุดตาย ‘คดีโกง สว’ ‘ส้ม’ โดดเดี่ยวโค่น ‘น้ำเงิน’

21 ก.ย. 2569 07:01
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...ว่ากันว่าคำให้การของ ‘เอกราช’ ถูกมองเป็น ‘สารตั้งต้น’ ในการทำให้คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ตั้งประเด็นในภาพใหญ่ถึงตัวบงการเบื้องหลัง ‘คดีโกง สว.’ พร้อมดำเนินการ ‘ต่อจิ๊กซอว์’ จนเห็นภาพของขบวนการนี้ทั้งหมด มีการไล่เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์ การใช้โพยต่าง ๆ ในหลายจังหวัด นำไปสู่การสั่งฟ้อง 26 สว.ข้างต้น ที่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนกว่าคนอื่น ๆ..."

ท่ามกลางฝุ่นตลบ ‘คดีโกง สว.’ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้อง 77 ผู้ถูกกล่าวหา ในจำนวนนี้มี 26 สว. (25 สว.ในตำแหน่ง 1 สว.เพิ่งพ้นตำแหน่งต้นปี 2569) รวมอยู่ด้วย ที่น่าสนใจมีจำนวนไม่น้อยเป็นระดับ ‘สีน้ำเงินเข้ม’ ไม่ใช่ ‘น้ำเงินอ่อน’ อย่างที่หลายฝ่ายครหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีโกง สว.สร้างความอึดอัดลำบากใจทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน’ ที่พยายามปกป้อง ‘คนของตัวเอง’ กับ ‘ฝ่าย กกต.’ ซึ่งเป็นหัวขบวนหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ ส่งผลให้เมื่อ 14 ก.ย.จึงเห็นมติ กกต.ออกมาอย่างที่เห็น

อย่างไรก็ตามเป้าหมายของ ‘ฝ่ายค้าน-ภาคประชาชนบางกลุ่ม’ ต้องการให้ ‘บิ๊กเนม-นักเลือกตั้ง’ ค่ายน้ำเงิน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คาดหวังไว้ เป็นเพราะเกิด ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในกระบวนการให้การของ ‘พยานปากเอก’ คดีนี้

ไทม์ไลน์การรับเรื่องร้องเรียนคดีโกง สว.นั้น เกิดขึ้นภายหลังการประกาศผลการเลือก สว.เมื่อ ก.ค. 2567 ต่อมา กกต.ใช้ความอันปรากฎเข้าไต่สวน พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ขึ้นมาดำเนินการ โดยมีตัวแทนของสำนักงาน กกต. และตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร่วม สำหรับข้อครหาเบื้องต้น มีแค่กรณีการ ‘ฮั้ว’ เท่านั้น เช่น การพกโพยเพื่อกาโหวตผู้สมัคร สว.บางคนตามที่มีการตกลงกันไว้ เป็นต้น โดยข้อกล่าวหานี้ค่อนข้างกระจัดกระจายไปในหลายจังหวัด

แต่ผ่านการไต่สวนไปราว 1 ปี เริ่มมีความชัดเจนขึ้นว่า อาจมีเครือข่าย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เข้าไปพัวพันในเรื่องนี้ เพราะปรากฏ ‘พยานปากเอก’ อย่างน้อย 3 คน เข้าไปให้ปากคำในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ ‘เอกราช ช่างเหลา’ พยานรหัสที่ 16/26 ‘อัษฎางค์ แสวงการ’ พยานรหัสที่ 21/26 และ ‘ขจรศักดิ์ ศรีวิราช’ พยานรหัสที่ 22/26

พยานทั้ง 3 ราย ล้วนเป็นเครือข่ายและมีความสัมพันธ์อันดีกับ ‘ค่ายสีเขียว’ พรรคการเมืองขนาดกลาง ที่รวบรวมสารพัดบ้านใหญ่ ก้าวขึ้นมามีอำนาจเป็นพรรคอันดับ 3 หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมี ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ เป็นหัวหน้าพรรค

‘เอกราช ช่างเหลา’ คือนักการเมืองดัง อดีตบ้านใหญ่ขอนแก่น มีความสัมพันธ์อันดีและสนิทสนมกับ ‘ผู้กองคนดัง’ ส่วน ‘อัษฎางค์ แสวงการ’ เป็น สว.ขอนแก่น เครือข่ายของ ‘เอกราช’ ขณะที่ ‘ขจรศักดิ์ ศรีวิราช’ เป็น สว.พะเยา อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา มีสถานะสำคัญอีกตำแหน่งคือเป็น ‘พ่อตา’ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส’

