"อนุทิน" ชี้ ปราบปรามทุจริตคือภารกิจแห่งชาติ ลั่น "ถ้าทำสำเร็จ ดีใจยิ่งกว่าเป็นนายกฯ ยืนยันพร้อมแขวนนวม!" ระบุคอร์รัปชันบ่อนทำลายความเชื่อมั่นประเทศ มุ่งวางกลไก "ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบยันรัฐบาลยึดหลัก "ดูพฤติกรรม ไม่สนชื่อ" ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมดันผลักดันไทยเข้า OECD ยกระดับธรรมาภิบาลทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ห้องจูบิลลี่ ฮอล อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในงาน ZERO Corruption คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเพื่อนไม่ทน ถึงการแก้ปัญหาทุจริตในหลายประเด็น โดยกล่าวถึงความมุ่งมั่นส่วนตัวและของรัฐบาลในการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจากประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่สำคัญกว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า "ถ้าผมทำเรื่องนี้ได้ มันจะดีใจมากกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ ทำเรื่องนี้ได้สิเผลอเผลอแขวนนวม เพราะพอแล้ว คุ้มแล้ว ตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว ทำในสิ่งที่ตัวเองได้แล้วนะครับ"
นายอนุทินได้กล่าวถึงหลักการประการแรกในการต่อต้านคอร์รัปชันคือการ "ปิดโอกาสโกง" ซึ่งเริ่มต้นจากการจัดวางอำนาจใหม่ หากคนกลุ่มเดียวควบคุมได้ทั้งกติกา ข้อมูล ผลการตัดสิน และการตรวจสอบ ก็จะเปิดช่องให้เกิดการทุจริต รัฐบาลจึงต้องลดอำนาจที่ไม่จำเป็น แยกหน้าที่ให้เกิดการถ่วงดุล และทำให้การตัดสินใจของรัฐมีเหตุผลที่ตรวจสอบและรับผิดชอบได้ เช่นเดียวกับการออกใบอนุญาตต่าง ๆ หากประชาชนยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว ก็จะต้องทราบว่าตนจะได้รับคำตอบเมื่อใด ไม่ใช่ยื่นแล้วยื่นเล่า หรือให้คำตอบที่คลุมเครือ หากไม่อนุญาตก็ต้องบอกเหตุผลให้ทราบ เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องค้างคาจนประชาชนต้องเริ่มไปวิ่งเต้น เจอกับคนที่อ้างว่าจะช่วยพูดคุยกับผู้มีอำนาจ และนำไปสู่การจ่ายเงินเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
นายกรัฐมนตรีได้ชี้ว่า ต้นตอของปัญหาการทุจริตเหล่านี้จำนวนมากมาจากระบบของการบริการภาครัฐและการออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยเช่นกัน รัฐบาลต้องกำหนดคุณสมบัติให้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน ทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม การป้องกันการกำหนดสเปกที่เอื้อประโยชน์แก่บางรายจะต้องหมดไป ผู้ที่รู้เรื่องเหล่านี้และเข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
นายอนุทินย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้การกระทำเหล่านี้รอดพ้นสายตา และได้เชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจที่รู้สึกว่าถูกวางสเปก ถูกเรียกร้องผลประโยชน์ ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกดึงเรื่อง ให้ร้องเรียนมาที่ตนโดยตรง โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่าตนเองยอมใช้เวลาอ่านเรื่องการกลั่นแกล้งในการประมูลภาครัฐ เพราะเคยเป็นผู้ประสบเคราะห์กรรมจากการคอร์รัปชันในอดีตมาด้วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตนเองตั้งใจที่จะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเพื่อเคลียร์เรื่องเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าหากทำเรื่องนี้สำเร็จ จะดีใจยิ่งกว่าการได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก และอาจจะ "แขวนนวม" เพราะได้ตอบโจทย์ตัวเองแล้วด้วยการทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้
การสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานและบทบาทของประชาชน
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้กำลังใจและสนับสนุนแก่ผู้ปฏิบัติงานในการปราบปรามคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง าตนเองทำงานใกล้ชิดกับพวกเขาและยังไม่เคยเห็นใครวอกแวกหรือท้อถอย แม้จะมีการข่มขู่ก็ตาม
โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการปราบปรามการทุจริตในกรณีนี้ รวมถึงกรณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ล้วนต้องการกำลังใจและเครื่องมือในการทำงาน นายกรัฐมนตรีได้ชี้ให้เห็นว่าบางครั้งเจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจเผชิญกับการข่มขู่หรือการกดดัน ซึ่งอาจส่งผลให้ความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ลดลง หรืออาจมีการพิจารณาว่าการละเว้นการดำเนินการอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่รัฐบาลมีความเข้าใจในสถานการณ์นี้ และได้ยืนยันว่าทีมงานปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช.ที่ดำเนินการในคดีสอบท้องถิ่นนี้ ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริต โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ได้ทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ และไม่เคยพบว่ามีใครแสดงท่าทีอ่อนแอหรือท้อถอย แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย
นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์และมุ่งมั่น การสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ การขาดความมั่นใจอาจทำให้เจ้าหน้าที่เลือกที่จะไม่ดำเนินการในบางเรื่อง โดยมองว่าการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอาจดีกว่าการเผชิญกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีระบุว่าทีมปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาลได้แสดงความกล้าหาญและความมุ่งมั่น โดยไม่หวั่นเกรงต่อภัยคุกคามหรือการฟ้องร้องใด ๆ และมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความถูกต้อง นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนมุมมองที่ว่า "ให้มันรู้ไปว่าประเทศนี้อธรรมมันจะชนะธรรมะ" ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นในชัยชนะของความถูกต้องเหนือความไม่ชอบธรรม และยืนยันว่าบุคคลที่เกลียดการทุจริตในวงการราชการมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ต้องการทุจริต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความหวังและผลักดันการแก้ไขปัญหา
