"...ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึงความลับมีเงื่อนไข ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบและดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 มิใช่ความลับโดยบริบูรณ์..."
สืบเนื่องสำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 อ่านคำวินิจฉัยคดีสำคัญ คดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำคณะเข้าร่วมรับฟังคำตัดสินด้วยตนเอง หลังศาลเปิดทำการวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไม่ให้กระทบกรอบเวลาพิจารณาคดีอื่น โดยศาลฯ วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ ผลคำวินิจฉัยที่ออกมาเท่ากับว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่โมฆะ

ศาลรธน.วินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
ต่อไปเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับคำวินิจฉัยในคดีข้างต้นซึ่งศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ผู้สื่อข่าวสรุปประเด็นสำคัญและเรียบเรียงมานำเสนอ ดังนี้
@ บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด ละเมิดสิทธิเสรีประชาชนหรือไม่
ประเด็นหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคือ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 อนุมาตรา 7, มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง อันเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 50 อนุมาตรา 7 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ มาตรา 83 วรรคสอง กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความหมายของหลักการเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดยชี้แจงว่า "โดยตรง" หมายถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องลงคะแนนด้วยตนเอง ไม่อาจให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนได้ ส่วน "โดยลับ" หมายถึงการลงคะแนนต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงได้ลงคะแนนอย่างไร หรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนน ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้เจตจำนงในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างอิสระและเกิดการใช้อิทธิพลของผู้อื่นต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ถูกร้องทั้งสามได้จัดการเลือกตั้งและกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ประเภท ได้แก่ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้รหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
กระบวนการเลือกตั้งระบุว่า กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะตรวจสอบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ลงลายมือชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และจดลำดับที่ลงบนกระดาษแผ่นเล็ก จากนั้น กปน. คนที่ 2 และ 3 จะเขียนลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ให้ผู้มาใช้สิทธิ์ลงลายมือชื่อบนต้นขั้ว และฉีกบัตรเลือกตั้งออกจากต้นขั้ว มอบให้ผู้มาใช้สิทธิ์นำไปลงคะแนนในคูหา พับบัตร และหย่อนใส่หีบบัตรด้วยตนเอง
@ บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับต้นขั้วได้เมื่อสแกน
ปัญหาข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนคือ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยง สืบทราบ ตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง รวมถึงผลการลงคะแนนได้หรือไม่ และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า
บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (QR Code): กำหนดชุดข้อมูลในรหัส QR code เป็นหมายเลขเล่ม และมีการเข้ารหัสไว้ เมื่อถอดรหัสแล้วปรากฏหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะพบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 20 ราย อย่างไรก็ตาม การระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นการเฉพาะรายจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 20 รายได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกันและลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้น บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงฟังได้ว่ารหัสคิวอาร์โค้ดเป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรณีปกติ เป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งและผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง ดังนั้น รหัสคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยง สืบทราบ ตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้
บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (Barcode และ QR Code): ปรากฏทั้งรหัส QR code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การสแกน QR code ด้านบนของบัตรเลือกตั้งเป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส และต้องถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งก่อนจึงจะได้หมายเลขเล่ม การสแกนบาร์โค้ดด้านล่างของบัตรเลือกตั้งปรากฏข้อมูลตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัสและไม่ต้องถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลที่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ซึ่งต้นขั้วปรากฏลำดับที่และลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น จึงฟังได้ว่าบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้
สำหรับข้อพิจารณาว่าการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของผู้ถูกร้องสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ โดยบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก
ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังระบุถึงหน้าที่ขององค์กรผู้จัดการเลือกตั้ง ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐาน 5 ประการของการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ได้แก่:
หลักการเลือกตั้งทั่วไป (Universal Election): การให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคขัดขวางน้อยที่สุด
หลักการเลือกตั้งโดยเสรี (Freedom of Election): การที่ผู้ลงคะแนนทุกคนตัดสินใจใช้สิทธิโดยปราศจากการบังคับ กดขี่ ข่มเหง หรือใช้อิทธิพลใด ๆ
หลักการเลือกตั้งโดยตรง (Direct Election): การที่ผู้ใช้สิทธิเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองได้โดยตรง โดยไม่มีบุคคลหรือการตัดสินใจใดมาคั่นกลาง
หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค (Equal Election): ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง และทุกคะแนนเสียงมีน้ำหนักเท่ากัน
หลักการเลือกตั้งโดยลับ (Secret Election): การคุ้มครองเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนน ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ถึงเจตจำนงในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน อันอาจส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างอิสระ เพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลต่าง ๆ ที่จะตามมา และเพื่อคุ้มครองความเป็นระเบียบเรียบร้อยและประโยชน์ของผู้ลงคะแนน
