เกิดเหตุขบวนรถไฟความเร็วสูงพุ่งชนประสานงากันอย่างรุนแรงทางตอนใต้ของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่เร่งสืบหาสาเหตุ "สุดประหลาด" หลังพบว่าจุดเกิดเหตุเป็นทางตรงที่เพิ่งซ่อมบำรุงใหม่
โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสเปน เมื่อเวลาประมาณ 19.45 น. หรือ 18.45 น. ตามเวลา GMT ณ เมืองอาดามุซ จังหวัดกอร์โดบา ราว 10 นาทีหลังรถไฟความเร็วสูงของบริษัท Iryo ขบวนที่ 6189 ซึ่งเดินทางจากมาลากามุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ออกเดินทางจากเมืองกอร์โดบา
อาดิฟ (Adif) ผู้ดูแลโครงข่ายรถไฟของสเปน ระบุว่า รถไฟ Iryo เกิดตกรางและพุ่งข้ามไปยังรางข้างเคียง ก่อนชนเข้ากับรถไฟของบริษัทเรนเฟ (Renfe) เส้นทางมาดริด-อูเอลบา ซึ่งกำลังวิ่งสวนทางมา ส่งผลให้รถไฟเรนเฟตกรางและไถลตกลงจากคันดินข้างทางอย่างรุนแรง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงเหลือราว 6 องศาเซลเซียส
นายออสการ์ ปวนเต รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของสเปน เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่อยู่ในโบกี้สองตู้หน้าของรถไฟเรนเฟรุ่นอัลเวีย ซึ่งได้รับแรงกระแทกโดยตรงและตกลงจากคันทางรถไฟ โดยโบกี้แรกมีผู้โดยสาร 37 คน และโบกี้ที่สอง 16 คน ขณะที่รถไฟ Iryo มีผู้โดยสารมากกว่า 300 คน ส่วนรถไฟเรนเฟมีผู้โดยสารราว 100 คน
เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย รวมถึงพนักงานขับรถวัย 27 ปี และมีผู้บาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 75 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นอุบัติเหตุรถไฟที่ร้ายแรงที่สุดของสเปนนับตั้งแต่ปี 2013 และทางการคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เมื่อสามารถรื้อถอนซากรถไฟได้อย่างครบถ้วน
ด้าน นายปาโก การ์โมนา ผู้บัญชาการดับเพลิงเมืองกอร์โดบา เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ TVE ว่า ผู้โดยสารบนรถไฟ Iryo สามารถอพยพออกมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แต่ตู้โดยสารของเรนเฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีทั้งโครงเหล็กและที่นั่งบิดงอ และยังมีผู้ติดค้างอยู่ภายใน
พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยกำลังมุ่งช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในพื้นที่แคบและซับซ้อน โดยจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกก่อนเพื่อเข้าถึงผู้ที่อาจยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ภารกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่รัฐมนตรีคมนาคมสเปนยอมรับว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่อง “แปลกประหลาดอย่างยิ่ง” เนื่องจากจุดที่รถไฟตกรางเป็นเส้นทางตรงและเพิ่งได้รับการปรับปรุงรางใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีต สเปนเคยเผชิญกับอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีเมื่อปี 2013 ที่แคว้นกาลิเซีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 80 ราย และบาดเจ็บกว่า 140 ราย โดยสาเหตุหลักในครั้งนั้นเกิดจากความประมาทของพนักงานขับรถที่ใช้ความเร็วสูงถึง 179 กม./ชม. ในช่วงโค้งที่จำกัดความเร็วเพียง 80 กม./ชม. และผลการสอบสวนยังพบว่าคนขับกำลังคุยโทรศัพท์มือถือขณะเกิดเหตุอีกด้วย
ไม่เพียงแต่สเปนเท่านั้น ยุโรปยังมีบทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์อื่นๆ เช่นที่ เยอรมนี เมื่อปี 1998 รถไฟความเร็วสูงตกรางพุ่งชนสะพานจนถล่มทับขบวนรถ มีผู้เสียชีวิต 101 ราย จากสาเหตุรอยร้าวที่ล้อรถไฟ หรือเหตุการณ์ไฟไหม้รถไฟในอุโมงค์ที่ ออสเตรีย ปี 2000 ซึ่งคร่าชีวิตนักสกีไปถึง 155 ราย และอุบัติเหตุที่ มอนเตเนโกร ปี 2006 ที่ระบบเบรกขัดข้องจนรถไฟดิ่งลงเหว มีผู้เสียชีวิต 45 ราย
นอกจากปัญหาทางเทคนิคแล้ว "ความผิดพลาดของมนุษย์" ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ดังเช่นเหตุการณ์รถไฟประสานงาที่แคว้นบาวาเรีย เยอรมนี ปี 2016 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 11 ราย ผลการสอบสวนชี้ชัดว่าเกิดจากพนักงานควบคุมสัญญาณให้สัญญาณเดินรถผิดพลาด และแม้จะพยายามส่งสัญญาณแจ้งเตือนภายหลังแต่ก็สายเกินไปจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงบนทางรถไฟรางเดียว
สำหรับภาพรวมความปลอดภัยทางรถไฟในสหภาพยุโรป แม้จะมีสถิติอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ที่กรีซเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 36 ราย และเหตุล่าสุดที่สเปนครั้งนี้ ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ Adif ได้สั่งระงับการเดินรถระหว่างมาดริดและแคว้นอันดาลูซิยาทั้งหมดเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป





