“…การขอออกหมายจับโจทก์ครั้งนี้เนื่องจากมีชื่อโจทก์ตรงกับคำสั่งของพนักงานอัยการ โดยไม่ได้ค้นข้อมูลทะเบียนราษฎรว่ามีบุคคลอื่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับโจทก์หรือไม่ ประกอบกับไม่ได้นํารูปในข้อมูลทะเบียนราษฎรของโจทก์ให้ผู้เสียหาย นายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุลดู จะเห็นได้ว่าการขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ ดังนั้นร้อยตํารวจเอกณธกร พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทําผิดจริงซึ่งต้องกระทําด้วยความรอบคอบรัดกุมมิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน…”
สำนักข่าว Next News รายงานคำพิพากษาศาลฎีกากรณีนี้เป็นฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจขอศาลออกหมายจับผิดคน จนคนที่ถูกออกหมายจับผิดถูกฟ้องในคดีอาญา และต้องเสียเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว ต่อมาบุคคลที่ถูกออกหมายจับฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อศาลโดยขอให้บังคับสำนักงานตำรวจแห่งชาติชําระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ
มีรายละเอียด ดังนี้
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2565
นาย ส. โจทก์
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ จําเลย
การขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูก ออกหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทําผิดจริงซึ่งต้องกระทําด้วยความรอบคอบรัดกุม มิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งเป็นการกระทําเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดําเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่พนักงานสอบสวนทําละเมิด
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชําระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยชําระเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ และให้จําเลยชําระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกําหนดค่าทนายความ ให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จําเลยชําระแก่ศาลแทนในนามโจทก์ตามจํานวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําเลยชําระเงิน 570,000 บาทพร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก่ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น
จําเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จําเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นหน่วยงานของรัฐ ร้อยตํารวจโทหรือพันตํารวจ ตรีสิทธานต์ และร้อยตํารวจเอกหรือพันตํารวจตรีณธกรหรือพัชรธนพล เป็นเจ้าพนักงาน ตํารวจในสังกัดของจําเลยเจ้าพนักงานตํารวจทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน ประจําสถานีตํารวจภูธรประตูน้ําจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี โดยร้อยตํารวจโทสิทธานต์ ดําเนินการสอบสวนคดีที่นายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุล ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนายภานุ วัฒน์ให้ถ้อยคําว่านาย ส. ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อและนามสกุลคล้ายกับโจทก์เป็นคนร้ายที่ ร่วมกระทําความผิดด้วย แต่ร้อยตํารวจโทสิทธานต์เห็นว่าผู้เสียหายไม่มายืนยันและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจึงไม่ดําเนินคดีโจทก์
ต่อมาร้อยตํารวจโทสิทธานต์ย้ายไปรับราชการที่อื่น และมีร้อยตำรวจเอกณธกรดำเนินคดีต่อ แล้วได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ให้ดําเนินคดี กับนาย ส. จากนั้นร้อยตํารวจเอกณธกรดำเนินการสอบสวนต่อและขออนุมัติจากศาลชั้นต้นออกหมายจับโจทก์
โจทก์ถูกจับกุมวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และฟ้องต่อศาลชั้นต้นวันที่ 2 สิงหาคม 2561 คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าร้อยตํารวจเอกณธกรเป็นพนักงานสอบสวนราชการที่อื่นและมีร้อยตํารวจเอกณธกรดําเนินคดีต่อแล้วได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากอัยการที่ทําการสอบสวนและดําเนินคดีโจทก์โดยมิชอบ จําเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนร้อยตํารวจโทสิทธานต์มิได้มีส่วนในการกระทําความผิด โจทก์และจําเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างทนายความ และค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวจากจําเลยหรือไม่ เพียงใด
เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าอัยการผู้เชี่ยวชาญ สํานักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี มีหนังสือแจ้งผู้กํากับการสถานีตำรวจภูธรประตูน้ําจุฬาลงกรณ์ให้พนักงานสอบสวนดําเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา คือ นาย ส. และการฟ้องคดีจะเป็นอํานาจและดุลพินิจของพนักงานอัยการก็ตาม แต่ร้อยตํารวจเอกณธกรพยานจําเลยก็เบิกความว่า ขอออกหมายจับโจทก์ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดยใช้คําพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีประกอบการขอออกหมายจับ เนื่องจากมีการขอออกหมายจับโจทก์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ศาลจังหวัดธัญบุรียกคําร้องขอ เนื่องจากเป็นคําซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน พนักงานอัยการจึงมีคําสั่งให้นําคําพิพากษาดังกล่าวมาประกอบเพื่อการขอออกหมายจับครั้งนี้ การขอออกหมายจับโจทก์ครั้งนี้เนื่องจากมีชื่อโจทก์ตรงกับคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่ได้ค้นข้อมูลทะเบียนราษฎรว่ามีบุคคลอื่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับโจทก์หรือไม่
ประกอบกับไม่ได้นํารูปในข้อมูล ทะเบียนราษฎรของโจทก์ให้ผู้เสียหายนายภานุวัฒน์ และนายเกียรติกุลดู จะเห็นได้ว่าการขอให้ออกหมายจับบุคคลใดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับ ดังนั้นร้อยตํารวจเอกณธกร พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์กระทําผิดจริงซึ่งต้องกระทําด้วยความรอบคอบรัดกุมมิให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นที่แน่ใจว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ร้อยตํารวจเอกณธกรไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลเดียวกับคนร้ายหรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ควรได้จัดให้ผู้ เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายโจทก์ที่ปรากฏดูว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอให้ออกหมายจับ
ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2561 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีฟ้องโจทก์เป็นคดี อาญาหมายเลขดําที่ อ.4194/2561 ของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นการ กระทําเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์จากการถูกดําเนินคดีโดยมิชอบจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่ร้อยตํารวจเอกณธกรทําละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กําหนดค่า จ้างทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวส่วนละ 150,000 บาท เพราะคดีนี้มี โทษถึงประหารชีวิตและศาลตีราคาหลักประกันถึง 1,000,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจําเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราช กําหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็น ผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตรา ดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบ กระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกําหนดนี้ใช้บังคับปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยก ขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําเลยชําระเงิน 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และ อัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคําขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




