News Logo
หน้าแรก
ดีอีถก TH-AI Passport 'ไชยชนก' ยันไม่เกี่ยวจัดซื้อ-'การดี' จี้กางสัญญา

ดีอีถก TH-AI Passport 'ไชยชนก' ยันไม่เกี่ยวจัดซื้อ-'การดี' จี้กางสัญญา

11 มิ.ย. 2569 14:24
ผู้ชม 26 คน

ดีอีจัดเสวนา TH-AI Passport-ปลัดดีอีย้ำความจำเป็นโครงการเพราะ ไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แจงที่มาเงิน 1.6 พัน ล.เป็นเงินนอกงบฯ ย้ำไม่มีล็อกสเปก-‘ไชยชนก’ แจงรู้จักคนเยอะ เลยโดนโยงว่ารู้จักกับคนรับงาน แต่ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง-'การดี' จี้กระทรวงเปิดสัญญา

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดเวที TH-AI Passport Forum ขึ้น ณ ที่ทำการกระทรวงฯ เพื่อระดมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังเป็นที่สนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ร่วมนั่งรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยตนเอง

ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ชี้แจงความจำเป็นและที่มาของงบประมาณ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นผู้บริหารของกระทรวงฯ ได้เริ่มชี้แจงถึงความจำเป็นของโครงการ "TH-AI Passport" โดยระบุว่าประเทศไทยมีการใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขในทางเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเฉพาะด้าน AI ของไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่องจนแทบจะรั้งท้ายในอาเซียน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ทำให้กระทรวงฯ เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนจุดนี้ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึงและใช้งาน AI ระหว่างประชากรในเมืองกับในภูมิภาค

กราฟฟิกอ้างไทยใช้งาน AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

กราฟฟิกอ้างไทยใช้งาน AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

โครงการนี้จึงมุ่งเป้าหมายไปยัง 3 กลุ่มหลัก เพื่อยกระดับความสามารถด้าน AI ของประเทศโดยรวม ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึง AI ระหว่างในเมืองกับภูมิภาค กลุ่มบุคลากรภาครัฐ ที่ AI จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มความครบถ้วนของข้อมูล และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยคาดหวังว่าหากโครงการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการรู้จักและใช้ AI ของคนไทยกระโดดขึ้นไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 19%

ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,621 ล้านบาทนั้น นายพชรชี้แจงว่า การใช้งบประมาณจากกองทุนดีอีช่วยให้การดำเนินการเกิดความรวดเร็วขึ้น เนื่องจากเป็นเงินนอกงบประมาณ เมื่อสิ้นปีงบประมาณแล้วเงินส่วนที่เหลือไม่จำเป็นต้องส่งคืนแผ่นดิน จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในโครงการเร่งด่วนเช่นนี้

ปลัดกระทรวงดีอียืนยันว่าการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยกระบวนการทำราคากลางก็สืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของราชการ และการประกาศเชิญชวนก็ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างที่กระทรวงฯ และกรมบัญชีกลาง ประกาศประชาพิจารณ์ ประกาศเชิญชวน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกหรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน โดยกระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานเกือบ 5 เดือน กว่าจะลงนามในสัญญา

สำหรับประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตรวจรับงานงวดแรกที่ถูกมองว่าเป็นเพียง "แผนบนกระดาษไม่กี่แผ่น" นั้น นายพชรชี้แจงว่า งวดงานที่หนึ่งกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องเสนอทั้งแผนดำเนินการและผลการดำเนินงานเบื้องต้นที่ระบบต้องเริ่มทดสอบและใช้งานได้แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ส่งเอกสารเปล่า ซึ่งสามารถพิสูจน์ทราบได้

ไทม์ไลน์ดำเนินโครงการ

ไทม์ไลน์ดำเนินโครงการ

นอกจากนี้ นายพชรยังได้กล่าวถึงนโยบายที่สำคัญซึ่งเป็นผลมาจากการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ คือกระทรวงฯ มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีว่า "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น" หรือ "Pay per use" ซึ่งหมายความว่า หากมีผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าเป้าหมาย กระทรวงฯ ก็จะจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงที่เกิดขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดกับผู้รับสัญญาเพื่อนำไปผูกกับเงื่อนไขการจ่ายเงินตามงวดงาน และจะนำข้อคิดเห็นจากเวทีนี้ไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะไปเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป ซึ่งยืนยันว่าเวทีนี้ไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงสัญญาให้สมบูรณ์ที่สุด

นายพชรยังได้ตอบคำถามว่าเหตุใดภาครัฐจึงไม่ติดต่อโดยตรงกับเจ้าของแพลตฟอร์ม AI อย่าง Microsoft หรือ Google โดยระบุว่า เนื่องจาก Microsoft มีรูปแบบธุรกิจที่ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศเท่านั้น และการจัดซื้อโดยตรงกับต่างประเทศอาจติดข้อกำหนดทางกฎหมายของไทย เช่น เรื่องบทปรับที่ไม่มีเพดานสูงสุดที่บริษัทต่างชาติอาจไม่สามารถรับได้ นอกจากนี้ การจัดซื้อผ่านผู้รับจ้างเพียงรายเดียวช่วยให้สามารถรวบรวม AI จากหลายค่ายและหลายโมเดล (Multi-model) มาให้บริการประชาชนได้ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการ ที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึงและรู้จัก AI หลากหลายรูปแบบ หากแบ่งซื้อเป็น 14 สัญญาตามจำนวนค่าย AI ก็จะขัดต่อกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

สำหรับประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ปลัดกระทรวงฯ ย้ำว่า กระทรวงฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง PDPA ของประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญนี้อย่างยิ่ง โดยระบุว่า TOR กำหนดให้จัดเก็บข้อมูลในประเทศไทย และในรายละเอียดเชิงเทคนิคจะทำให้ข้อมูลสถิติการใช้งานเป็นนิรนาม โดยรัฐจะเห็นเพียงข้อมูลสถิติภาพรวม เช่น จำนวนผู้ใช้งาน ฟีเจอร์ที่ใช้ จังหวัดที่ใช้งานมาก-น้อย เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน แต่จะไม่เห็นข้อมูลส่วนบุคคลว่าใครถามอะไรหรือพิมพ์อะไร ซึ่งเป็นการรู้ว่ามีข้อมูลอะไร แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร

ในด้านความสามารถในการรองรับการใช้งานของระบบ นายพชรกล่าวว่า TOR กำหนดให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันอย่างน้อย 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ตามนโยบายของรัฐมนตรี โครงการนี้จะต้องรองรับการใช้งานพร้อมกัน 5 ล้านคนได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างที่จะต้องดำเนินการให้ได้ตามนั้น

ส่วนเรื่องงบประชาสัมพันธ์ นายพชรชี้แจงว่า งบทั้งหมดสำหรับกิจกรรมประชาสัมพันธ์อยู่ที่ประมาณ 35 ล้านบาท และสำหรับป้ายโฆษณาในร้านสะดวกซื้ออยู่ที่ประมาณ 900,000 บาท ซึ่งไม่ใช่หลายร้อยล้านบาทตามที่ถูกกล่าวอ้าง เขายังสนับสนุนนโยบาย "Pay per use" ที่รัฐมนตรีให้นโยบายมา และเสนอแนะให้มีการรณรงค์การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ครู และ SMEs

