“โรม” เปิดศึกโต้ “โสภณ” ประธานสภาฯ เหตุออกแนวปฏิบัติมิชอบ ชี้ชัด “ระบอบน้ำเงิน” สกัดกั้นการตรวจสอบ ยัน กมธ. ไม่ใช่ลูกน้อง เตือนอย่าดึงข้าราชการเป็นโล่ เพราะระบอบสีน้ำเงินจะถีบทิ้งกลางทะเล จี้ประธานสภาฯ ต้องให้ความร่วมมือเป็นแบบอย่าง
สำนักข่าว Next News เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้ให้สัมภาษณ์กับถึงข้อวิจารณ์เรื่องความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดให้ทุกการดำเนินงานของกรรมาธิการต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของกลไกสภาฯ ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านอย่างชัดเจน
โดยนายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนรู้สึกไม่ชอบและไม่ถูกใจกับแนวทางปฏิบัติดังกล่าวอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เมื่อมีการเชิญบุคคลต่างๆ มาให้ข้อมูล ก็มีการเรียกร้องให้ต้องมีมติของที่ประชุมก่อน และเมื่อคณะกรรมาธิการฯ มีมติในการเชิญนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจง กลับถูกกล่าวหาว่า "ทำไม่ได้" และว่าเป็นเรื่อง "เหิมเกริมบังอาจ" ซึ่งตนมองว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อบังคับใดๆ เลย แต่กลับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ระบอบน้ำเงิน" ไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ หากเมื่อใดก็ตามที่มีการตรวจสอบ ก็จะเกิดความไม่พอใจและพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเข้ามาขัดขวาง
ยืนยันอำนาจกรรมาธิการฯ
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า ทุกการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปโดยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด อำนาจของฝ่ายค้าน และโดยเฉพาะอำนาจของคณะกรรมาธิการฯ ในการเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลนั้น ไม่ได้มีมากมายอยู่แล้ว กระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ก็มีความซับซ้อน แต่ภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้ที่คณะกรรมาธิการฯ พยายามทำงานอย่างแข็งขัน ก็ยังมีความพยายามที่จะบอกว่าคณะกรรมาธิการฯ ไม่มีอำนาจ หรือกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ ถูกต้องทุกประการ
นายรังสิมันต์ยังเปิดเผยถึงการลงมติของคณะกรรมาธิการฯ ในการประชุมเมื่อวานนี้ (4 พฤศจิกายน) ว่า สส. ที่ทำหน้าที่ในกรรมาธิการฯ ทั้งหมด 8 ท่าน ได้เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับแนวปฏิบัติที่ประธานสภาฯ เสนอมา นอกจากนี้ยังได้ลงมติเชิญ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความว่า แนวปฏิบัติเช่นนี้มีที่มาอย่างไร เพราะได้รับการแจ้งจากฝ่ายเลขาธิการสภาฯ ว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวไม่เป็นกฎหมาย ไม่เป็นระเบียบ และไม่มีผลบังคับใช้ใดๆ แต่กลับถูกนำมาออกในลักษณะที่กระทบกระเทือนหรือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงจำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริง จะปล่อยให้มีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ชี้แจงกรณี "ณัฏฐ์ชนน" และความโปร่งใสในการลงมติ