เอกราช ช่างเหลา

เอกราช ช่างเหลา

ทั้ง 3 คนคือ ‘ตัวละครหลัก’ ในคดีโกง สว.ครั้งนี้ ว่ากันว่าคำให้การของ ‘เอกราช’ ถูกมองเป็น ‘สารตั้งต้น’ ในการทำให้คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ตั้งประเด็นในภาพใหญ่ถึงตัวบงการเบื้องหลัง ‘คดีโกง สว.’ พร้อมดำเนินการ ‘ต่อจิ๊กซอว์’ จนเห็นภาพของขบวนการนี้ทั้งหมด มีการไล่เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์ การใช้โพยต่าง ๆ ในหลายจังหวัด นำไปสู่การสั่งฟ้อง 26 สว.ข้างต้น ที่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนกว่าคนอื่น ๆ

โดยคำให้การของ ‘เอกราช’ รับทราบกันไปแล้ว่า เป็นการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงในภาพใหญ่ของ ขบวนการโกง สว. กล่าวหาว่า มีการนัดหมายประชุมกันที่ทำการพรรคสีน้ำเงิน โดย ‘ลูกท่านหลานเธอ’ ภายในพรรคเป็นตัวการหลัก มี ‘ผู้มีบารมีนอกพรรค’ เข้าร่วมประชุม ใช้วิธีการคำนวณผ่านสูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อน โดยโปรแกรมออฟไลน์ มีการกระจายเงินอย่างเป็นระบบ จ่ายเงินผ่านชั้น 4 ของที่ทำการพรรค หลังจากได้คนของตัวเองไปนั่ง สว.แล้ว ได้นัดประชุมอีกครั้งที่โรงแรมดังย่าน ซ.รางน้ำ เพื่อล็อคตัวคนเป็นประธานวุฒิสภา-2 รองประธานฯ

ขณะที่ ‘อัษฎางค์ แสวงการ’ กล่าวอ้างว่า ภายหลัง กกต.ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว ในวันที่ 21 ก.ค. 2567 มีการนัดรวมตัวที่โรงแรมดัง ย่าน ซ.รางน้ำ เพื่อล็อคตัวคนเป็นประธาน-รองประธานวุฒิสภา มี สว.ร่วมประชุมเกือบ 100 คน มีการแบ่งโซนกลุ่มจังหวัดที่ ‘บิ๊กน้ำเงิน’ พา สว.ตัวจริงเข้าวิน โดยภายในงานประชุมดังกล่าว พบกับ ‘ผู้มากบารมี’ ทั้ง ‘ในพรรค-นอกพรรค’ จำนวนมาก ในวันดังกล่าวได้ลงนามในเอกสาร ‘ลาออกล่วงหน้า’ โดยไม่ระบุวันที่ เพื่อกันไม่ให้มีปัญหาในภายหลังด้วย

นอกจากนี้ ‘อัษฎางค์’ ยังกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ 2 วัน ว่า ได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อประชุมร่วมกับ ‘ทีมงาน’ ของ ‘บิ๊กสีน้ำเงิน’ ย่านอีสานใต้ ชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนน และมีการจัดทำโพยขึ้น เพื่อใช้ในการโหวตเลือก สว.ระดับประเทศ

ด้าน ‘ขจรศักดิ์ ศรีวิราช’ ให้ปากคำกล่าวอ้างว่า ตนได้รวบรวมโหวตเตอร์ประมาณ 30 คน ไปรวมกับกลุ่มของ ‘เอกราช’ และ ‘อัษฎางค์’ โดยใช้วิธีทำโพยระบุหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร และส่งข้อมูลให้กับ ‘บิ๊กสีน้ำเงิน’ คนเดียวกับที่ ‘อัษฎางค์’ ไปประชุมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ในวันประชุม สว.สีน้ำเงิน ที่โรงแรมดังย่าน ซ.รางน้ำ ยังได้ลงนามในหนังสือลาออกล่วงหน้า ไม่ระบุวันที่ เอาไว้อีกด้วย

พยานทั้ง 3 ปากน่าสนใจ แม้ในข้อเท็จจริงจะมีการ ‘กลับคำให้การ’ โดยอ้างว่าถูกคณะกรรมการฯ ข่มขู่ ส่วน ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.แถลงในวันที่ 14 ก.ย.ยืนยันว่า ไม่เคยเชื่อคำให้การของพยานปากเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่ามีความพยายามหวังผลทางการเมืองหรือไม่

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

แต่ ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต.เสียงข้างน้อย อธิบายได้น่าสนใจว่า พยานทั้ง 3 ปากเหล่านี้ บางคนเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ในพรรคเวลานั้น บางคนเป็นพ่อตาหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่พวกเขา

แม้ ‘คดีโกง สว.’ ดำเนินการไปอย่างเข้มข้น ในยุค ‘รัฐบาลสีแดง’ เป็นใหญ่ แต่ต้องเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง เมื่อ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ท่ามกลางกระแสข่าวหนาหู เกิดการดีลลับหลังม่านระหว่าง ‘ส้ม’ และ ‘น้ำเงิน’ กระทั่งปรากฏเค้าลางชัดเจน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ พ้นตำแหน่งนายกฯ จึงเกิด MOA ‘ส้ม-น้ำเงิน’ ขึ้น