ตัวแทนผู้รับสัญญาชี้แจงรายละเอียดบริการและต้นทุน

ตัวแทนจากบริษัทคู่สัญญา/ผู้ให้บริการ  (ตามข่าวระบุว่าผู้ได้รับสัญญาคือกิจการร่วมค้าทีเอช เป็นตัวแทนของไมโครซอฟท์ในไทย ที่ทำสัญญโครงการ TH-AI Passport) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยย้ำว่าขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับเงินจากโครงการแม้แต่บาทเดียว พร้อมชี้แจงว่า AI ที่จะให้บริการนั้นไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่หาใช้งานได้ทั่วไป แต่เป็น AI ในเวอร์ชันโปรหรือพรีเมียมจาก 14 ค่ายชั้นนำ รวมกว่า 31 โมเดล ซึ่งแตกต่างจากฟรีเวอร์ชันตรงที่สามารถประมวลผลคำถามเชิงลึกและซับซ้อนได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาหรือปริมาณ

ตัวแทนบริษัทอ้าง 31 โมเดล AI

ตัวแทนบริษัทอ้าง 31 โมเดล AI

ผู้ให้บริการกล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ ผู้ใช้จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึง AI โมเดลเหล่านี้ และต้องผ่านการเรียนรู้ในระบบ Learning Management System (LMS) ที่มีหลักสูตรรวม 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงจากหลักสูตรยูเนสโกและหลักสูตรจากเจ้าของโมเดล AI โดยผู้ใช้งานทุกคนจะได้รับ 100 คะแนนเริ่มต้นเพื่อเข้าถึงเครื่องมือทั้งหมดก่อน และจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเก็บคะแนนในการรักษาสิทธิ์การใช้งานระดับโปรหรือพรีเมียมในเดือนถัดๆ ไป

เทียบเวอร์ชันฟรีและพรีเมียม

เทียบเวอร์ชันฟรีและพรีเมียม

เทียบเวอร์ชันฟรีและพรีเมียม

เมื่อเปรียบเทียบต้นทุน ตัวแทนผู้รับสัญญาระบุว่า หากนำงบประมาณทั้งหมดของโครงการฯ มาหารเฉลี่ยกับจำนวนสิทธิที่จะแจกให้ประชาชน 5,000,000 คน จะพบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 324 บาท/คน/ปี หรือถ้าคิดเป็นรายเดือน ก็จะตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 27.50 บาท/คน ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาดของผู้ให้บริการที่มีโมเดลหลากหลายในแพลตฟอร์มเดียวที่ประมาณ 259 บาท/คน/เดือนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังระบุว่าบริการของโครงการจะให้โควตาการใช้งานที่สูงกว่า เช่น การคำนวณโทเค็น (Token) ที่มีประมาณ 11 ล้านโทเค็น/คน/เดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

ในด้านความสามารถในการรองรับระบบ ตัวแทนผู้รับสัญญาอธิบายว่า โดยปกติแล้วอัตราผู้ใช้งานจริงต่อวัน (Daily Active User) ของแอปพลิเคชันทั่วไปอยู่ที่ 10-12% ซึ่งสำหรับโครงการ 5 ล้านคน จะมีผู้ใช้งานประมาณ 500,000 – 700,000 คนต่อวัน ระบบได้ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุด (Peak Hour Load) โดยคำนวณจาก Transaction per second (TPS) ไว้ที่ 2,500 TPS และเผื่อไว้ที่ 5,000 TPS ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก และสามารถขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้ใช้งาน 5 ล้านคนพร้อมกันได้หากเกิดกรณีที่โครงการประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

รายชื่อ 31 โมเดล AI

รายชื่อ 31 โมเดล AI

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ตัวแทนผู้รับสัญญากล่าวว่า การพิสูจน์ตัวตนจะใช้ ThaiID เพื่อยืนยันว่าเป็นคนไทยและมีอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น ข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ถูกเปิดเผยแก่เจ้าของโมเดล AI ส่วนข้อมูลการใช้งานของประชาชน เช่น Prompt หรือ Output จะถูกจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทยในรูปแบบ Anonymous โดยรัฐจะเห็นเพียงสถิติภาพรวมของการใช้งาน เช่น จำนวนผู้ใช้งาน ฟีเจอร์ที่ใช้ โดยไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