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ระบุว่า ที่ลงมติไปเมื่อวานนั้น (4 พฤศจิกายน) เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเพราะอะไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคงตอบแทนนายณัฏฐ์ชนนเรื่องนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนทำได้คือการชี้แจงกระบวนการ ที่ประชุมกรรมาธิการฯ มีทั้งหมด 8 คน วิธีการลงมติของคณะกรรมาธิการฯ คือให้ทุกคนยกมือ และให้ฝ่ายเลขานุการทวน โดยถามชัดเจนว่าใครเห็นชอบ ใครไม่เห็นชอบ ใครงดออกเสียง ดังนั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด เราจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง และมีการทวนโดยฝ่ายเลขาด้วยซ้ำไป ตนจึงคิดว่าในเรื่องนี้คงไม่มีประเด็นข้อโต้แย้งว่าเป็นการลงมติไม่ชอบด้วยกฎหมายแน่นอน และอย่างไรก็ตาม ตนต้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า แม้ว่านายณัฏฐ์ชนนจะไม่อยู่ในห้องนั้น หรือถอนตัวออกไป หรือไม่มีส่วนร่วมในการลงมติก็ตาม องค์ประชุมของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในปัจจุบันคือ 7 คน จากทั้งคณะ 14 คน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงไม่มีประเด็นในเรื่องของการลงมติไม่ชอบแน่ๆ เพราะอย่างไรองค์ประชุมก็ครบ
จี้ประธานสภาฯ มาตามคำเชิญเพราะต้องเป็นแบบอย่าง
"ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เราปล่อยเรื่องนี้ไว้โดยไม่ทำอะไรไม่ได้เด็ดขาด" นายรังสิมันต์กล่าว และกล่าวว่าคาดหวังว่าในสัปดาห์หน้า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำพฤติกรรมให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีกับสมาชิกท่านอื่น และเป็นเยี่ยงอย่างต่อบุคคลภายนอกว่า ประมุขของสภาฯ ก็ยังให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการฯ และมาชี้แจงตอบข้อสงสัยให้ชัดเจน เพราะหากขนาดประมุขของสภาฯ ยังไม่มาร่วมมือกับกรรมาธิการฯ บุคคลภายนอกที่ถูกเชิญก็จะอ้างว่า หากประธานโสภณยังไม่มา ตนเองจะมาทำไม ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานของกรรมาธิการฯ เป็นไปไม่ได้
นายรังสิมันต์ย้ำว่า "เราไม่ควรจะอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น" และคาดหวังว่าประธานโสภณจะให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเชิงข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้มาจากใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร อย่าให้ใครกล่าวหาได้ว่าไปยืนแอบอยู่หลังข้าราชการ แล้วดันหลังข้าราชการให้มาปะทะกับฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
โต้กลับข้อกล่าวหา "ไม่เคารพกฎหมาย"
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวหาว่าการไม่ยอมรับแนวทางของประธานสภาฯ เป็นการไม่เคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นายรังสิมันต์ตอบโต้ว่า ข้อเท็จจริงไม่ใช่ตนคนเดียวที่ดำเนินการ แต่เป็นการตัดสินใจของที่ประชุมกรรมาธิการฯ ทั้งหมด ซึ่งองค์ประชุมมีไม่น้อยกว่า 7 คน จึงไม่สามารถกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบได้ และตั้งคำถามกลับไปว่า "ใครกันแน่ที่เหิมเกริม?" การกล่าวร้ายว่าทุกคนในที่ประชุมไม่เคารพและไม่ยอมรับนั้น ตนถามว่าใครกันแน่ที่เหิมเกริม คุณไปอ้างที่ประชุม 35 คณะ ทั้งที่ที่ประชุมดังกล่าวไม่ได้มีมติใดๆ เลย เสียงส่วนมากกลับไม่เห็นด้วยกับการจำกัดอำนาจของกรรมาธิการฯ การอ้างว่าการประชุมครั้งนั้นนำมาสู่แนวปฏิบัติ จึงเป็นการอ้างเท็จ ไม่ต่างอะไรกับการส่งเอกสารเท็จมาให้กรรมาธิการฯ และเอกสารเท็จดังกล่าวยังขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับอีกด้วย
นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า ประธานกรรมาธิการฯ หรือกรรมาธิการฯ ไม่ใช่ลูกน้องของประธานสภาฯ บทบาทของประธานสภาฯ ไม่ได้นั่งในฐานะเจ้ากระทรวงที่กรรมาธิการฯ เป็นอธิบดีในกรมกองต่างๆ บทบาทของกรรมาธิการฯ มีขอบเขตในการทำหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย อะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็สามารถพิจารณาได้ และสิ่งใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ ก็สามารถพิจารณาได้เช่นกัน แต่ประธานสภาฯ จะไม่มีอำนาจในการสั่งย้ายหรือควบคุมสั่งการ หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ท่านก็ทำไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ได้เป็นแบบ Top-down แต่เป็นความสัมพันธ์ที่กฎหมายกำหนดเส้นแบ่งเขตอำนาจไว้อย่างชัดเจน
เตือน "ระบอบน้ำเงิน" อย่าใช้ข้าราชการเป็นโล่
ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ยังตำหนิความพยายามของบางฝ่ายที่โยนความผิดให้ข้าราชการประจำ โดยระบุว่า นี่คือการยืนอยู่ด้านหลังข้าราชการและโยนความผิดให้กับเลขาธิการฯ และข้าราชการประจำ หากเกิดปัญหาข้อกฎหมาย หรือความเดือดร้อนขึ้น "คนในระบอบสีน้ำเงิน" ก็พร้อมจะถีบหัวส่งข้าราชการเหล่านั้นทันที ไม่มีการปกป้องแน่นอน ตนยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ "ระบอบสีน้ำเงิน" บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน แต่หากระบอบสีน้ำเงินไม่พอใจและพยายามสู้กลับ โดยใช้อำนาจที่มีมากกว่ามาเล่นงาน คณะกรรมาธิการฯ ก็ขอเตือนว่า "ได้โปรดอย่าเอาข้าราชการมาอยู่ท่ามกลางตรงนี้เลย อย่าเอาข้าราชการมาเป็นหนังหน้าไฟและมาเป็นหุ่นเชิดเพื่อต่อสู้กับพวกเรา" การทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรม เป็นการบีบข้าราชการประจำ และแสดงให้เห็นว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" จริงๆ แล้วเหนียมอายและไม่กล้าเผชิญความจริง จึงต้องไปยืนอยู่ข้างหลังข้าราชการ
"ใครก็ตามจงตระหนักว่า วันนี้ระบอบสีน้ำเงินซึ่งเปรียบเสมือนโจรสีน้ำเงิน หากใครก็ตามที่ไปช่วยเขา โดยเฉพาะไปช่วยในเรื่องที่มันผิดๆ มันไม่ต่างอะไรกับการพายเรือให้โจรนั่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหยุดพาย เมื่อไหร่ก็ตามคุณเริ่มสงสัยในตัวเอง หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้รับความเดือดร้อน ไอ้โจรตนนี้มันก็จะถีบหัวคุณตกกลางทะเล จึงขอให้เป็นตัวอย่างไปว่า หากข้าราชการไปพลั้งเผลอทำในสิ่งที่ละเมิดกฎหมาย ก็จะซวยแน่นอน เพราะพวกเขาจะเอาข้าราชการเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่าง" นายรังสิมันต์กล่าว
ค้านแก้ข้อบังคับสภาฯ ชี้ทำลายระบบและจำกัดอำนาจ
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวแสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์หน้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรวบอำนาจกรรมาธิการฯ โดยเสียงข้างมาก ว่า "มันแน่นอน" การกระทำนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าแนวทางปฏิบัติที่ออกมานั้นใช้ไม่ได้ จึงต้องไปแก้ข้อบังคับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวผิดกฎหมายแน่นอน
"ขอตั้งคำถามว่า คุณจะเผาบ้านไล่หนู ล้มทั้งกระดานเพียงเพื่อที่จะเล่นงานรังสิมันต์ โรม อย่างนี้เหรอ" การอยู่กันด้วยวิธีนี้เพียงเพราะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ "ระบอบน้ำเงิน" ผมคิดว่าเป็นการทำลายระบบสภาฯ และขอให้ตระหนักว่า การทำเช่นนั้นจะเป็นการจำกัดอำนาจสภาฯ และทำให้กรรมาธิการฯ ที่เป็น "เสือกระดาษ" อยู่แล้ว แทบไม่ต้องเป็นอันทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน หรือประโยชน์จะตกอยู่กับพวกพ้องและผู้มีพระคุณกันแน่" นายรังสิมันต์กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเข้าประชุม




