'เท้ง' ยันพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ชี้รัฐบาลยื้อไป ธ.ค. สะท้อนนายกฯ ไม่พร้อมถูกตรวจสอบ ย้ำยอมถอยเหลือ 4 วันแต่ถูกเตะถ่วง ซัด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ใช้นิติสงครามสกัดการตรวจสอบ ส่วนกรณี ‘รักชนก’ ชี้ต้นตอเกิดจากสังคมหมดศรัทธารัฐบาล
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการตกลงเรื่องกรอบระยะเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระบุว่า กรณีมีกระแสข่าวว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมนั้น ขอยืนยันว่าฝ่ายค้านไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเพื่อประวิงเวลา และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
ผู้นำฝ่ายค้าน ชี้แจงว่า เดิมทีเสนอเวลา 5 วัน 60 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมกับจำนวนผู้อภิปราย แต่เมื่อได้หารือและเข้าใจว่าตารางงานของรัฐบาลค่อนข้างแน่น ฝ่ายค้านจึงยินดีปรับลดเวลาเหลือ 4 วัน รวมทั้งคาบเกี่ยวกับช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ก็พร้อมปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะอ้างว่าตลอดเดือนพฤศจิกายนมีภารกิจแน่น ไม่สะดวกเข้าร่วมประชุม แต่เมื่อพิจารณาจากตารางงานแล้ว มองว่าไม่ใช่เหตุผลที่รับฟังได้ และสะท้อนให้เห็นว่าตัวนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้ที่ไม่พร้อมที่สุดในการเข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
เมื่อถูกถามว่า หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป ฝ่ายค้านจะยินยอมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ยิ่งยืดเวลาออกไปสังคมยิ่งเสียประโยชน์ ซึ่งฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ทันทีแม้จะกำหนดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าก็ตาม พร้อมชี้ว่า ตนเองไม่ทราบว่าจะส่งข้อเรียกร้องอย่างไรแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมานายกฯ ไม่เคยเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสภา แต่หากนายกฯ พร้อม ไม่หลีกเลี่ยงการมาสภา ฝ่ายค้านก็พร้อมทำหน้าที่ซักฟอกทันที ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะเดิมทีตั้งใจให้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์นี้ด้วยซ้ำ
นายณัฐพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วม (วิป) ฝ่ายรัฐบาลระบุว่ากรอบเวลา 5 วันเป็นไปไม่ได้ และขอปรับลดเหลือ 4 วัน ซึ่งฝ่ายค้านไม่ได้ขัดข้อง เพียงแต่ต้องกลับไปปรับกระบวนการภายในเพื่อจัดรูปแบบการอภิปรายใหม่ แต่เมื่อฝ่ายค้านยอมรับข้อเสนอ 4 วัน นายกฯ กลับแจ้งว่าสะดวกเข้าร่วมประชุมอีกครั้งในเดือนธันวาคม ตนจึงมองว่าสิ่งนี้ดังอาจเป็นความพยายามเตะถ่วงเพื่อหนีศึกซักฟอกมากกว่า
เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยยื่นตรวจสอบจริยธรรม น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากกรณีการแชร์ภาพสลิปการโอนเงินปลอมที่กล่าวหานายอนุทินรับเงิน 7 ล้านบาทนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า หากตอบในภาพรวม การแชร์โพสต์ใดๆ โดยเฉพาะนักการเมือง จำเป็นต้องมีความรอบคอบและคัดกรองข้อมูลในระดับหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ส่งผลให้ทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือการนำประเด็นดังกล่าวมาขยายผล ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบว่าการแชร์ข่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่
นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจรัฐพยายามใช้กระบวนการนิติสงครามเพื่อทำลายผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ ตลอดจนทำลายฝ่ายค้านและอำนาจที่มาจากประชาชน ดังเช่นกรณีการแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุน ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าอาจมีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยมีความพยายามลดความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และลดบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้เครือข่าย สสส. จะเห็นได้ว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน มีการใช้ทั้งกระบวนการนิติสงครามและการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเตะสกัดขบวนการภาคประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นภาพใหญ่และเป็นหัวใจสำคัญที่ฝ่ายค้านวางเป็นธีมการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ระบอบสีน้ำเงินคือศัตรูและอาชญากรรมในระบอบประชาธิปไตย




