News Logo
หน้าแรก
‘พริษฐ์’ ซัด ‘โสภณ’ ไม่เป็นกลาง สกัดการสอบรบ. - ดองเรื่องศักดิ์สยาม

‘พริษฐ์’ ซัด ‘โสภณ’ ไม่เป็นกลาง สกัดการสอบรบ. - ดองเรื่องศักดิ์สยาม

8 พ.ย. 2569 13:53
ผู้ชม 25 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'พริษฐ์' โต้จดหมายเปิดผนึกประธานสภา ชี้พฤติกรรมสวนทางความเป็นกลาง ทั้งล็อกอำนาจ กมธ. ปัดตกร่างกฎหมาย ดองคำร้องไต่สวน ป.ป.ช.ปมศักดิ์สยาม เบรกประชุมร่วมแก้รัฐธรรมนูญ และยื้อตั้งกรรมการระหว่างประเทศ พร้อมจี้ให้เร่งทบทวนด่วน

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกชี้แจง 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อโต้แย้งกระแสข่าวที่ระบุว่าแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญเป็นการจำกัดอำนาจตรวจสอบและเข้าข่ายเผด็จการ โดยยืนยันว่าทุกแนวทางไม่ได้เป็นการกำหนดขึ้นใหม่ตามดุลพินิจส่วนตัว แต่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ. 2562 ซึ่งรวมถึงการแยกอำนาจบริหารจัดการประชุม ออกจากอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร ที่ต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ พร้อมระบุว่าการประสานงานกรณีเรื่องซ้ำซ้อนและการยึดถือกฎหมายเสียงข้างมากภายใต้หลักนิติรัฐ คือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรักษาเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ นายโสภณยังได้เน้นย้ำถึงระเบียบและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันของหลายคณะ โดยระบุว่าข้อบังคับดังกล่าวซึ่งออกไว้ตั้งแต่ปี 2562 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตอบโต้ระบุว่า จากจดหมายเปิดผนึกของประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าประธานสภามีหน้าที่รักษาความเป็นกลางและเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติให้ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็ง ตนเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่มองว่าประธานโสภณกำลังดำเนินการใน 5 เรื่องที่สวนทางกับหลักการนั้น ดังนี้

ข้อแรก การเห็นชอบกับแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของ กมธ. ในเรื่องเร่งด่วน เปิดช่องให้ สส. รัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมากร่วมกันลงมติสกัดกั้นการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับร่างแก้ไขข้อบังคับของ สส. พรรคภูมิใจไทยที่จะเข้าสู่สภาสัปดาห์นี้

ข้อที่สอง การปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ที่ประชาชนเข้าชื่อ 59,503 คน เข้าสู่การพิจารณา ด้วยเหตุผลว่าไม่อยู่ในขอบเขตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) ทั้งที่ร่างดังกล่าวมีการแก้ไขอัตราโทษทางอาญาในหมวด 3 และอดีตเคยมีบรรทัดฐานให้ประชาชนเสนอแก้ขอบเขตความผิดในประมวลกฎหมายอาญาได้ การรับร่างจึงไม่ใช่การเห็นด้วยกับเนื้อหาแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ สส. 500 คน ได้อภิปรายร่วมกัน

ข้อที่สาม การดองคำร้องกรณีถอดถอน ป.ป.ช. ปมคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นานถึง 155 วันแล้ว ซึ่งไร้ความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาของคณะกรรมการกลั่นกรอง และทำให้เกิดคำถามว่าความล่าช้านี้เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่มีพระคุณต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

ข้อที่สี่ การปฏิเสธที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาตั้งแต่เปิดสมัยประชุมเมื่อ 25 ส.ค. เพื่อพิจารณา 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของพรรคประชาชนเกี่ยวกับการเพิ่มสิทธิประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระและตัดดุลพินิจประธานรัฐสภาในการปัดตกคำร้อง

ข้อที่ห้า การปล่อยให้เกิดความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยของรัฐสภาไทยเพื่อดำเนินกิจการในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งต้องรอการรับรองจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา ส่งผลให้ทุกฝ่ายทั้ง สส. รัฐบาล สส. ฝ่ายค้าน สว. และข้าราชการสภา ขาดพื้นที่ในการหารือ วางแผนยุทธศาสตร์ คัดเลือกคณะผู้แทนอย่างเป็นธรรม และยื่นร่างข้อมติเพื่อผลักดันการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ และการค้ามนุษย์ 

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าประธานสภา โสภณ ซารัมย์ จะเร่งทบทวน ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาทั้ง 5 ข้อ ที่ผมได้สะท้อนมาดังนี้ เพื่อให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายพริษฐ์ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนค.ชี้ไทยกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานแต่ราคายังแพงดันค่าครองชีพพุ่ง
สนค.ชี้ไทยกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานแต่ราคายังแพงดันค่าครองชีพพุ่ง