การจัดตั้ง ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ เมื่อปลายปี 2568 จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี ‘ค่ายเขียว’ เข้ามาเป็น ‘ส่วนผสม’ ในรัฐบาลชุดดังกล่าว นั่นคือ ‘พรรคกล้าธรรม’ แยกตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ไปร่วมกับ ‘ค่ายน้ำเงิน’ เพื่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นมา โดยมี ‘ค่ายส้ม’ โหวตเป็น ‘ฝ่ายค้ำ’ ให้

ที่น่าสนใจ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองดังกล่าว ‘คดีโกง สว.’ ที่กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น เหมือนโดน ‘แช่แข็ง’ กะทันหัน ทั้งในการไต่สวนของดีเอสไอ ประเด็นอั่งยี่-ฟอกเงิน จากการโกง สว. และคดีโกง สว.ของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญคือ ‘พยานปากเอก’ ทั้ง 3 ปาก ต่างกลับคำให้การ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยอ้างว่าถูกข่มขู่ และดูเหมือนเรื่องนี้จะเงียบลงไปในสังคม

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้นการกลับคำให้การของ 3 พยานปากเอก ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ‘ค่ายเขียว’ ครั้งนั้น นำไปสู่ผลลัพธ์ ‘บิ๊กเนมสีน้ำเงิน’ พ้นบ่วงคดีโกง สว.ในวันนี้ ก็ไม่เกินจริงเท่าไหร่นัก

แต่การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ในท้ายที่สุดแล้ว ‘ค่ายเขียว’ และ ‘ค่ายน้ำเงิน’ หักกันอีกรอบ ในช่วงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เพราะการแย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งไม่สอดคล้อง มีการ ‘เบ่งกล้าม’ ในหลายเขตส่งตัวผู้สมัครทับซ้อนกัน ทำให้ ‘ผู้มีบารมีนอกพรรคน้ำเงิน’ เคาะไม่ให้ ‘ค่ายเขียว’ เข้าร่วมรัฐบาล ก่อนดึง ‘แดง’ อดีตไม้เบื่อไม้เมามาเข้าร่วมแทน รวมเสียงข้างมากเกือบ 300 ที่นั่ง ดีด ‘ค่ายเขียว’ ไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับ ‘พรรคส้ม-พรรคฟ้า’

ทว่าบทบาทของ ‘ค่ายเขียว’ ในฝ่ายค้าน ยังคงนิ่งสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว ไม่ต่อล้อต่อเถียง แทบไม่เคยโหวตค้านกฎหมายของรัฐบาล มากที่สุดคือ ‘งดออกเสียง’ เหมือนเฝ้ารอ วัน ว. เวลา น.เหมาะเจาะ กลับเข้าไปร่วมรัฐบาลอีกครั้ง

เพราะปัจจุบัน ‘พรรคส้ม’ ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน เตรียมยื่นมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมกับทอดไมตรีไปยัง ‘ค่ายแดง’ ในฐานะคนเคยทำคดีโกง สว.มาตั้งแต่ต้น ให้มาร่วมกัน ‘โค่นรัฐบาล’ ชุดนี้ เพื่อล้างบาง ‘ระบอบน้ำเงิน’ นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปูทางรีเซ็ตการเมืองไทยอีกครั้ง

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

ต้องไม่ลืมว่า ‘พรรคแดง’ ปัจจุบันมีราว 70 เสียง ขณะที่ ‘ค่ายเขียว’ มี 58 ที่นั่ง ดังนั้นต่อให้ ‘แดง’ ออกจากรัฐบาล ‘น้ำเงิน’ ยังสามารถต่อรอง เพื่อดึง ‘ค่ายเขียว’ คัมแบ็กมาร่วมรัฐบาลได้อีกครั้ง โดยยังครองเสียงข้างมากอยู่

ดังนั้นจึงเป็นงานยากเสียยิ่งกว่ายากสำหรับ ‘ส้ม’ ที่ต้องการเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อหวังล้ม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ อย่างที่เคยประกาศไว้ เพราะ ‘แดง’ รู้เท่าทันหมากเกมนี้ น่าจะกอดเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาลไว้แน่น ๆ เพื่อสร้างโอกาส-ผลงาน ปูทางหวังผลสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไป เช่นเดียวกับ ‘เขียว’ ที่ยังต้องรักษาสถานะ ‘พรรคเตรียมร่วมรัฐบาล’ ต่อไป จนกว่าจะมีโอกาส

ดับฝัน ‘ส้ม’ ให้รอท่า ดูจังหวะทิศทางลม เพื่อหวังผลเปลี่ยนแปลงประเทศไทยกันอีกครั้ง

เรื่องโดย...ทีมข่าวการเมืองพิเศษ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
การเมืองไทย
คดีโกง สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นฤพนธ์' ขึ้นว่าที่นายก อบจ.นนท์  หลังได้คะแนนเกิน 5.2 หมื่น แซง ปชน.
'นฤพนธ์' ขึ้นว่าที่นายก อบจ.นนท์ หลังได้คะแนนเกิน 5.2 หมื่น แซง ปชน.