รายงานของ OECD (Economic Surveys: Thailand 2025) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบประกันสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบบำนาญแบบสมทบ กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อทั้งความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาวและความเพียงพอของผลประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ การออกแบบพารามิเตอร์ของระบบ และแรงจูงใจในตลาดแรงงานที่บิดเบือนสะสมมาเป็นเวลานาน
หมายเหตุสำนักข่าว Next News สืบเนื่องปัญหาความไม่โปร่งใสของบอร์ดประกันสังคม ที่นำไปสู่ข้อครหา ณ เวลานี้ สำนักข่าว Next News จึงได้ไปสืบค้นรายงานจากหน่วยงานในต่างประเทศ ที่บรรยายเกี่ยวกับปัญหาของระบบประกันสังคมไทย ก็พบว่าในช่วงเดือนธันวาคมท 2568 ที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งมีสำนักงานหลัก ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้เคยออกรายงานสำรวจเศรษฐกิจประเทศไทยประจำปี 2568 (Economic Surveys: Thailand 2025) ซึ่งตอนหนึ่งได้มีการระบุปัญหาระบบประกันสังคมไทยเอาไว้ ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีความคืบหน้าในการขยายการเข้าถึงสวัสดิการสังคมโดยรวม แต่ก็ยังคงเผชิญความท้าทายในการเพิ่มความเพียงพอของผลประโยชน์ และแก้ไขปัญหาความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าประชากรผู้สูงอายุจะได้รับหลักประกันรายได้ที่เพียงพอและมั่นคงในอนาคต
สำนักข่าว Next News จึงเอารายงานดังกล่าวมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้
ระบบประกันสังคมของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ ทั้งในด้านการขยายความครอบคลุม ประสิทธิภาพของเงินบำนาญ และความยั่งยืนทางการเงิน ท่ามกลางสังคมสูงวัยและสัดส่วนแรงงานนอกระบบที่ยังคงสูง จากการศึกษาของ OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม้ไทยจะมีความคืบหน้าในการขยายความคุ้มครองทางสังคม แต่ยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำงานในระบบมากขึ้น และการปรับปรุงความเพียงพอของสวัสดิการ.
ภาพรวมระบบประกันสังคมไทย: ครอบคลุมสูงแต่ยังไม่ทั่วถึงและมีช่องว่าง
ประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย:
ระบบสมทบ (Contributory schemes): สำหรับลูกจ้างภาคเอกชน (มาตรา 33), ผู้ที่เคยอยู่ในมาตรา 33 แล้วลาออก (มาตรา 39), และผู้ประกอบอาชีพอิสระ (มาตรา 40) โดยให้สวัสดิการทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และว่างงาน.
ระบบถ้วนหน้า (Universal schemes): ได้แก่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (Old Age Allowance - OAA) สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้รับบำนาญข้าราชการ และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Healthcare Coverage Scheme - UHCS) ที่ให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนที่ไม่มีสวัสดิการอื่น.
ระบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted schemes): เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (State Welfare Card - SWC), เงินอุดหนุนเด็กพิการ (Disability Grant), เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด (Child Support Grant) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equitable Education Fund - EEF).
แม้จะมีความหลากหลายของโครงการเหล่านี้ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จในการครอบคลุมประชากรด้วยสวัสดิการทางสังคมในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UHCS ได้ทำให้ประเทศไทยบรรลุการเข้าถึงการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าเกือบ 100%. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่
ความท้าทายสำคัญของระบบประกันสังคมไทย
แรงงานนอกระบบและช่องว่างการคุ้มครอง: แรงงานในระบบประกันสังคมภาคบังคับ (มาตรา 33) มีเพียงประมาณ 50% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าหลายประเทศ. กว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานไทยยังคงอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิการที่เพียงพอ.
ความเพียงพอของสวัสดิการ: แม้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (OAA) จะช่วยลดความยากจนได้ แต่จำนวนเงิน 600-1,000 บาทต่อเดือนนั้น คิดเป็นเพียงประมาณ 23% ของเส้นความยากจน. เช่นเดียวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงินช่วยเหลือ 200-300 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 13% ของเส้นความยากจน.
ความยั่งยืนทางการเงินของระบบบำนาญแบบสมทบ: ระบบบำนาญของมาตรา 33 เผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนทางการเงินจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย หากต้องการรักษาระดับผลประโยชน์ในปัจจุบัน อาจต้องเพิ่มอัตราการสมทบขึ้นไปสูงกว่า 30% ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบ.

ข้อมูลแผนภูมิแสดงความจำเป็นในการปรับเพิ่มอายุเกษียณของประเทศไทย อันเนื่องมาจากสังคมสูงวัย
เพดานการคำนวณเงินสมทบที่ต่ำ: เพดานค่าจ้างสูงสุดสำหรับการคำนวณเงินสมทบในมาตรา 33 อยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ยภาคเอกชน และต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ระบบภาษีถดถอยและกระทบรายได้ของกองทุนประกันสังคม. แม้จะมีการวางแผนปรับเพิ่มขึ้นในปี 2569 ก็ตาม.
ความซับซ้อนและการขาดแรงจูงใจ: การมีหลายระบบย่อยนำไปสู่ความซับซ้อนและขาดการประสานงาน ทำให้การบริหารจัดการผลประโยชน์ไม่คุ้มค่า และลดแรงจูงใจในการเปลี่ยนจากแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ.
