News Logo
หน้าแรก
3 ปีกรมลดโลกร้อน วางทิศทางประเทศไทย สู่ Net Zero 2050

3 ปีกรมลดโลกร้อน วางทิศทางประเทศไทย สู่ Net Zero 2050

1 ก.ย. 2569 09:36
ผู้ชม 8 คน

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 4 หลังขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศตลอด 3 ปี ตั้งแต่การผลักดันเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้ วางทิศทางประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 พัฒนาข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศ และเปิดศูนย์ข้อมูล CCIC พร้อมเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือภัยพิบัติที่รุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น

เนื่องในวาระครบรอบ 3 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 กรมฯ เปิดเผยผลการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมทิศทางการทำงานในระยะต่อไป โดยย้ำว่าการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังครอบคลุมถึงการเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ และการสร้างความพร้อมให้ประเทศและประชาชนรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้เปิด ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCIC) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำคัญสำหรับสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งกรมฯ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ภารกิจสำคัญตลอด 3 ปี คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถ “พลิกวิกฤตภูมิอากาศเป็นโอกาส” บนเส้นทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 โดยต้องเดินหน้าสองด้านไปพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางกติกาโลกที่เปลี่ยนไป และการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

อธิบดีกรมฯ ระบุว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีแรก คือการทำให้ทิศทางนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศมีความต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจด้านการลงทุนและวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ โดยกรมฯ ติดตามเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 30-40 ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร ของเสีย และการดูดกลับในภาคป่าไม้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดของปี 2567 พบว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80 ล้านตัน สูงกว่าตัวชี้วัดที่กำหนดไว้

อีกด้านหนึ่งคือ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ประเทศรับมือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและคาดการณ์ได้ยากขึ้น กรมฯ จึงเร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศที่มีความละเอียดสูง เพื่อให้สามารถมองเห็นความเสี่ยงลงไปถึงระดับพื้นที่ และนำข้อมูลไปเชื่อมกับระบบเตือนภัยล่วงหน้า การเตรียมพร้อมรับมือ และการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนสูญเสียน้อยที่สุดเมื่อเกิดภัย และสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็วขึ้น

ในปี พ.ศ. 2570 กรมลดโลกร้อนตั้งเป้าพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สามารถนำไปใช้ในระดับตำบลและอำเภอ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ตรงพื้นที่มากขึ้น ขณะที่ “ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ CCIC ซึ่งเปิดตัวในวาระครบรอบ 3 ปี จะทำหน้าที่เป็น Climate Big Data Hub เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งการรับและส่งต่อข้อมูลเพื่อใช้งาน รวมถึงพัฒนาภาพคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคตไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643) เพื่อช่วยให้รัฐจัดลำดับพื้นที่เสี่ยงและบริหารงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมฯ มองว่า การมีเป้าหมายและข้อมูลเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากประเทศไทยไม่มี “เครื่องมือ” ที่ทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... กลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของกรมฯ เพราะกฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบให้เป็นกฎหมายเฉพาะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของไทย ครอบคลุมทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการวางระบบสนับสนุนที่จำเป็นต่อการรับมือกติกาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมใหม่ของโลก

สำหรับความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... อธิบดีกรมฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชี้แจงต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมฯ ตั้งเป้าผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาภายในปลายปี 2569 และคาดหวังว่าจะสามารถประกาศใช้และมีผลบังคับได้ราวไตรมาส 3 ของปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการวางโครงสร้างการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศที่สร้างสมดุลระหว่าง “การกำกับ” และ “การสนับสนุน” ให้เดินไปพร้อมกัน

หัวใจสำคัญข้อแรกของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการสร้างระบบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อถือได้ ผ่าน การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ สำหรับนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศรู้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นจากที่ใด ในปริมาณเท่าใด และจากกิจกรรมประเภทใด ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย มาตรการ และเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนช่วยให้มาตรฐานการดำเนินธุรกิจของไทยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังวางกรอบ กลไกราคาคาร์บอน โดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายและหลักความเป็นธรรม หนึ่งในเครื่องมือสำคัญต่อมาคือ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งรัฐจะกำหนดกลุ่มนิติบุคคลควบคุมและเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ก่อนจัดสรรหรือเปิดให้ซื้อขายสิทธิระหว่างกัน รวมถึงเปิดทางให้ใช้ คาร์บอนเครดิต ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมใหม่

นอกจาก ETS ร่างกฎหมายยังครอบคลุมเครื่องมืออื่น ทั้ง ภาษีคาร์บอน ที่มีการเก็บภาษีสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยมีกลไกป้องกันการจ่ายราคาคาร์บอนซ้ำซ้อน รวมถึง กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในกระบวนการผลิต เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน ตลอดจนกำหนดกรอบการใช้และถ่ายโอนคาร์บอนเครดิต เพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศตามกลไกของความตกลงปารีส ซึ่งจะเชื่อมโยงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง

อีกกลไกที่สำคัญคือ กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) ซึ่งร่างกฎหมายกำหนดให้เป็นแหล่งเงินสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลและขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในมุมของกรมฯ กองทุนดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถสนับสนุน SME ชุมชน และประชาชนที่ต้องปรับตัวต่อผลกระทบ รวมถึงต่อยอดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนได้

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ภารกิจแรกที่กรมฯ เตรียมเร่งดำเนินการคือการเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกระยะถัดไปในปี 2035 หรือ พ.ศ. 2578 ให้เป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยต้องกำหนดให้ชัดว่าแต่ละสาขาจะลดก๊าซเรือนกระจกเท่าใด ใช้มาตรการและเทคโนโลยีใด มีโครงการอะไรเกิดขึ้น และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อให้แผนดังกล่าวทำหน้าที่เป็น “บลูพริ้นท์” ของประเทศสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะต่อไป

ภารกิจที่สองคือเร่งให้แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศสมบูรณ์และถูกนำไปใช้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำขึ้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ คือความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจที่ลดลง ขณะเดียวกันกรมฯ ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา เพื่อแปลงกรอบนโยบายไปสู่การปฏิบัติทั้งระดับพื้นที่และรายสาขา ภายใต้แนวทางการเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงความเป็นธรรม หรือ Just Transition

ส่วนภารกิจที่สามคือการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นจริง พร้อมเตรียมกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ หลักเกณฑ์ และกลไกที่จำเป็นรองรับการบังคับใช้ เพราะกรมฯ มองว่าการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่สามารถอาศัยมาตรการภาคสมัครใจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องออกแบบระบบที่มีทั้งแรงผลักจากกฎหมายและแรงสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อให้ธุรกิจรายใหญ่ SME และประชาชนสามารถปรับตัวไปพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งกลุ่มใดไว้ข้างหลัง

อธิบดีกรมฯ ทิ้งท้ายว่า สำหรับกรมลดโลกร้อน เป้าหมายในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การมุ่งสู่ Net Zero เพียงด้านเดียว แต่ต้องเดินควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศและประชาชนสามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ตลอดจนเครือข่ายประชาชนและอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ และลดความสูญเสียของประชาชนจากภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้นในอนาคต

อ้างอิง: 

  1. ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ....

  2. บทสัมภาษณ์ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 งานครบรอบ 3 ปี วันคล้ายวันสถาปนา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BBC เผย กม.เนรเทศฉบับใหม่ไทย หวั่นทำแรงงานเมียนมาลี้ภัย โดนส่งกลับ
BBC เผย กม.เนรเทศฉบับใหม่ไทย หวั่นทำแรงงานเมียนมาลี้ภัย โดนส่งกลับ