News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภคฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์ เรียกเงิน 230 ล.เหตุเอื้อสแกมเมอร์

สภาผู้บริโภคฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์ เรียกเงิน 230 ล.เหตุเอื้อสแกมเมอร์

8 มิ.ย. 2569 12:40
ผู้ชม 178 คน

สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์-เฟซบุ๊ก-ไลน์-สถาบันการเงิน เรียกค่าเสียหายกว่า 230 ล้านบาท ชี้ปล่อยมิจฉาชีพใช้ระบบหลอกลวงผู้บริโภคไทย เตรียมขึ้นศาล 3 ส.ค. นี้

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้นำทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายเข้ายื่นฟ้องร้องแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคารหลายแห่งต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถูกฟ้องในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค และกลุ่มที่สองคือธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค การฟ้องร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเรียกเงินคืนและค่าเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท เนื่องจากทางสภาผู้บริโภคเห็นว่าทั้งแพลตฟอร์มและธนาคารได้ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบของตนหลอกลวงผู้บริโภค ทั้งที่พวกเขามีหน้าที่ตามกฎหมายต้องตรวจสอบและป้องกัน

นางสาวนันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้ง 10 รายที่เข้าร่วมในคดีนี้มีรูปแบบความเสียหายคล้ายคลึงกัน โดยทั้งหมดเริ่มต้นจากการเห็นโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) หรือเพจเชิญชวนเรียนรู้การเล่นหุ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนที่จะถูกหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีของมิจฉาชีพ ซึ่งความเสียหายรวมของทั้ง 10 รายพุ่งสูงกว่า 230 ล้านบาท จึงมีการฟ้องบริษัทกลุ่มแพลตฟอร์มเป็นจำเลย รวมถึงธนาคารที่เกี่ยวข้องตามเส้นทางการเงินของผู้เสียหายแต่ละราย

คดีนี้ถูกจัดว่าเป็นคดียุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ แม้จะมีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ไม่สามารถรวมเป็นคดีกลุ่มได้ เนื่องจากลักษณะข้อเท็จจริงแตกต่างกัน จึงต้องแยกฟ้องเป็นรายกรณี โดยคดีตัวอย่างที่ยื่นฟ้องในวันนี้ประกอบด้วยสองกลุ่มบริษัทใหญ่ ได้แก่ กลุ่มแพลตฟอร์ม ซึ่งมี บริษัท เมตา (Meta Platforms, Inc) เจ้าของเฟซบุ๊ก, บริษัท ไลน์ (LINE) และบริษัท แอปเปิล (Apple) และอีกกลุ่มคือสถาบันทางการเงิน สำหรับพฤติการณ์หลอกลวงของมิจฉาชีพนั้น เริ่มต้นจากการที่ผู้เสียหายที่ต้องการเรียนเทรดหุ้นค้นหาข้อมูลบนเฟซบุ๊ก ระบบอัลกอริทึมก็จะแสดงโฆษณาเพจปลอมที่แอบอ้างชื่อและภาพของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นที่มีตัวตนจริง จากนั้นก็จะถูกชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกจำนวนมาก มีการใช้คลิปเสียงจริงและข้อมูลหุ้นจริงในตลาดมาประกอบการสอนเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ก่อนที่จะชักชวนให้ซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์แห่งหนึ่งที่มีตัวตนจริง พร้อมแนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play Store เพื่อใช้งาน

สาเหตุของการฟ้องร้องเกิดจากความเชื่อที่ว่า การกระทำความผิดของมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม หากไม่มีแพลตฟอร์มโฆษณาของเฟซบุ๊กหรือเมตา, ไม่มีช่องทางสื่อสารของไลน์, ไม่มีช่องทางให้ดาวน์โหลดแอปของแอปเปิล หรือไม่มีธนาคารที่เป็นช่องทางโอนหรือรับโอนเงิน หากส่วนใดส่วนหนึ่ง "ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ตามวิชาชีพแห่งตน" ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น การที่มิจฉาชีพสามารถหลอกลวงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นผลมาจากความบกพร่องของแพลตฟอร์มและสถาบันทางการเงินที่กลายgป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ความแตกต่างสำคัญของการฟ้องร้องครั้งนี้คือการฟ้องให้ถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมระบบการควบคุมโฆษณาหลอกลวงที่แท้จริง กำหนดนโยบายทั่วโลก ราคา ส่วนแบ่งรายได้ และรับกำไรสุทธิ หากฟ้องเฉพาะบริษัทลูกในประเทศไทย บทบาทส่วนใหญ่จะเป็นเพียงผู้ประสานงาน สนับสนุน และส่งเสริมธุรกิจในประเทศเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจควบคุมระบบ ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคจึงต้องฟ้องทั้งบริษัทแม่ที่ควบคุมระบบจริงและบริษัทลูกที่เป็นคู่สัญญาเก็บเงินค่าบริการในประเทศไทย รวมถึงบริษัทในไอร์แลนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเงิน เนื่องจากรายได้จากค่าโฆษณาถูกกำหนดให้ไหลเข้าบัญชีในประเทศไอร์แลนด์

