News Logo
หน้าแรก
'อนุทิน' แถลงปราบนอมินีที่ดิน-ทุนเทา ลั่นไม่มีอิทธิพลไหนใหญ่กว่ารัฐบาล

'อนุทิน' แถลงปราบนอมินีที่ดิน-ทุนเทา ลั่นไม่มีอิทธิพลไหนใหญ่กว่ารัฐบาล

19 ต.ค. 2569 12:37
ผู้ชม 13 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"อนุทิน" ลั่นกลางทำเนียบ! ไม่มีอิทธิพลใดใหญ่กว่ารัฐบาล ปราบนอมินีที่ดินปกป้องชาติ สั่งทุกหน่วยสาวลึกถึงผู้ควบคุม-เส้นทางการเงิน กวาดล้างทุนเทา หวังคืนความเป็นธรรม กรมที่ดินเผนพบ 1,550 นิติบุคคลเข้าข่ายบังคับจำหน่าย มูลค่าที่ดินพุ่งกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าปิดจ็อบกลุ่มเสี่ยงภายใน ธ.ค. ย้ำชัดรัฐบาลพร้อมหนุนหลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน สกัดคนอ้างอิทธิพล สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ.

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายที่ดินและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” อย่างเป็นทางการ

โดยนายอนุทิน ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของที่ดินในฐานะทรัพยากรพื้นฐานอันมีค่าของประเทศ ที่เป็นทั้งรากฐานของการอยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ดังนั้น การถือครองและการใช้ประโยชน์จากที่ดินจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย มีความยุติธรรม และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยวิธีการอันเป็นเทาหรือผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทน (นอมินี) เพื่อถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรของประเทศเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการบั่นทอนความมั่นคงและกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐอีกด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามกลุ่มทุนเทา ธุรกิจที่ผิดกฎหมาย รวมถึงเครือข่ายนอมินีในทุกมิติ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความชื่นชมและเชื่อมั่นต่อหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันบูรณาการการทำงานอย่างแข็งขัน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมการปกครอง, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอีกหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการผนึกกำลังกันในครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนชาวไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายเหล่านี้

ขยายผลสอบสาวลึกถึงผู้ควบคุมและเส้นทางการเงิน

นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการตรวจสอบว่า จะไม่หยุดอยู่แค่เพียงชื่อของผู้ถือครองที่ปรากฏอยู่บนหลังโฉนด หรือรายชื่อผู้ถือหุ้นในใบหุ้นตามเอกสารเท่านั้น แต่คณะทำงานจะต้องดำเนินการสาวลึกไปให้ถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการถือครอง ผู้ควบคุม และผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินเหล่านั้น พร้อมทั้งจะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถขยายผลการดำเนินคดีไปถึงเครือข่ายทั้งหมดของผู้กระทำความผิดได้อย่างตรงจุด ครบถ้วน และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเปิดกว้างและยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาด้วยความสุจริต โปร่งใส เคารพกฎหมายไทย และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงการถือครองหรือการใช้สิทธิในที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ การดำเนินการในครั้งนี้จึงต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสองประการคือ "จริงจังกับผู้กระทำผิด" เพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบและไม่เป็นเยี่ยงอย่าง และ "เป็นธรรมกับผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง" ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพื่อรักษาบรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใสและเป็นธรรม

นายอนุทินยังได้อ้างอิงถึงรายงานผลการปฏิบัติการ Land Action ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดิน โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งได้มีการตรวจพบกรณีที่มีเหตุต้องดำเนินการตามกฎหมายต่าง ๆ นั้น ความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนคดีที่ถูกตรวจพบเท่านั้น แต่จะวัดจากการที่แต่ละกรณีสามารถนำไปสู่ข้อยุติทางกฎหมาย และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ภารกิจอันท้าทายนี้ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้ารับบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา

หน่วยงานที่เข้ามาร่วมบูรณาการข้อมูลและปฏิบัติการครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสรรพากร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมการปกครอง, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายที่อาจไม่ได้กล่าวถึงทั้งหมดในที่นี้ ซึ่งทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ ทั้งข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุน ข้อมูลการถือครองที่ดิน การใช้ประโยชน์ในที่ดิน ไปจนถึงประวัติการเข้าออกประเทศ และเส้นทางการเงินของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

การบูรณาการข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องนอมินีที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีการสอบสวนทุจริตในระดับท้องถิ่นที่ต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะเดียวกัน กรมที่ดินเองก็จะต้องดำเนินการในด้านการถือครองและการบังคับจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนทุกกรณี

เปิดเผยผลการดำเนินงานเบื้องต้นจากกรมที่ดินและมาตรการป้องกัน

นายสมชาย ลีล้าน้อย อธิบดีกรมที่ดิน ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและการขับเคลื่อนภารกิจต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า กรมที่ดินได้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด ในการขับเคลื่อนปฏิบัติการ Land Action โดยได้สั่งการให้สำนักงานที่ดินทุกแห่งทั่วประเทศ รวม 462 แห่ง ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินในพื้นที่ พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลการถือครองที่ดินร่วมกับโครงสร้างของผู้ถือหุ้นและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และนำเสนอคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง โดยยกระดับการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ครอบคลุมนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงถึง 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่มีสัดส่วนหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กลุ่มที่มีการเปลี่ยนหุ้นหลายทอด กลุ่มที่ถือหุ้นทางอ้อมเกินเกณฑ์ และกลุ่มที่คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมหรือเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