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บได้น้อย: แม้แรงงานในระบบมีประมาณ 10% ที่ต้องเสียภาษี แต่คาดการณ์ว่ามีเพียงประมาณ 4% เท่านั้นที่เสียจริง เนื่องจากเกณฑ์การยกเว้นและลดหย่อนที่สูงมาก ทำให้ผู้มีรายได้เฉลี่ย 1.5 เท่าของค่าจ้างเฉลี่ยจึงจะเริ่มเสียภาษี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่.
ค่าจ้างขั้นต่ำสูงและผลกระทบต่อการจ้างงาน: การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอย่างรวดเร็วในอดีต (เช่น ปี 2555-2556) อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในธุรกิจขนาดเล็กและแรงงานไร้ฝีมือ และอาจทำให้เกิดการจ้างงานนอกระบบเพิ่มขึ้น.
บทเรียนจากนานาชาติและการเปรียบเทียบ
สัดส่วนแรงงานในระบบ: ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานในระบบประกันสังคมเพียง 50% เทียบกับเกาหลีใต้ (ประมาณ 70%), ญี่ปุ่น (ประมาณ 80%), และประเทศ OECD โดยเฉลี่ย (สูงกว่า 80%). สะท้อนถึงขนาดของภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ในไทย.
เพดานเงินสมทบ: เพดานค่าจ้าง 15,000 บาทของไทยนั้นต่ำกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้ไทยเก็บเงินสมทบได้น้อยกว่า. การปรับเพดานให้สูงขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ.
การปฏิรูปเพื่อลดแรงงานนอกระบบ: ประเทศอย่างโคลอมเบียลดอัตราภาษีเงินเดือนและค่าสมทบด้านสุขภาพของนายจ้างในปี 2012 ส่งผลให้อัตราการจ้างงานนอกระบบลดลง 2-4 จุดเปอร์เซ็นต์. นี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจการเข้าสู่ระบบ.
ระบบหลายเสาหลัก (Multi-pillar system): แนวคิดในการสร้างระบบสวัสดิการแบบหลายเสาหลัก โดยมีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า (เช่น เบี้ยยังชีพที่สูงขึ้น) ที่สนับสนุนโดยภาษีเป็นเสาหลักแรก และระบบสมทบสำหรับผู้มีรายได้สูงกว่าเป็นเสาหลักที่สอง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานรายได้น้อยและจูงใจให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น.

ประเทศไทยมีการคุ้มครองทางสังคมที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
@บทสรุปเชิงวิเคราะห์และข้อพิจารณาเชิงนโยบาย
รายงานของ OECD (Economic Surveys: Thailand 2025) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบประกันสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบบำนาญแบบสมทบ กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อทั้งความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาวและความเพียงพอของผลประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ การออกแบบพารามิเตอร์ของระบบ และแรงจูงใจในตลาดแรงงานที่บิดเบือนสะสมมาเป็นเวลานาน
ในเชิงการเงิน แม้กองทุนประกันสังคมจะมีสินทรัพย์สะสมในระดับสูงเมื่อเทียบกับ GDP แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้รับบำนาญ ประกอบกับอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับภาระในอนาคตได้ หากคงกติกาปัจจุบันไว้ ระบบอาจต้องพึ่งพาอัตราเงินสมทบในระดับที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ และเสี่ยงต่อการผลักแรงงานออกนอกระบบมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอของ OECD ในการปรับอายุเกษียณ การเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญให้สะท้อนรายได้ตลอดช่วงอาชีพ และการปรับเพดานเงินสมทบ ล้วนเป็นมาตรการที่มีเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล อย่างไรก็ดี ในบริบทของประเทศไทย การปฏิรูปดังกล่าวย่อมเผชิญข้อจำกัดด้านการยอมรับทางสังคมและต้นทุนทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานรายได้น้อยและแรงงานใช้แรงงานเข้มข้น ดังนั้น การดำเนินการเชิงลำดับขั้นและการสื่อสารเชิงนโยบายที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกแบบทางเทคนิคของระบบ
ในมิติของความเพียงพอของสวัสดิการ รายงานสะท้อนให้เห็นว่า ระบบที่ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีบทบาทสำคัญในการลดความยากจน แต่ระดับผลประโยชน์ยังต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ขั้นต่ำ และระบบโดยรวมยังมีความกระจัดกระจายสูง การมุ่งไปสู่ระบบคุ้มครองทางสังคมแบบหลายเสาหลัก โดยมีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรายได้ภาษีเป็นฐาน อาจเป็นแนวทางที่ช่วยลดแรงกดดันต่อระบบบำนาญแบบสมทบ พร้อมทั้งเพิ่มแรงจูงใจให้แรงงานเข้าสู่ระบบการจ้างงานอย่างเป็นทางการ
โดยสรุป การปฏิรูประบบประกันสังคมของไทยไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาทางบัญชีของกองทุน หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการเงิน ความเป็นธรรมระหว่างรุ่น และข้อจำกัดเชิงสถาบันของรัฐไทย รายงานของ OECD ทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงที่สำคัญ แต่ความสำเร็จของการปฏิรูปจะขึ้นอยู่กับการปรับใช้ข้อเสนอเหล่านี้ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในทางปฏิบัติ





