News Logo
หน้าแรก
'วีระยุทธ' ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต-ใช้ระบอบ 'ปิดตาธิปไตย'

'วีระยุทธ' ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต-ใช้ระบอบ 'ปิดตาธิปไตย'

9 เม.ย. 2569 15:36
ผู้ชม 30 คน

'วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร' รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต-ใช้ระบอบ 'ปิดตาธิปไตย' รวมบ้านใหญ่-เทคโนแครต เป็นเหตุไม่กล้าตัดสินใจ-ไม่ยึดหลักการ แนะทำนโยบายเชิงรุก-เชิงรับ พลิก 'วิกฤต' เป็น 'ภารกิจเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย'

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

นายวีระยุทธ กล่าวถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลเดินนำหน้าประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาลเดินตามหลังประชาชนหลายก้าวทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด ในคำแถลงนดยบายเหมือนย้อนกลับไปเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว แค่เติมคำว่าวิกฤตตะวันออกกลาง

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบ เพื่อคลายความกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี 2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า สถานการณ์ที่ปั่นป่วนเช่นนี้กลับไม่มีนโยบายเร่งด่วน ไม่มีแนวทางบริหารการคลังอย่างไร

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก 'ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด' ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ที่ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบในด้านการนำเข้าและส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นายวีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

นายวีระยุทธ เสนอว่า จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยเสนอให้รัฐบาลประกาศ 'ภารกิจแห่งชาติ' อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น คือ 'การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย' โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันไม่ใช่ทำแบบสะเปะสะปะเช่นนโยบายของรัฐบาล การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่  การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ 

ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

นายวีระยุทธ กล่าวว่า หากนโยบายจะสำเร็จก็ต้องอาศัยส่วนผสมของรัฐบาล โดยรัฐบาลชุดนี้เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม 'การเมืองบ้านใหญ่' กับกลุ่ม 'เทคโนแครต' โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอมปิดตาข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ โดยเรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า 'ปิดตาธิปไตย' โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด และไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

ในช่วงท้ายนายวีระยุทธ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘พิสิษฐ์’ แนะลดจำนวน สส.-สว. ประหยัดงบฯ ประเทศกว่า 450 ล้าน/ปี
‘พิสิษฐ์’ แนะลดจำนวน สส.-สว. ประหยัดงบฯ ประเทศกว่า 450 ล้าน/ปี