ดีอีจัดเสวนา TH-AI Passport-ปลัดดีอีย้ำความจำเป็นโครงการเพราะ ไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แจงที่มาเงิน 1.6 พัน ล.เป็นเงินนอกงบฯ ย้ำไม่มีล็อกสเปก-‘ไชยชนก’ แจงรู้จักคนเยอะ เลยโดนโยงว่ารู้จักกับคนรับงาน แต่ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง-'การดี' จี้กระทรวงเปิดสัญญา
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดเวที TH-AI Passport Forum ขึ้น ณ ที่ทำการกระทรวงฯ เพื่อระดมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังเป็นที่สนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ร่วมนั่งรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยตนเอง
ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ชี้แจงความจำเป็นและที่มาของงบประมาณ
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นผู้บริหารของกระทรวงฯ ได้เริ่มชี้แจงถึงความจำเป็นของโครงการ "TH-AI Passport" โดยระบุว่าประเทศไทยมีการใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขในทางเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเฉพาะด้าน AI ของไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่องจนแทบจะรั้งท้ายในอาเซียน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ทำให้กระทรวงฯ เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนจุดนี้ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึงและใช้งาน AI ระหว่างประชากรในเมืองกับในภูมิภาค

กราฟฟิกอ้างไทยใช้งาน AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
โครงการนี้จึงมุ่งเป้าหมายไปยัง 3 กลุ่มหลัก เพื่อยกระดับความสามารถด้าน AI ของประเทศโดยรวม ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึง AI ระหว่างในเมืองกับภูมิภาค กลุ่มบุคลากรภาครัฐ ที่ AI จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มความครบถ้วนของข้อมูล และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยคาดหวังว่าหากโครงการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการรู้จักและใช้ AI ของคนไทยกระโดดขึ้นไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 19%
ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,621 ล้านบาทนั้น นายพชรชี้แจงว่า การใช้งบประมาณจากกองทุนดีอีช่วยให้การดำเนินการเกิดความรวดเร็วขึ้น เนื่องจากเป็นเงินนอกงบประมาณ เมื่อสิ้นปีงบประมาณแล้วเงินส่วนที่เหลือไม่จำเป็นต้องส่งคืนแผ่นดิน จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในโครงการเร่งด่วนเช่นนี้
ปลัดกระทรวงดีอียืนยันว่าการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยกระบวนการทำราคากลางก็สืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของราชการ และการประกาศเชิญชวนก็ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างที่กระทรวงฯ และกรมบัญชีกลาง ประกาศประชาพิจารณ์ ประกาศเชิญชวน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกหรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน โดยกระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานเกือบ 5 เดือน กว่าจะลงนามในสัญญา
สำหรับประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตรวจรับงานงวดแรกที่ถูกมองว่าเป็นเพียง "แผนบนกระดาษไม่กี่แผ่น" นั้น นายพชรชี้แจงว่า งวดงานที่หนึ่งกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องเสนอทั้งแผนดำเนินการและผลการดำเนินงานเบื้องต้นที่ระบบต้องเริ่มทดสอบและใช้งานได้แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ส่งเอกสารเปล่า ซึ่งสามารถพิสูจน์ทราบได้

ไทม์ไลน์ดำเนินโครงการ
นอกจากนี้ นายพชรยังได้กล่าวถึงนโยบายที่สำคัญซึ่งเป็นผลมาจากการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ คือกระทรวงฯ มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีว่า "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น" หรือ "Pay per use" ซึ่งหมายความว่า หากมีผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าเป้าหมาย กระทรวงฯ ก็จะจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงที่เกิดขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดกับผู้รับสัญญาเพื่อนำไปผูกกับเงื่อนไขการจ่ายเงินตามงวดงาน และจะนำข้อคิดเห็นจากเวทีนี้ไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะไปเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป ซึ่งยืนยันว่าเวทีนี้ไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงสัญญาให้สมบูรณ์ที่สุด
