'อภิสิทธิ์' อภิปรายรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงสังคมวนกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ซัดปัดตกกฎหมาย PRTR ใจแคบ ทั้งที่จะช่วยเข้าเป็นสมาชิก OECD ฟาดไม่ยืนยันกฎหมาย อสม. ทั้งที่ช่วงเลือกตั้งบอกรักอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐบาลยังมิได้ยืนยัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายว่า รัฐบาลไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชนโดยตรง อาทิ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายควบคุมมลพิษและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ร่างกฎหมายแรงงาน และร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติและแนวคิดของรัฐบาล อาทิ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเรื่องนี้มีการผลักดันกันมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเริ่มมีความหวังขึ้นเมื่อสภาฯ ชุดที่แล้วมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ หรือที่เรียกว่า MOA
"ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ MOA แต่การไม่เดินหน้าตามนั้น อาจเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมือง แต่เมื่อมีการจัดทำประชามติ และมีเสียงเห็นชอบมหาศาลมายืนยัน ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ต่อประชามติที่รัฐบาลขอให้มีการจัดทำขึ้น" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้ การไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังสร้างความสุ่มเสี่ยงที่จะนำการแก้ไขกลับเข้าสู่ชนวนความขัดแย้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างหมวด 1 และหมวด 2 ทั้งที่สภาฯ ชุดที่แล้วสามารถเดินหน้าประนีประนอมกันได้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการไม่เคารพข้อตกลงและมติของประชาชน ทั้งยังส่งผลให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องวนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งอีกครั้ง
สำหรับร่างกฎหมายว่าด้วยการรายงานและการเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ PRTR นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะไม่ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเป็นร่างที่ประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอเข้ามา จนเข้าสู่ระเบียบวาระและผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จนเสร็จสิ้นแล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่ใจกว้างพอที่จะสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ ส่งผลให้ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในวาระที่ 1 และต้องเสียเวลารอคิวต่อจากร่างกฎหมายฉบับอื่นอีกหลายฉบับ
"สิ่งที่น่าแปลกใจคือ รัฐบาลไม่ได้ดูนโยบายของตัวเองเลยหรือครับ ที่จะเร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายตามมาตรฐานที่เราต้องมี หากประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิก จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยว่า ในเมื่อกฎหมายสอดคล้องกับนโยบาย และผ่านสภาฯ จนได้ข้อยุติระดับหนึ่งในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่เพียงเพราะภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ ท่านกลับตัดสินใจไม่ให้ไปต่อ" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ผู้ได้รับประโยชน์คือนักการเมืองและอดีตนักการเมือง รัฐบาลกลับไฟเขียวให้เดินหน้าต่อ แต่กฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีปัญหาที่ดินทำกิน รัฐบาลกลับไม่ยอมให้ไปต่อ ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยตรง เช่นเดียวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานอีก 2 ฉบับ ที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานและระบบเศรษฐกิจโดยตรง ส่วนข้ออ้างที่ว่าร่างกฎหมายเหล่านี้ยังมีช่องโหว่นั้น ไม่สมเหตุสมผล เพราะกฎหมายหลายฉบับที่รัฐบาลเลือกยืนยันก็มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น การนำข้อบกพร่องมาเป็นข้ออ้างไม่ยืนยันให้ไปต่อ จึงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริงของรัฐบาล
สำหรับร่างกฎหมายฉบับสุดท้ายคือ ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเคยถูกผลักดันจนเกือบจะยกระดับสถานะและสวัสดิการได้สำเร็จ แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมยืนยันและปล่อยให้ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทั้งที่ อสม. คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกต่างยกย่องให้เป็นแบบอย่างความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทย
"ไม่น่าเชื่อนะครับ ช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม. หมดเลย แต่พอเลือกตั้งเสร็จ นโยบายกลับไม่เขียนถึงเลย" นายอภิสิทธ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนที่รัฐบาลรยืนยันร่างกฎหมายหลายฉบับ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยเสนอแนะว่าสภาฯ ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ, ร่างกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเสนอให้มีการปรับนิยามเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบังคับใช้ รวมถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเห็นพ้องว่าควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่จะต้องร่วมกันผลักดันต่อไป