อย่างไรก็ตาม แต่ละหลักการล้วนมีข้อจำกัดหรือข้อยกเว้น มิได้เป็นหลักการที่เด็ดขาดสมบูรณ์โดยไม่มีข้อจำกัด สำหรับ หลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปย่อมถือว่าเป็นความลับในขณะที่มีการลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง แต่หากภายหลังการเลือกตั้งแล้วมีกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นก็จะมุ่งหมายเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ของการแสดงถึงความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของประชาชนเท่านั้น ซึ่งย่อมไม่กระทบกับการเลือกตั้งโดยลับ เพราะไม่ได้มุ่งหมายที่จะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีบทบัญญัติรับรองให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ข้อ 21 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 25 (ข) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิเลือกตั้งและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนน มิให้การตัดสินใจทาง การเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพล การข่มขู่ การซื้อเสียง หรือการแทรกแซง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง ได้บัญญัติให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยตรงและลับ เพื่อเป็นหลักประกันเชิงสถาบันที่สำคัญ อย่างไรก็ดี การรักษาความลับในการลงคะแนนไม่ได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้งจะต้องปราศจากกลไกหรือเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้าม การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง เช่น การป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขต หากมาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อการรักาาความลับการลงคะแนน จำเป็นต้องกำหนดวิธีป้องกันผลกระทบดังกล่าว
@ ไทยใช้หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข
ในการพิจารณาความหมายของการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ตามแนวคิดทฤษฎีทางกฎหมายมหาชน สามารถอธิบายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างความลับของการออกเสียงลงคะแนน กับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ 2 ประการ ดังนี้:
ประการที่ 1 หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret): คือ หลักการเลือกตั้งที่การลงคะแนนต้องเป็นความลับตั้งแต่ในคูหาจนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง โดยต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับมายังผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ตลอดไป ข้อดีคือเน้นการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด แต่ข้อเสียคือเมื่อบัตรเลือกตั้งทุกใบเหมือนกันหมดโดยไม่มีรหัสใด ๆ จึงง่ายต่อการทำบัตรเลือกตั้งปลอม การสวมสิทธิ หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ซึ่งยากแก่การสืบสวน
ประการที่ 2 หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualified Secret): คือ หลักการเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งยังคงรักษาความลับของผู้เลือกตั้งในกระบวนการเลือกตั้งตามปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัส หมายเลขลำดับบัตร รหัสแท่งบาร์โค้ด รหัส QR Code หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใด เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการปลอมแปลง หรือตรวจสอบความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง โดยเมื่อหย่อนบัตรลงหีบแล้ว บุคคลทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะไม่สามารถทราบได้ว่าบัตรใดเป็นของผู้ใด แต่ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับตลอดไป หากเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับได้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การสืบสวนการทุจริตเลือกตั้ง หรือตามคำสั่งขององค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดี หลักการเลือกตั้งโดยลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งอีกประการหนึ่ง คือ หลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (Electoral Integrity) ซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เพื่อทำให้กระบวนการเลือกตั้งจัดขึ้นโดยปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใสและยุติธรรมในทุกขั้นตอน ในช่วงเวลาของการเลือกตั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริบทการเมืองของประเทศไทยที่ประสบปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง เช่น การใช้บัตรเลือกตั้งปลอม การใช้บัตรเลือกตั้งจริงโดยบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิ์ หรือใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย ส่งผลให้หลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญไทย ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญของประเทศไทยได้บัญญัติหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมไว้อย่างชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง วงเล็บ 2 กำหนดให้ กกต. มีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งและให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ เช่น การซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐหรืออิทธิพล ซึ่งมีวิธีการที่ซับซ้อนและแพร่ขยายกว้างขวางขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึงความลับมีเงื่อนไข ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบและดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 มิใช่ความลับโดยบริบูรณ์ ซึ่งการลงคะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนับตั้งแต่ในคูหาเลือกตั้งตลอดจนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเด็ดขาด เพราะรัฐมีความจำเป็นบางประการที่ต้องควบคุมตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันมิให้มีการทุจริตการเลือกตั้งที่อาจใช้เทคนิคหรือกลวิธีเพื่อปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือคะแนนเสียง ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนผลการเลือกตั้งให้เปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชน ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีกลไกป้องกันควบคุมในการรักษาความลับของการออกเสียงลงคะแนนที่รัดกุมเข้มงวด ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเลือกตั้งและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนจนเกินสมควรแก่เหตุ
@ คิวอาร์โค้ดไม่สามารถโยงตัวตนได้-บาร์โค้ดเชื่อมโยงได้แต่มีมาตรการคุ้มครอง
เมื่อข้อพิจารณาเบื้องต้นรับฟังได้ว่า การใช้รหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงไปสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ศาลจึงพิจารณาเฉพาะในส่วนของการใช้รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า รหัสบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตร ลำดับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนนพรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของการลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระบุหมายเลขบัตร แต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว เห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งนับตั้งแต่ขั้นตอนการจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบให้แก่หน่วยเลือกตั้ง การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน รหัสบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบมิให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขตที่เป็นการนำบัตรเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปใช้ในอีกเขตหนึ่ง การกำหนดรหัสหรือข้อมูลเฉพาะประจำบัตรย่อมช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏอยู่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นเป็นบัตรเลือกตั้งที่ได้รับการจัดสรรไว้สำหรับพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ หากบัตรเลือกตั้งของแต่ละเขตมีข้อมูลเฉพาะแตกต่างกัน การใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขตมีโอกาสถูกตรวจพบได้ อีกทั้งรหัสบาร์โค้ดสามารถควบคุมจำนวนบัตรเลือกตั้งที่มีการจัดพิมพ์และจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้ง และหน่วยเลือกตั้งต่างๆ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งที่นำไปใช้จริงและจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงจากบัตรเลือกตั้งส่วนเกินหรือไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้