อธิบดีกรมที่ดินยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันก่อนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด กล่าวคือในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา หากมีการซื้อที่ดินด้วยเงินสดเกิน 2 ล้านบาท หรือที่ดินมีราคาประเมินเกิน 5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ อาชีพ และฐานะทางการเงินของผู้ซื้ออย่างละเอียดถี่ถ้วน หากผู้ซื้อเป็นคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว เจ้าหน้าที่ยังต้องให้ผู้ซื้อให้ถ้อยคำรับรองว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัว ไม่ใช่ทรัพย์สินของคู่สมรสต่างด้าว เพื่อป้องกันการใช้วิธีหลีกเลี่ยงกฎหมาย ในส่วนของนิติบุคคล หากมีการซื้อที่ดินด้วยเงินสดเกิน 2 ล้านบาท หรือราคาประเมินที่ดินเกิน 5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยไม่ได้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยจะตรวจสอบจากรายได้ อาชีพ และแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งสามารถเรียกเอกสารและดำเนินการตรวจสอบได้ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 74 มาตรการเหล่านี้ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญในการสกัดกั้นการถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างมีประสิทธิภาพ

จากการตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 157,659 ราย กรมที่ดินได้พบกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้น 14,151 ราย เพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเสี่ยงรวดเร็ว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลพีร์ สุวรรณฉวี) ได้กำชับให้ประสานข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อลดภาระการตรวจสอบ เนื่องจากนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีนิติบุคคลที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับยกเว้นการตรวจสอบ 1,063 ราย ทำให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบลดลงเหลือ 13,088 ราย ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัดสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

กลุ่มเป้าหมายที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรกคือนิติบุคคลที่ถือหุ้นโดยคนต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเดิมมีจำนวน 2,197 ราย หลังจากการคัดแยกนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวน 647 รายออกไปแล้ว คงเหลือ 1,550 ราย ที่เข้าข่ายต้องดำเนินการตามกฎหมายในการบังคับจำหน่ายที่ดิน กลุ่มที่สองคือนิติบุคคลที่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ซึ่งเดิมมีจำนวน 11,095 ราย หลังจากการคัดแยกนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 416 รายออกไปแล้ว คงเหลือ 11,538 รายที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

นายสมชายยังเปิดเผยผลการดำเนินงานว่าจากการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัด พบว่ามีนิติบุคคลที่มีการถือครองที่ดินโดยมิชอบหรือโดยนอมินี จำนวน 1,397 ราย ซึ่งถือครองที่ดินรวมทั้งสิ้น 2,360 แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวม 5,467 ไร่ และมีมูลค่ารวม ณ ปัจจุบันสูงถึง 14,010 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เข้าข่ายที่ต้องดำเนินการบังคับตามกฎหมาย ผลการตรวจสอบนี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่จังหวัดทุกจังหวัดจะต้องนำไปเร่งดำเนินการตามกฎหมายให้ครบถ้วนทุกรายต่อไป การปฏิบัติการในวันนี้จึงเป็นการยกระดับและขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งดำเนินการบังคับจำหน่ายที่ดินในกรณีที่ตรวจสอบพบการถือครองโดยมิชอบ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและขั้นตอนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยย้ำว่า หากการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีการเสียภาษีให้กับรัฐ ที่ดินนั้นก็จะได้รับการปกป้องจากภาครัฐอย่างเต็มที่

รัฐบาลชูนโยบาย 3 ประการเด็ดขาด สางปัญหานอมินีที่ดิน

กลับมาที่นายอนุทินได้กล่าวมอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันไว้ 3 ประการหลัก เพื่อให้การขับเคลื่อนปฏิบัติการ "ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายที่ดินและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ" ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่าเป็นความร่วมมือที่ต้องบรรลุผลสำเร็จ ไม่ใช่เพียงข้อสั่งการที่ต้องปฏิบัติตาม

ประการแรก คือ การเร่งรัดตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี โดยกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจนและรวดเร็ว หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่นๆ จะต้องส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำหนดกรอบเวลาให้การตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดนี้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากการขยายผลการตรวจสอบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิต่างๆ ของผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือการเนรเทศบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ให้ออกจากประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้มีการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้ว และนอกจากนี้ยังรวมถึงการพิจารณาเพิกถอนสัญชาติสำหรับบุคคลต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เคารพคนไทย ไม่เคารพกฎหมายไทย และยังดำเนินการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการเอารัดเอาเปรียบในการชำระค่าธรรมเนียมหรือภาษีให้กับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่และมีผลงานที่เป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