สำหรับธนาคาร ถือเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางการเงิน ทั้งธนาคารต้นทางและปลายทาง ด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ธนาคารย่อมต้องเห็นความผิดปกติก่อน แต่กลับไม่มีการแจ้งเตือนหรือระงับการทำธุรกรรมแต่อย่างใด นางสาวสารีกล่าวชื่นชมผู้เสียหายที่กล้าตัดสินใจลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม แม้หลายคนจะสูญเสียเงินเก็บจำนวนมาก และมีหนึ่งรายถึงกับเสียชีวิต แต่ยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและป้องกันไม่ให้ผู้บริโภครายอื่นตกเป็นเหยื่อซ้ำรอย การเปิดเผยปัญหาและร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขไม่เพียงเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ สภาผู้บริโภคพร้อมให้การสนับสนุนและยืนเคียงข้างผู้เสียหายจนกว่ากระบวนการเรียกร้องความเป็นธรรมจะบรรลุผล

“ความเสียหายของผู้บริโภคต้องเรียกร้องไปให้ถึงคนที่คุมระบบและผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายแบกความเสียหายเพียงลำพัง” นางสาวสารีกล่าวและเสริมว่า การฟ้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและป้องปรามให้แพลตฟอร์มและธนาคารยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ปัจจุบันยังขาดบทลงโทษชัดเจนและกลไกการเยียวยาความเสียหาย ทำให้ผู้บริโภคต้องฟ้องร้องด้วยตนเอง

การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 230 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น และผลของการดำเนินคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานและเป็นตัวอย่างให้ผู้เสียหายรายอื่นนำมาปรับใช้เพื่อพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของตนเองได้ ซึ่งมีตัวอย่างในต่างประเทศที่มีการฟ้องร้องและชนะคดีในลักษณะนี้มาแล้ว ถือเป็นคดีแรกในประเทศไทยที่มีการฟ้องร้องแพลตฟอร์มดังกล่าวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อ

ผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตนเองถูกหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่าน Facebook จากนั้นถูกชักชวนให้ไปพูดคุยต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE ก่อนจะแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store ซึ่งกระบวนการทั้งหมดทำอย่างเป็นขบวนการที่น่าเชื่อถือ ทำให้ตนเองได้รับความเสียหายไปถึง 165 ล้านบาท หลังเกิดเหตุได้ร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยอ้างว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ให้คณะกรรมการพิจารณา ทำให้รู้สึกเสื่อมศรัทธากับหน่วยงานที่น่าจะให้ความช่วยเหลือได้ จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากสภาผู้บริโภคเพื่อฟ้องร้องร่วมกัน

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมแชร์ประสบการณ์ผ่านแฮชแท็ก #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว และ #เฟซบุ๊กเพื่อนสัก ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลงทุนหรือภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค ผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th ศาลได้นัดพร้อมคู่ความในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าในวันนี้ (8 มิถุนายน 2569) สภาผู้บริโภคได้มีการเผยแพร่ข้อมูลการฟ้องคดีเฟซบุ๊กทั่วโลก มีเนื้อหาระบุว่า บริษัท Meta ซึ่งเป็นผู้บริหารแพลตฟอร์ม Facebook เผชิญกับการดำเนินคดีและบทลงโทษทางกฎหมายในหลายประเทศทั่วโลก

ในสหรัฐอเมริกา Meta ถูกดำเนินการสองคดีสำคัญ คดีแรกเป็นคดีที่ Federal Trade Commission เป็นผู้ฟ้องในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2562 ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและคดี Cambridge Analytica โดยมีผลให้ Facebook ยอมจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.835 แสนล้านบาท) และถูกคุมเข้มเรื่องความเป็นส่วนตัว คดีที่สองเกิดขึ้นในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ระหว่างปี พ.ศ. 2565-2567โดยอัยการสูงสุดรัฐเท็กซัสฟ้องในข้อหาเก็บและใช้ข้อมูลชีวมิติจากการจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่ง Meta ได้ยอมความด้วยการจ่ายเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.138 หมื่นล้านบาท)

ทางฝั่งยุโรปที่ประเทศไอร์แลนด์ Data Protection Commission ได้ฟ้อง Meta ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2566 ในข้อหาโอนข้อมูลผู้ใช้ยุโรปไปยังสหรัฐฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ Meta ถูกปรับเป็นเงิน 1.2 พันล้านยูโร (ประมาณ 4.74 หมื่นล้านบาท) และถูกสั่งให้แก้ไขระบบการโอนข้อมูลดังกล่าว

สำหรับประเทศออสเตรเลีย ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567 OAIC ได้ยื่นฟ้อง Meta ในคดีที่เกี่ยวข้องกับ Cambridge Analytica ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวออสเตรเลียกว่า 311,127 คน และ Meta ได้ตกลงจ่ายเงินเยียวยาและยุติคดีด้วยเงิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1.215 พันล้านบาท)

สถิติฟ้องร้องคดีเฟซบุ๊กทั่วโลก

สถิติฟ้องร้องคดีเฟซบุ๊กทั่วโลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สส.ไอซ์’ แฉ สปส. แจงศาลใช้งบฯ ลงทะเบียน 30 ล้าน แต่ขอตั้งงบฯ 275 ล้าน
‘สส.ไอซ์’ แฉ สปส. แจงศาลใช้งบฯ ลงทะเบียน 30 ล้าน แต่ขอตั้งงบฯ 275 ล้าน