 ทั้งนี้ ตัวแทนซึ่งอ้างว่ามาจากไมโครซอฟท์ยังได้ยืนยันเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจะมีความปลอดภัยและมีการปกปิดตัวตนของเจ้าของข้อมูล และผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้อย่างแน่นอน

ในส่วนของประเด็น "Pay per use" ที่ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวถึง ตัวแทนผู้รับสัญญายอมรับในหลักการดังกล่าว และกล่าวว่าจะต้องหารือและเจรจารายละเอียดของเงื่อนไขการจ่ายชำระค่าบริการกับกระทรวงฯ ต่อไป

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าภายในเวทีได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งคำถามข้อสงสัยและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน AI ของประเทศและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณ 1,600 ล้านบาทจะคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงแค่การนับจำนวนผู้ใช้งาน

สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังได้เรียกร้องให้กระทรวงฯ เปิดเผยรายละเอียดสัญญาและรายงานงวดงานที่ 1 อย่างละเอียด เพื่อให้ภาคประชาชนได้ร่วมตรวจสอบ และเสนอ 3 ทางเลือกให้กระทรวงฯ พิจารณาคือ 1) เดินหน้าตามสัญญาเดิม 2) ปรับปรุงสัญญาให้ดีขึ้น หรือ 3) ยกเลิกสัญญาและเริ่มต้นโครงการใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าภาคประชาชนมีความตั้งใจดีและอยากมีส่วนร่วมกับโครงการนี้

นายพชร ปลัดกระทรวงฯ ได้ตอบคำถามของ นางการดี โดยระบุว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน AI ของประเทศมีแผนระดับชาติอยู่แล้ว โครงการ TH-AI Passport เป็นส่วนหนึ่งที่หากสามารถขับเคลื่อนให้มีผู้ใช้งาน 5 ล้านคนได้จริง จะช่วยยกระดับไทยจากอันดับท้ายๆ ที่มีคนรู้จักและใช้ AI ไม่ถึง 10% ให้กระโดดขึ้นไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 19% สำหรับทางเลือกที่เสนอมา นายพชรกล่าวว่า ทางเลือกแรกเป็นไปไม่ได้ ทางกระทรวงฯ จะต้องปรับปรุงสัญญาให้สมบูรณ์ที่สุด และแม้การยกเลิกสัญญาเป็นทางเลือกที่ง่าย แต่ก็อาจส่งผลกระทบให้โครงการลักษณะนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของโครงการ โดยสอบถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีโดยตรงว่ารู้จักและสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับผู้รับงานโครงการนี้หรือไม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการโฆษณาผ่านป้ายในร้านสะดวกซื้อ และการเร่งรัดการดำเนินงานที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับโครงการขนาดใหญ่

นอกจากนี้นายธีระชาติยังได้แย้งข้อมูลทางเทคนิคบางส่วนที่นำเสนอ และตั้งข้อสงสัยว่าการนำผลลัพธ์จาก AI ต่างชาติมา "เทรน" โมเดล AI ไทย อาจขัดต่อสัญญาและเป็นการ "ขโมยผลงาน"

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ตอบข้อซักถามของนายธีระชาติ โดยยอมรับว่าตนเองรู้จักผู้คนมากมายในประเทศนี้ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานในภาคเอกชนมาก่อน แต่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง

ส่วนข้อกล่าวหาว่าการใช้ AI ต่างชาติมา "เทรน" โมเดล AI ไทยเป็นการ "ขโมยผลงาน" นั้น ทางปลัดกระทรวงดีอี และตัวแทนผู้รับสัญญาได้ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าสู่ระบบและผลลัพธ์ที่ได้รับ จะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ในประเทศไทย และผู้ให้บริการ AI จะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปใช้ในการเทรนโมเดล AI ของตนเองแต่อย่างใด เป็นไปตามข้อตกลงในการป้องกันข้อมูลมาตรฐานสากล

นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ดิจิทัลเพื่อสร้างพลังของประชาชน พรรคไทยสร้างไทย ได้ตั้งคำถามเรื่องการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยสอบถามไปยังตัวแทนไมโครซอฟท์ และเสนอ 10 ข้อสำหรับบันทึกแนบท้ายสัญญา เช่น การเปิดเผยต้นทุนจริง การจ่ายตามผลงานจริง การตัดเงื่อนไขให้เอกชนออกค่าเดินทางดูงานต่างประเทศให้เจ้าหน้าที่รัฐ การเปิดเผยผู้รับช่วงงาน การตรวจสอบราคาโดยผู้ประเมินอิสระ และการควบคุมข้อมูลคนไทยไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ

ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ยืนยันว่าเรื่องการเดินทางดูงานต่างประเทศโดยผู้รับเหมาเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นและไม่มีอยู่จริง ซึ่งส่วนตัวยังตกใจกับข้อมูล และขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะที่เหลือ โดยจะนำไปพิจารณา โดยเฉพาะข้อเสนอที่บอกว่าข้าราชการอยากใช้ AI นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

นายวรพจน์ ธาราศิริกุล จากสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็น PDPA โดยอ้างอิงจาก TOR ที่ระบุว่าสามารถจัดเก็บข้อมูลและแสดงผลภัยคุกคามการใช้งานผิดกฎหมาย ซึ่งอาจขัดแย้งกับการไม่เห็นข้อมูลส่วนบุคคล และเสนอแนะให้ปรับปรุงการอบรมจากหลักสูตรทั่วไปเป็นการสอน AI ตามสายอาชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการนำไปใช้งานจริงเหมือนโมเดลของสิงคโปร์ รวมถึงการจัดโครงการ "1000 experiments" ให้ AI Startups ได้แก้ปัญหาจริงให้กับภาครัฐและเอกชน

นายนรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรแยกประเด็นการทุจริตที่ต้องตรวจสอบออกจากประโยชน์ของโครงการที่อาจนำไปสู่ "Big Change" ของประเทศได้ พร้อมเสนอให้มีการสร้าง Sandbox ให้ประชาชนได้ทดลองใช้และพัฒนา AI ในสถานการณ์จริง รวมถึงสร้าง Dashboard สาธารณะเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ของโครงการอย่างโปร่งใส

สรุปแนวทางการ

ในตอนท้ายของเวที นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวสรุปและขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ โดยย้ำว่ากระทรวงฯ จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปประมวลผล เพื่อดำเนินการให้ดีที่สุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง PDPA ที่จะให้ความสำคัญสูงสุด เรื่องการจัดฝึกอบรมจะออกแบบให้หลากหลายและตรงตามความต้องการของแต่ละสาขาอาชีพ รวมถึงจะมีการจัด Hackathon และ Boot Camp เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก AI นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิดที่จะนำเสนอท่านรัฐมนตรีพิจารณาตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามโครงการ (Steering Committee) ที่จะเชิญตัวแทนจากสภาหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม

นายพชรยังกล่าวเสริมว่า ระบบจะมีหน้าจอ Dashboard แสดงผลการทำงานในภาพรวม ทั้งแบบ Real-time หรือสรุปรายวัน เพื่อให้เห็นว่ามีผู้เข้าใช้งานเท่าไหร่ ใช้งานอย่างไร และจะมีหน้าจอแสดงผลการใช้งานส่วนบุคคลเมื่อผู้ใช้งานล็อกอิน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสของโครงการ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ ได้กล่าวยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนตามนโยบาย "ใช้จริง จ่ายจริง" และความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
TH-AI Passport



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ปลัดดีอี’ยอมรับไม่รู้เรื่อง หลัง‘โรม’แฉ บ.น้ำมันเกี่ยว TH-AI Passport
‘ปลัดดีอี’ยอมรับไม่รู้เรื่อง หลัง‘โรม’แฉ บ.น้ำมันเกี่ยว TH-AI Passport