ประการที่สอง คือ การดำเนินการบังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลให้เกิดผลจริง ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการถือครองที่ดินโดยมิชอบ เมื่อดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการบังคับจำหน่ายที่ดินแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบการรับโอนและผู้จัดการที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการเปลี่ยนนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง อันจะทำให้ปัญหาวนเวียนอยู่เช่นเดิม และไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

ประการที่สาม คือ การปิดช่องว่างและโอกาสไม่ให้เกิดนอมินีรายใหม่ พร้อมทั้งสร้างระบบป้องกันในระยะยาว ทุกหน่วยงานจะต้องนำข้อค้นพบและบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติการครั้งนี้มาปรับปรุงพัฒนาระบบเฝ้าระวังทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว นอกจากนี้ จะต้องมีการสื่อสารหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับทราบและเข้าใจอย่างทั่วถึง เปิดช่องทางการรับเบาะแสที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเผยแพร่ผลของการดำเนินงานในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและข้อมูลที่ไม่กระทบต่อรูปคดี

ย้ำหลัก "ปิดชื่อถือพฤติกรรม" ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีกรมที่ดิน ได้นำแนวทางการดำเนินงานที่ได้กล่าวมานี้ไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่โดยทันที โดยย้ำว่ารัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมายของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำหลักการ "ปิดชื่อถือพฤติกรรม" ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลยึดถือและมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน โดยกล่าวถึงปัญหาที่ว่า ผู้กระทำความผิดในเรื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลหรือเป็นบุคคลที่ "มีหน้ามีตา" ในสังคม ไม่ใช่คนทั่วไป และมักจะใช้ฐานะหรืออิทธิพลของตนมาข่มขู่เจ้าหน้าที่

แต่นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "ไม่มีอิทธิพลใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าอิทธิพลของรัฐบาล อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทย ซึ่งเราทำภายใต้กฎหมายแล้วก็ไม่ต้องไปเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม"

นายอนุทินยังกล่าวติดตลกถึง "โรคความจำเสื่อม" ของคนที่ชอบอ้างว่า "รู้ไหมผมเป็นใคร" ว่า การเปิดเผยชื่อและพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยรักษาอาการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกล่าวเสริมว่า "ไม่รู้หรอกครับ รู้อย่างเดียวว่าถ้าคุณทำผิดกฎหมาย ผมก็ดำเนินการหมดเปิดชื่อมาเป็นใครก็คนนั้นแหละครับ" ซึ่งรัฐบาลโดยตัวนายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารและผู้บัญชาการหน่วยงานต่างๆ ได้ตอบสนองต่อนโยบายนี้เป็นอย่างดี และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนอมินีที่ดิน แต่ยังรวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่สร้างความวิตกกังวลและความเสื่อมเสียให้กับระบบราชการไทยและประชาชน เช่น ยาเสพติด บ่อนการพนัน สถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการทุจริตในด้านต่างๆ

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนอย่างสุดซึ้งที่ร่วมมือกันทำงานเป็นทีมอย่างเต็มที่ และแม้ว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องรับรู้และลงไปในรายละเอียดของปัญหาต่างๆ มากมาย แต่ด้วยการควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้ตนมีความจำเป็นต้อง "ลงมาขี่ม้าเลียบศึก" ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อคลายความวิตกกังวลให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้มากที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกท่านก็ได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอดและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด

นายอนุทินยังได้ให้คำมั่นสัญญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยความสุจริตว่า รัฐบาลพร้อมที่จะหนุนหลังและปกป้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ "ผมให้คำยืนยันครับว่าท่านจะมีความปลอดภัยจากการกระทำทุกสิ่ง และตรงกันข้าม ถ้าใครมาทำให้ท่านมีความเดือดร้อน คนนั้นจะเดือดร้อนแทน" เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานด้วยความมุ่งมั่น เน้นความสำเร็จของภารกิจเป็นสำคัญ โดยไม่มีความกังวลใจใดๆ โดยชี้ว่า หากการบังคับขายที่ดินครั้งนี้สำเร็จ ก็จะมีเม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทหมุนเวียนกลับคืนสู่ประเทศ ตามที่อธิบดีกรมที่ดินได้รายงานไว้ ซึ่งจะนำมาซึ่งความชัดเจนและความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนไทย

สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายที่ดินและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” ในครั้งนี้ ปรากฎรายชื่อผู้เข้าร่วมนอกเหนือจากนายกรัฐมนตรีได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมชาย ลีหล้าน้อย อธิบดีกรมที่ดิน นายนฤชา ศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี และผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เข้าร่วมรับฟังผ่าน Video Conference

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อนุทิน ชาญวีรกุล

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.เงาแถลงถล่ม รบ.จัดการน้ำท่วมเหลว-'ณัฐพงษ์' ขอ 5 วัน ซักฟอก 18 รมต.
ครม.เงาแถลงถล่ม รบ.จัดการน้ำท่วมเหลว-'ณัฐพงษ์' ขอ 5 วัน ซักฟอก 18 รมต.