ส่วนการที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มีทั้งรหัสบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งใบเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่ารหัสทั้งสองมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน หรือทำให้รหัสอีกรูปแบบหนึ่งไม่มีความจำเป็นอย่างสิ้นเชิง เพราะรหัสทั้งสองรูปแบบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ รหัสคิวอาร์โค้ดใช้สำหรับควบคุมการจัดสรรหรือส่งมอบเล่มบัตรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในขณะที่รหัสแท่งบาร์โค้ดใช้สำหรับควบคุมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแต่ละใบ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์การกำหนดให้ใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า การกำหนดให้ใช้รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีเหตุผลความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคของการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาและปริมาณของจำนวนบัตรเลือกตั้ง
เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ประกอบกับพยานหลักฐานจากการไต่สวนสอดคล้องต้องกันกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการเดินเผชิญสืบเพื่อตรวจสอบสถานที่จัดเก็บบัตรเลือกตั้งตามที่ศาลกำหนดและแจ้งให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันก่อนวันเดินเผชิญสืบ โดยมีผู้แทนผู้ร้องและผู้แทนผู้ถูกร้องบุคคลที่คู่กรณีขออนุญาต และเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องร่วมเดินเผชิญสืบด้วย ปรากฏว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทางปฏิบัติยังคงจัดเก็บรักษาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ถูกร้อง โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่พยานเบิกความต่อศาลในการไต่สวน ซึ่งเป็นมาตรการที่มีความชัดเจนแน่นอน และมีรายละเอียดรัดกุมเพียงพอ ที่จะป้องกันการเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งจากบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าถึงเอกสารดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสืบหาการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยง่ายตามอำเภอใจ อันเป็นหลักประกันคุ้มครองความลับของการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง
ด้วยเหตุนี้ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ตลอดจนการควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งหากกระทำได้ด้วยมาตรการอื่นได้ เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัสคิวอาร์โค้ด แต่การกำหนดใช้รหัสบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์จนถึงการจัดสรรบัตรเลือกตั้ง แล้วสามารถช่วยบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้มีข้อจำกัดในด้านเทคนิคเกี่ยวกับขนาดของบัตรที่มีความยาว ซึ่งต้องระบุรายชื่อพรรคการเมืองที่มีการเลือกตั้งนั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้น การกำหนดให้มีมาตรการอื่นเพื่อป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งหรือปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งที่อาจนำมาใช้ทดแทนได้ ยังไม่อาจถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ
@ บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นจากการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดกับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับและสิทธิเลือกตั้ง หรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว เห็นได้ว่า ระบบบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งโดยรวม การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด การที่จะทำให้สามารถทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้นั้น จะต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคล รหัสประจำบัตร และผลการออกเสียงลงคะแนนเข้าด้วยกันได้ โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วนคือบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องพิจารณาถึงมาตรการในการจัดเก็บรักษาควบคุมและเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยกัน ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกร้อง ซึ่งจะต้องกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างรัดกุมและเข้มงวด กำหนดข้อห้ามมิให้บุคคลซึ่งไม่มีหน้าที่หรืออำนาจสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเด็ดขาด อันอาจนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกับผลการออกคะแนนเสียง หากแต่ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรการดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับระบบการควบคุมมิให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องถูกนำไปใช้เพื่อเปิดเผยหรือตรวจสอบย้อนกลับถึงการลงคะแนนของประชาชน
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบและพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า บุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทำให้สามารถทราบได้ว่าผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถือได้ว่าเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 วงเล็บ 7 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
อนึ่ง แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 วงเล็บ 7 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสาม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้งสาม ควร กำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลและการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด และรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 วงเล็บ 7 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
@ มติ 8:1 บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไม่ละเมิดสิทธิประชาชน
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ในคดีนี้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569)
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งและคณะ (ผู้ถูกร้องทั้งสาม ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 3)) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทําให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
ผลการพิจารณา
ก่อนการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายพลภาขุน เศรษฐญาบดี ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2569 และคําร้องเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ยื่นคัดค้าน นายสราวุธ ทรงศิวีไล และพลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ถอนตัวจากการพิจารณาคดี และศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาแล้ว กรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่กรณีที่อาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า การใช้รหัสคิวอาร์ (OR Code) ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 43 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ตุลาการเสียงข้างมาก จำนวน 8 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ นายสราวุธ ทรงศิวไล และพลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช
ตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 1 คน คือ นายนภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า การใช้รหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สามารถสืบย้อนกลับถึงตัวบุคคลที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธธรรมญูอันเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสาม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมันต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้งสามควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบบัตรเลือกตั้งที่สามามารถเชื่อมโยงข้อมลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการที่รัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้น 15 วัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย




