"...เชื่อว่า ถ้าศาลใช้แนวทางนี้ คนเมาแล้วขับรถชนคนตายจะน้อยลงมาก ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมลองพิจารณาดูแนวทางนี้บ้างก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรหากได้ผลก็ถือเป็นคุณูปการของสังคม..."
กรณีนายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก่อคดีเมาแล้วขับชนไรเดอร์เสียชีวิตเป็น ข่าวที่สังคมไทยรับฟังมาจนชาชิน
เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกรณีในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง
แต่ผลสุดท้าย ศาลมีคำพิพากษาจำคุก และรอการลงโทษโดยเหตุผลคือจำเลยชดใช้เยียวยาให้แก่ทายาทผู้เสียหายจน เป็นที่พอใจ ไม่เคยมีประวัติกระทำผิดมาก่อน จึงให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี

ภาพประกอบบทความ
ย้อน 3 คดีดัง 'เมาแล้วขับ' ได้รับโทษอะไร-เยียวยายังไง?
การที่ศาลมีคำพิพากษา ในลักษณะดังกล่าว ถูกมองว่ากระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยไม่เอาจริงจังกับการเมาแล้วขับรถชนคนตาย
เพราะกี่รายแล้วที่เกิดเหตุเมาแล้วขับรถชนคนตาย แต่ถ้าจ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัวคนตายแล้ว ศาลก็รอการลงโทษทุกคดี กลายเป็นสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีเมาแล้วขับชนคนเสียชีวิตในลักษณะนี้หรือไม่?
คำพิพากษาในลักษณะดังกล่าวเป็นการสื่อสารไปยังสังคมคือ เมาแล้วขับได้ มีโทษแค่ปรับและอย่างมากก็แค่รอการลงโทษเท่านั้น?
ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ได้กำหนดโทษเมาแล้วขับดังต่อไปนี้
มาตรา 160 ตรี
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2)-(ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น)ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาทถึง 120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาทถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่(ตลอดไป?)
แม้ตามกฎหมาย เมาแล้วขับชนคนตาย หรือบาดเจ็บสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 ปี หรือ 10 ปี
แต่ยังไม่ปรากฏข่าวว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีฐานะร่ำรวยเมื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ครอบครัว หรือทายาทแล้วจะได้รับโทษถึงขั้นจำคุกจริง เพราะศาลมักจะใช้ ‘ดุลพินิจ’ รอการลงโทษ และคุมประพฤติตามระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นักดื่มทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวกฎหมายกินเหล้าแล้วขับรถได้ โทษแค่ปรับหรือรอการลงโทษด้วยเท่านั้นใช่หรือไม่?
แล้วถ้าเมาแล้วขับไปชนคนตาย ก็ไม่ต้องตกใจ ไปตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้ครอบครัวคนตายเสีย ศาลก็จะรอการลงโทษ?
คำถามสำคัญก็คือเมื่อกระบวนการยุติธรรมส่งสัญญาณในลักษณะดังกล่าว และสังคมก็ยังคงนิ่งเฉย การเมาแล้วขับชนคนตายก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างไม่จบสิ้น?
ที่สำคัญคดีล่าสุดของผู้อำนวยการสำนักในคณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากจะไม่ถูกต้นสังกัดลงโทษแล้วยังได้รับการ ปูนบำเหน็จ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญและใหญ่ขึ้นอีกด้วย
ไม่ใช่ผู้เขียนต้องการให้ผู้ก่อคดีเมาแล้วขับ ชนคนเสียชีวิตต้องติดคุกติดตะรางเพียงอย่างเดียว
แต่มีข้อเสนอแนะว่า เมื่อเกิดคดีอย่างนี้ขึ้น แม้จะมีการตกลงค่าเสียหายกับครอบครัวได้แล้วก็ตาม ขอให้ศาลลงโทษจำคุกหกเดือนโดยไม่รอลงการลงโทษ แล้วใช้อำนาจศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังในวันหยุด
ทั้งนี้ให้ผูขับรถไปเข้าห้องขังในวันเสาร์ อาทิตย์ วันธรรมดาก็กลับไปทำงาน ดำเนินการในลักษณะอย่างนี้จนกว่าจะครบ 180 วัน จำเลยจะไม่ตกงาน ยังทำงานได้ แต่ต้องมาเข้าห้องขังเพื่อชดใช้โทษ
การลงโทษกักขังวันหยุด ไม่ถือว่าถูกจำคุก ไม่ขาดงาน ไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ เพราะโทษจำคุกถูกเปลี่ยนเป็นกักขัง
ที่สำคัญ เป็นการลงโทษที่ทำให้ผู้กระทำความกลัวแต่ไม่ทำลายอนาคตและหน้าที่การงานของคนทำผิด ไม่ทำลายครอบครัว แต่จะทำให้คนกลัวมากขึ้น และลดการเมาแล้วขับลง
เชื่อว่า ถ้าศาลใช้แนวทางนี้ คนเมาแล้วขับรถชนคนตายจะน้อยลงมาก
ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมลองพิจารณาดูแนวทางนี้บ้างก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรหากได้ผลก็ถือเป็นคุณูปการของสังคม
//////
เขียนโดย นักกฎหมายนอกคอก