นายพชรยังได้ตอบคำถามว่าเหตุใดภาครัฐจึงไม่ติดต่อโดยตรงกับเจ้าของแพลตฟอร์ม AI อย่าง Microsoft หรือ Google โดยระบุว่า เนื่องจาก Microsoft มีรูปแบบธุรกิจที่ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศเท่านั้น และการจัดซื้อโดยตรงกับต่างประเทศอาจติดข้อกำหนดทางกฎหมายของไทย เช่น เรื่องบทปรับที่ไม่มีเพดานสูงสุดที่บริษัทต่างชาติอาจไม่สามารถรับได้ นอกจากนี้ การจัดซื้อผ่านผู้รับจ้างเพียงรายเดียวช่วยให้สามารถรวบรวม AI จากหลายค่ายและหลายโมเดล (Multi-model) มาให้บริการประชาชนได้ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการ ที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึงและรู้จัก AI หลากหลายรูปแบบ หากแบ่งซื้อเป็น 14 สัญญาตามจำนวนค่าย AI ก็จะขัดต่อกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง
สำหรับประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ปลัดกระทรวงฯ ย้ำว่า กระทรวงฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง PDPA ของประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญนี้อย่างยิ่ง โดยระบุว่า TOR กำหนดให้จัดเก็บข้อมูลในประเทศไทย และในรายละเอียดเชิงเทคนิคจะทำให้ข้อมูลสถิติการใช้งานเป็นนิรนาม โดยรัฐจะเห็นเพียงข้อมูลสถิติภาพรวม เช่น จำนวนผู้ใช้งาน ฟีเจอร์ที่ใช้ จังหวัดที่ใช้งานมาก-น้อย เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน แต่จะไม่เห็นข้อมูลส่วนบุคคลว่าใครถามอะไรหรือพิมพ์อะไร ซึ่งเป็นการรู้ว่ามีข้อมูลอะไร แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร
ในด้านความสามารถในการรองรับการใช้งานของระบบ นายพชรกล่าวว่า TOR กำหนดให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันอย่างน้อย 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ตามนโยบายของรัฐมนตรี โครงการนี้จะต้องรองรับการใช้งานพร้อมกัน 5 ล้านคนได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างที่จะต้องดำเนินการให้ได้ตามนั้น
ส่วนเรื่องงบประชาสัมพันธ์ นายพชรชี้แจงว่า งบทั้งหมดสำหรับกิจกรรมประชาสัมพันธ์อยู่ที่ประมาณ 35 ล้านบาท และสำหรับป้ายโฆษณาในร้านสะดวกซื้ออยู่ที่ประมาณ 900,000 บาท ซึ่งไม่ใช่หลายร้อยล้านบาทตามที่ถูกกล่าวอ้าง เขายังสนับสนุนนโยบาย "Pay per use" ที่รัฐมนตรีให้นโยบายมา และเสนอแนะให้มีการรณรงค์การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ครู และ SMEs
ตัวแทนผู้รับสัญญาชี้แจงรายละเอียดบริการและต้นทุน
ตัวแทนจากบริษัทคู่สัญญา/ผู้ให้บริการ (ตามข่าวระบุว่าผู้ได้รับสัญญาคือกิจการร่วมค้าทีเอช เป็นตัวแทนของไมโครซอฟท์ในไทย ที่ทำสัญญโครงการ TH-AI Passport) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยย้ำว่าขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับเงินจากโครงการแม้แต่บาทเดียว พร้อมชี้แจงว่า AI ที่จะให้บริการนั้นไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่หาใช้งานได้ทั่วไป แต่เป็น AI ในเวอร์ชันโปรหรือพรีเมียมจาก 14 ค่ายชั้นนำ รวมกว่า 31 โมเดล ซึ่งแตกต่างจากฟรีเวอร์ชันตรงที่สามารถประมวลผลคำถามเชิงลึกและซับซ้อนได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาหรือปริมาณ

ตัวแทนบริษัทอ้าง 31 โมเดล AI
ผู้ให้บริการกล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ ผู้ใช้จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึง AI โมเดลเหล่านี้ และต้องผ่านการเรียนรู้ในระบบ Learning Management System (LMS) ที่มีหลักสูตรรวม 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงจากหลักสูตรยูเนสโกและหลักสูตรจากเจ้าของโมเดล AI โดยผู้ใช้งานทุกคนจะได้รับ 100 คะแนนเริ่มต้นเพื่อเข้าถึงเครื่องมือทั้งหมดก่อน และจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเก็บคะแนนในการรักษาสิทธิ์การใช้งานระดับโปรหรือพรีเมียมในเดือนถัดๆ ไป

เทียบเวอร์ชันฟรีและพรีเมียม
เทียบเวอร์ชันฟรีและพรีเมียม
เมื่อเปรียบเทียบต้นทุน ตัวแทนผู้รับสัญญาระบุว่า หากนำงบประมาณทั้งหมดของโครงการฯ มาหารเฉลี่ยกับจำนวนสิทธิที่จะแจกให้ประชาชน 5,000,000 คน จะพบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 324 บาท/คน/ปี หรือถ้าคิดเป็นรายเดือน ก็จะตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 27.50 บาท/คน ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาดของผู้ให้บริการที่มีโมเดลหลากหลายในแพลตฟอร์มเดียวที่ประมาณ 259 บาท/คน/เดือนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังระบุว่าบริการของโครงการจะให้โควตาการใช้งานที่สูงกว่า เช่น การคำนวณโทเค็น (Token) ที่มีประมาณ 11 ล้านโทเค็น/คน/เดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
ในด้านความสามารถในการรองรับระบบ ตัวแทนผู้รับสัญญาอธิบายว่า โดยปกติแล้วอัตราผู้ใช้งานจริงต่อวัน (Daily Active User) ของแอปพลิเคชันทั่วไปอยู่ที่ 10-12% ซึ่งสำหรับโครงการ 5 ล้านคน จะมีผู้ใช้งานประมาณ 500,000 – 700,000 คนต่อวัน ระบบได้ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุด (Peak Hour Load) โดยคำนวณจาก Transaction per second (TPS) ไว้ที่ 2,500 TPS และเผื่อไว้ที่ 5,000 TPS ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก และสามารถขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้ใช้งาน 5 ล้านคนพร้อมกันได้หากเกิดกรณีที่โครงการประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

รายชื่อ 31 โมเดล AI
สำหรับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ตัวแทนผู้รับสัญญากล่าวว่า การพิสูจน์ตัวตนจะใช้ ThaiID เพื่อยืนยันว่าเป็นคนไทยและมีอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น ข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ถูกเปิดเผยแก่เจ้าของโมเดล AI ส่วนข้อมูลการใช้งานของประชาชน เช่น Prompt หรือ Output จะถูกจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทยในรูปแบบ Anonymous โดยรัฐจะเห็นเพียงสถิติภาพรวมของการใช้งาน เช่น จำนวนผู้ใช้งาน ฟีเจอร์ที่ใช้ โดยไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
ทั้งนี้ ตัวแทนซึ่งอ้างว่ามาจากไมโครซอฟท์ยังได้ยืนยันเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจะมีความปลอดภัยและมีการปกปิดตัวตนของเจ้าของข้อมูล และผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้อย่างแน่นอน
ในส่วนของประเด็น "Pay per use" ที่ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวถึง ตัวแทนผู้รับสัญญายอมรับในหลักการดังกล่าว และกล่าวว่าจะต้องหารือและเจรจารายละเอียดของเงื่อนไขการจ่ายชำระค่าบริการกับกระทรวงฯ ต่อไป
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าภายในเวทีได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งคำถามข้อสงสัยและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน AI ของประเทศและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณ 1,600 ล้านบาทจะคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงแค่การนับจำนวนผู้ใช้งาน
สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังได้เรียกร้องให้กระทรวงฯ เปิดเผยรายละเอียดสัญญาและรายงานงวดงานที่ 1 อย่างละเอียด เพื่อให้ภาคประชาชนได้ร่วมตรวจสอบ และเสนอ 3 ทางเลือกให้กระทรวงฯ พิจารณาคือ 1) เดินหน้าตามสัญญาเดิม 2) ปรับปรุงสัญญาให้ดีขึ้น หรือ 3) ยกเลิกสัญญาและเริ่มต้นโครงการใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าภาคประชาชนมีความตั้งใจดีและอยากมีส่วนร่วมกับโครงการนี้
นายพชร ปลัดกระทรวงฯ ได้ตอบคำถามของ นางการดี โดยระบุว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน AI ของประเทศมีแผนระดับชาติอยู่แล้ว โครงการ TH-AI Passport เป็นส่วนหนึ่งที่หากสามารถขับเคลื่อนให้มีผู้ใช้งาน 5 ล้านคนได้จริง จะช่วยยกระดับไทยจากอันดับท้ายๆ ที่มีคนรู้จักและใช้ AI ไม่ถึง 10% ให้กระโดดขึ้นไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 19% สำหรับทางเลือกที่เสนอมา นายพชรกล่าวว่า ทางเลือกแรกเป็นไปไม่ได้ ทางกระทรวงฯ จะต้องปรับปรุงสัญญาให้สมบูรณ์ที่สุด และแม้การยกเลิกสัญญาเป็นทางเลือกที่ง่าย แต่ก็อาจส่งผลกระทบให้โครงการลักษณะนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของโครงการ โดยสอบถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีโดยตรงว่ารู้จักและสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับผู้รับงานโครงการนี้หรือไม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการโฆษณาผ่านป้ายในร้านสะดวกซื้อ และการเร่งรัดการดำเนินงานที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับโครงการขนาดใหญ่
นอกจากนี้นายธีระชาติยังได้แย้งข้อมูลทางเทคนิคบางส่วนที่นำเสนอ และตั้งข้อสงสัยว่าการนำผลลัพธ์จาก AI ต่างชาติมา "เทรน" โมเดล AI ไทย อาจขัดต่อสัญญาและเป็นการ "ขโมยผลงาน"
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ตอบข้อซักถามของนายธีระชาติ โดยยอมรับว่าตนเองรู้จักผู้คนมากมายในประเทศนี้ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานในภาคเอกชนมาก่อน แต่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง
ส่วนข้อกล่าวหาว่าการใช้ AI ต่างชาติมา "เทรน" โมเดล AI ไทยเป็นการ "ขโมยผลงาน" นั้น ทางปลัดกระทรวงดีอี และตัวแทนผู้รับสัญญาได้ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าสู่ระบบและผลลัพธ์ที่ได้รับ จะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ในประเทศไทย และผู้ให้บริการ AI จะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปใช้ในการเทรนโมเดล AI ของตนเองแต่อย่างใด เป็นไปตามข้อตกลงในการป้องกันข้อมูลมาตรฐานสากล
นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ดิจิทัลเพื่อสร้างพลังของประชาชน พรรคไทยสร้างไทย ได้ตั้งคำถามเรื่องการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยสอบถามไปยังตัวแทนไมโครซอฟท์ และเสนอ 10 ข้อสำหรับบันทึกแนบท้ายสัญญา เช่น การเปิดเผยต้นทุนจริง การจ่ายตามผลงานจริง การตัดเงื่อนไขให้เอกชนออกค่าเดินทางดูงานต่างประเทศให้เจ้าหน้าที่รัฐ การเปิดเผยผู้รับช่วงงาน การตรวจสอบราคาโดยผู้ประเมินอิสระ และการควบคุมข้อมูลคนไทยไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ
ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ยืนยันว่าเรื่องการเดินทางดูงานต่างประเทศโดยผู้รับเหมาเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นและไม่มีอยู่จริง ซึ่งส่วนตัวยังตกใจกับข้อมูล และขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะที่เหลือ โดยจะนำไปพิจารณา โดยเฉพาะข้อเสนอที่บอกว่าข้าราชการอยากใช้ AI นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง
นายวรพจน์ ธาราศิริกุล จากสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็น PDPA โดยอ้างอิงจาก TOR ที่ระบุว่าสามารถจัดเก็บข้อมูลและแสดงผลภัยคุกคามการใช้งานผิดกฎหมาย ซึ่งอาจขัดแย้งกับการไม่เห็นข้อมูลส่วนบุคคล และเสนอแนะให้ปรับปรุงการอบรมจากหลักสูตรทั่วไปเป็นการสอน AI ตามสายอาชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการนำไปใช้งานจริงเหมือนโมเดลของสิงคโปร์ รวมถึงการจัดโครงการ "1000 experiments" ให้ AI Startups ได้แก้ปัญหาจริงให้กับภาครัฐและเอกชน
นายนรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรแยกประเด็นการทุจริตที่ต้องตรวจสอบออกจากประโยชน์ของโครงการที่อาจนำไปสู่ "Big Change" ของประเทศได้ พร้อมเสนอให้มีการสร้าง Sandbox ให้ประชาชนได้ทดลองใช้และพัฒนา AI ในสถานการณ์จริง รวมถึงสร้าง Dashboard สาธารณะเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ของโครงการอย่างโปร่งใส
สรุปแนวทางการ
ในตอนท้ายของเวที นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวสรุปและขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ โดยย้ำว่ากระทรวงฯ จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปประมวลผล เพื่อดำเนินการให้ดีที่สุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง PDPA ที่จะให้ความสำคัญสูงสุด เรื่องการจัดฝึกอบรมจะออกแบบให้หลากหลายและตรงตามความต้องการของแต่ละสาขาอาชีพ รวมถึงจะมีการจัด Hackathon และ Boot Camp เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก AI นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิดที่จะนำเสนอท่านรัฐมนตรีพิจารณาตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามโครงการ (Steering Committee) ที่จะเชิญตัวแทนจากสภาหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม
นายพชรยังกล่าวเสริมว่า ระบบจะมีหน้าจอ Dashboard แสดงผลการทำงานในภาพรวม ทั้งแบบ Real-time หรือสรุปรายวัน เพื่อให้เห็นว่ามีผู้เข้าใช้งานเท่าไหร่ ใช้งานอย่างไร และจะมีหน้าจอแสดงผลการใช้งานส่วนบุคคลเมื่อผู้ใช้งานล็อกอิน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสของโครงการ
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ ได้กล่าวยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนตามนโยบาย "ใช้จริง จ่ายจริง" และความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
'ทวี' หวั่น TH-AI Passport สร้างวิกฤตกองทุนฯ แฉ TOR พา สดช.ดูงาน ตปท.
ดีอี จัดเวทีฟังความเห็น ‘TH-AI Passport หลัง รบ.อ้าง ปชช.เกินครึ่งหนุน
รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport หลังซูเปอร์โพลเผยประชาชน 63.7% แห่หนุน
ไชยชนก เร่งแก้AI Passport สั่งทบทวนจุดอ่อนเปิดเวทีสาธารณะฟังความเห็น
'โรม' รับเรื่องสอบ TH-AI Passport เผยพิรุธ บ.น้ำมันเอี่ยวโครงการ ก.DE
‘ภาวุธ’ชำแหละ TH-AI Passport บริษัททำโครงการส่อฟันกำไร 1.1 พันล้าน




