News Logo
หน้าแรก
ตัดอำนาจประธาน กมธ.แก้ทำงานซ้ำซ้อนหรือลดทอนการตรวจสอบของฝ่ายค้าน?

ตัดอำนาจประธาน กมธ.แก้ทำงานซ้ำซ้อนหรือลดทอนการตรวจสอบของฝ่ายค้าน?

3 พ.ย. 2569 17:46
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ประธานสภาฯ ออกหนังสือเวียนคุมเข้ม 4 แนวทางปฏิบัติ กมธ. ห้ามประธานออกหนังสือเรียก-บรรจุวาระเองโดยไม่มีมติที่ประชุม พร้อมสั่งเบรกเรื่องซ้ำซ้อน ชนวนเหตุจากศึกพิจารณา TH-AI Passport และกรณีเชิญ สส.ภูมิใจไทย เข้าให้ข้อมูล ปมสแกมเมอร์ ด้านฝ่ายค้านหวั่นลดทอนประสิทธิภาพการตรวจสอบ

หลังจาก ‘นายโสภณ ซารัมย์’ ประธานรัฐสภา เห็นชอบแนวทางการทำงานใหม่ของคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้ กมธ. ที่พิจารณาเรื่องคล้ายคลึงกันตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไปต้องประชุมร่วมกัน หากหาข้อสรุปไม่ได้ให้แจ้งประธานสภาฯ พร้อมทั้งปรับหลักเกณฑ์การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร โดยประธาน กมธ. ไม่สามารถออกคำสั่งได้ตามลำพังอีกต่อไป แต่ต้องได้รับมติจากที่ประชุม กมธ. เท่านั้น ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้าง โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่มองว่า เป็นการลดทอนบทบาทและประสิทธิภาพในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) คือ คณะบุคคลที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแต่งตั้งขึ้นจากสมาชิกสภาและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อศึกษา ตรวจสอบ หรือสอบสวนเรื่องต่างๆ ก่อนทำรายงานเสนอต่อสภา ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นกรองงานของรัฐสภา โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 35 คณะ อาทิ ด้านการทหาร การต่างประเทศ การติดตามงบประมาณ การตำรวจ และ ป.ป.ช.

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งประธาน กมธ. ในสมัยรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล แบ่งตามสัดส่วนพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย 14 คณะ พรรคประชาชน 9 คณะ พรรคเพื่อไทย 5 คณะ พรรคกล้าธรรม 4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ และพรรคไทรวมพลัง 1 คณะ

การปรับเปลี่ยนเกณฑ์การทำงานของ กมธ. ในครั้งนี้ ถูกมองว่ามีชนวนเหตุมาจากกรณีที่ กมธ.การกฎหมายฯ ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้จัดประชุมร่วมกับ กมธ.การติดตามงบประมาณฯ ที่มี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน เพื่อติดตามตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) สังกัดกระทรวงดีอี เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การทักท้วงจาก นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ที่ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดประชุมร่วมระหว่าง กมธ. ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน พร้อมชี้ว่าเรื่องดังกล่าวนอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กมธ.การกฎหมายฯ 

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงเมื่อ นายรังสิมันต์ โรม ออกหนังสือเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ภูมิใจไทย และสามี เข้าชี้แจงปมถูกสงสัยพัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ แม้ น.ส.สุชาดา จะไม่ได้มาตามนัด แต่นายศุภชัยได้เปิดแถลงข่าวคัดค้านการทำงานของประธาน กมธ. โดยระบุว่า นายรังสิมันต์ใช้อำนาจขัดข้อบังคับสภาฯ ทั้งการบรรจุวาระเองโดยไม่มีมติที่ประชุม การเปลี่ยนวันเวลาประชุมตามใจชอบจนกระทบกรรมาธิการคนอื่น ทั้งยังพยายามกวาดทุกเรื่องเพียงเพราะตีความคำว่ากฎหมายครอบจักรวาล จนทำให้บางประเด็นซ้ำซ้อนกันถึง 3 กมธ. สร้างภาระซ้ำซากแก่ข้าราชการ 

กรณีดังกล่าวนำไปสู่การยื่นหนังสือของนายศุภชัยถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้วินิจฉัยแนวทางการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประชุมประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อหารือทางออกและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ นอกจากนี้ นายศุภชัยยังได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายรังสิมันต์ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ อีกด้วย 

ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติและออกหนังสือเวียนแจ้งแนวทางการทำงานใหม่ของคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) รวม 4 ด้านสำคัญ เพื่อวางบรรทัดฐานและแก้ไขปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน ได้แก่ 1.ด้านการตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจ กมธ. ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90 อย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ โดยห้ามตีความขยายขอบเขตอำนาจจนก้าวล่วงหรือซ้ำซ้อนกับ กมธ. คณะอื่น หากมีเรื่องเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รายงานต่อประธานสภาฯ เพื่อสั่งการให้ชะลอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และนัดประชุมร่วมระหว่างประธานสภาฯ (หรือรองประธานสภาฯ ที่ได้รับมอบหมาย) กับประธาน กมธ. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือหาข้อตกลงในการทำงานร่วมกันต่อไป

สำหรับการนัดประชุม กำหนดให้ยึดวันและเวลาตามมติที่ประชุม กมธ. ในนัดแรกเป็นหลัก ส่วนการใช้อำนาจ "นัดประชุมเป็นพิเศษ" ของประธาน กมธ. จะทำได้เฉพาะกรณีเรื่องพิจารณาเร่งด่วนเท่านั้น และห้ามนัดพิเศษต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ รวมถึงการลงนัดประจำสัปดาห์หลังงดประชุมไประยะหนึ่ง ประธาน กมธ. ควรหารือกับกรรมาธิการผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อตรวจสอบความพร้อมขององค์ประชุมก่อนเสมอ ด้านการบรรจุระเบียบวาระการประชุม ต้องเป็นไปตามมติของที่ประชุม กมธ. โดยประธาน กมธ. ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงวาระเอง และไม่มีอำนาจบรรจุเรื่องพิจารณาเพื่อเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาชี้แจงโดยปราศจากมติที่ประชุม ประธาน กมธ. มีอำนาจบรรจุได้เพียงวาระเรื่องแจ้งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อให้ที่ประชุม กมธ. ร่วมกันลงมติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อเท่านั้น

ส่วนการเรียกบุคคลหรือเอกสาร การเชิญหรือขอความร่วมมือบุคคลให้ส่งเอกสารหรือแถลงข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอำนาจของ ‘คณะกรรมาธิการ’ ประธาน กมธ. จึงไม่สามารถใช้อำนาจออกหนังสือเรียกได้โดยลำพัง แต่ต้องผ่านมติของที่ประชุม กมธ. เท่านั้น ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้ความร่วมมือและต้องการให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568

อย่างไรก็ดี จากแนวทางปฏิบัติใหม่ของ กมธ. ดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง โดยฝ่ายค้านมองว่าเป็นการลดบทบาทการตรวจสอบของสภาฯ ขณะที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจกระทบต่อการติดตามตรวจสอบกรณีข้อสงสัยเรื่องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เคยมีการอภิปรายในสภาฯ ก่อนหน้านี้

1

1

2

2

3

3

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘วิโรจน์’ ขึ้นเบิกความปากแรกคดีอดีต 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ยันเจตนาสุจริต
‘วิโรจน์’ ขึ้นเบิกความปากแรกคดีอดีต 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ยันเจตนาสุจริต