การสร้างความหวังให้คงอยู่และเป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยการป้องกัน การให้กำลังใจ และการเป็น "กำแพง" ให้กับผู้ปฏิบัติงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่หนักหน่วง รัฐบาลและประชาชนควรเป็นเสมือนกำแพงที่แข็งแกร่งให้พวกเขาได้พิงพัก ไม่มีกำแพงใดจะแข็งแกร่งเท่ากับพลังของประชาชนและผู้มีเกียรติในสังคม หากประชาชนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนั้นถูกต้องและเป็นประโยชน์ การสนับสนุนจากประชาชนจะส่งเสริมให้ข้าราชการกล้าดำเนินการอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง ทราบว่ามีประชาชนอยู่ข้างหลังคอยสนับสนุน พวกเขาจะมีความกล้าที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่โดยไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจหรืออิทธิพลใด ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างขวัญกำลังใจและแรงผลักดันให้การปราบปรามการทุจริตประสบความสำเร็จ
กลไกการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาวและการสร้างมาตรฐานสากล
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาว ซึ่งเป็นการวางรากฐานเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบเข้ารับราชการ หรือการทุจริตในกระบวนการภาครัฐอื่น ๆ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ความสุจริตเป็นกติกาที่ใช้ได้จริง และเปิดโอกาสให้คนทำถูกต้องได้ก้าวหน้าในประเทศ การดำเนินการนี้จะรวมถึงการทำให้คนที่คิดทุจริตไม่คิดชอบ ได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความยุติธรรมและธรรมาภิบาล
นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีความพร้อมที่จะยกระดับมาตรฐานการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันเรื่องนี้คือ ความพยายามของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูงในด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะส่งผลให้การทำงานของระบบราชการโดยรวมได้รับการยกระดับ มีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดประโยชน์ทับซ้อน ก่อให้เกิดความโปร่งใส และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นายกรัฐมนตรีระบุว่าหากประเทศไทยสามารถเข้าสู่สมาชิกภาพของ OECD ได้สำเร็จ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (จากเดิม 5 ปี) ก็จะกล่าวได้ว่าประเทศไทยได้ยกระดับธรรมาภิบาลทั้งระบบ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ (new normal) ที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต
นอกจากบทบาทของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนและภาคธุรกิจก็มีส่วนสำคัญในการต่อต้านการทุจริต นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ กกร. และผู้ประกอบการ ร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบที่ทำให้คนในประเทศปฏิเสธการให้สินบนทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างค่านิยมและนวัตกรรมของการประพฤติปฏิบัติที่โปร่งใสในภาคประชาชนด้วย นายอนุทินกล่าวว่าเชื่อมั่นว่าเครือข่ายของ กกร. สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน โดยได้มีการเชิญประธานทั้ง 3 ท่านของ กกร. เข้าเป็นคณะกรรมการร่วมกับรัฐบาลในหลายเรื่องสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และนำมาปรับใช้ในการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในประเทศ
ความเชื่อมั่นและอนาคตการลงทุนของประเทศไทย
ในการกล่าวสรุป นายอนุทินได้ย้ำถึงความเป็นนิติรัฐ ความสุจริต และการมีธรรมาภิบาลในประเทศ ซึ่งเป็น "เครดิต" และ "ทุนความเชื่อมั่น" ที่สำคัญของประเทศชาติ เมื่อกติกาของประเทศมีความน่าเชื่อถือ ภาคธุรกิจก็สามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน และประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่น เป็นเป้าหมายและจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำเร็จในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในการเดินทางเยือนต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีความพร้อมในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีชื่อเสียงของโลกทั้ง 3 แห่ง ได้ยกระดับมุมมอง (outlook) ของประเทศไทยจากเชิงลบ (negative outlook) เป็นเชิงบวก (positive outlook) ซึ่งเป็นทิศทางที่สร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติที่ต้องการทำธุรกิจและลงทุนในประเทศไทย การจัดอันดับเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน รัฐบาลจึงพยายามทุกวิถีทางในการสร้างความมั่นคง แข็งแกร่ง และธรรมาภิบาล รวมถึงความโปร่งใส เพื่อให้การเจริญเติบโตของประเทศไทยสามารถดำเนินไปได้ตามความคาดหวังของประชาชนทุกคน
นายอนุทินเชิญชวนให้ประชาชนติดตามและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการลดลงของการทุจริตในระบบราชการ ประสิทธิภาพของการตรวจสอบ และความสามารถในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา และปราศจากอิทธิพลหรือความกดดันใด ๆ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามีความมั่นใจว่าประชาชนจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นพันธกิจของรัฐบาลชุดนี้
นายอนุทินกล่าวปิดท้ายโดยระบุว่ารัฐบาลพร้อมรับฟัง พร้อมทำงาน และพร้อมให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุนกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ความสุจริตเป็นกติกาที่ใช้ได้จริง ทำให้คนที่ทำถูกต้องมีโอกาสก้าวหน้าในประเทศ ทำให้คนที่คิดทุจริตเงินภาษีของประชาชนได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากโทษทางกฎหมายแล้ว ผู้ที่ถูกข้อหาทุจริตคดโกงคอร์รัปชันและได้รับโทษ จะต้องเผชิญกับโทษทางสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อตระกูลและผู้เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย และทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมที่ให้เกียรติและขอความร่วมมือจากทุกคนในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้รัฐบาลได้รับความสำเร็จในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันไปด้วยกัน




