นายกฯ นำแถลงผลงานปราบสแกมเมอร์-เครือข่ายนอมินีข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท เผยรายละเอียด 3 คดีสำคัญทั้งเรื่องนอมินี-รีสอร์ทเปลือยกาย ย้ำรัฐบาลเด็ดขาดไร้ความเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ชี้ประเด็นสั่งย้าย "รองผู้ว่าภูเก็ต ขู่ย้ายผู้ว่าฯ" ปลัด มท. ก็ดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานนำทีมแถลงผลการดำเนินงานครั้งสำคัญในการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์และตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” อันเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วน โดยมีบุคคลสำคัญจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมแถลงอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.อ. กิตติรัตน์ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ. ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปชก.ตร.) รวมถึง พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. การแถลงข่าวในครั้งนี้ได้เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติงานเชิงรุกที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความเด็ดขาดในการดำเนินคดีกับเครือข่ายอำนวยความสะดวกให้แก่นอมินี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของสำนักงานกฎหมายที่ร่วมกระทำความผิดในขบวนการจัดตั้งบริษัทนอมินีอย่างเป็นระบบ, คดีการนำชื่อคนไทยที่เสียชีวิตแล้วมาใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอย่างผิดกฎหมายในขบวนการนอมินีธุรกิจนำเที่ยวและบันเทิง จังหวัดกระบี่ และกรณีการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อประกอบธุรกิจรีสอร์ทเปลือยกายอันผิดต่อกฎหมายและวัฒนธรรมไทยในพื้นที่จังหวัดกระบี่เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อนและเจตนารมณ์อันมุ่งร้ายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะกำจัดให้สิ้นซาก เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความหวาดระแวงไปทั่วสังคม เครือข่ายสแกมเมอร์ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ไปจนถึงวงจรเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางลึกซึ้งต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความบอบช้ำทางจิตใจและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ยกระดับพร้อมทั้งประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็น "วาระแห่งชาติ" อย่างแท้จริง โดยมิอาจปล่อยปละละเลยได้แม้แต่น้อย นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพระหว่าง 15 หน่วยงานหลักผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อาทิ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวน ยกระดับความช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อให้เข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีที่สุด เพื่อลดความเสียหายและเยียวยาจิตใจของผู้ประสบภัย
สำหรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไขอย่างเข้มข้นและไร้การประนีประนอม โดยได้มีการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของคนไทยทุกคน รวมถึงรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศชาติโดยรวม ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่, เครือข่ายที่อยู่ต่างประเทศ, และแม้กระทั่งจากอุปสรรคหรือแรงต้านภายในหน่วยงานราชการเอง แต่ด้วยการยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ "ปิดชื่อถือพฤติกรรม" หรือการตัดสินการกระทำจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่สนใจตำแหน่งหรือชื่อเสียงของผู้ใด รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานก็สามารถจัดการกับผู้กระทำผิดได้มาโดยตลอดอย่างเด็ดขาดและปราศจากข้อกังขา พร้อมกันนี้ ยังยืนยันที่จะรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่อพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมของสาธารณชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า การทำงานครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เริ่มมาจาก "พิทักษ์สันติราษฎร์ บำบัดทุกข์บำรุงสุข พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล" ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักอันศักดิ์สิทธิ์ของตำรวจในการดูแลความสงบสุขของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง จนประชาชนได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมมาโดยตลอด
นายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่มักพบเจอคือ "คนความจำเสื่อม" ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ "เตือนความจำ" มาโดยตลอดผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงความพยายามในการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่งในหน่วยงานราชการด้วยกัน โดยยกกรณีล่าสุดที่มีประเด็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดขู่จะย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ดำเนินการให้เห็นชัดเจนแล้วว่า สิ่งเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามใช้กลไกหรืออำนาจที่แต่ละคนมีอยู่ให้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าในมิติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย รัฐบาลไม่สามารถยินยอมได้โดยเด็ดขาด และนี่คือที่มาของการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยนายอนุทินกล่าวว่าในฐานะผู้นำรัฐบาลและผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ได้เน้นย้ำและให้ความมั่นใจแก่ตำรวจทุกระดับว่า ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีความกังวลใดๆ ไม่ต้องเกรงกลัวโจรหรืออันธพาล เพราะหากเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายเกิดความหวาดกลัวเสียเอง บ้านเมืองก็จะไร้ขื่อมีแป ประชาชนจะอยู่กันอย่างไม่มีความสงบสุข ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนใช้ภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความสงบสุขในประเทศของเรา โดยมีรัฐบาลเป็นหลักประกันและผู้สนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่
นายอนุทินกล่าวต่อไปว่า จากการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนมีขวัญและกำลังใจที่เปี่ยมล้น และมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต่อต้าน ป้องกัน และปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะถือเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของอาชญากรรมประเภทสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติว่า มันบ่อนทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติอย่างรุนแรง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้ามา ซึ่งทั้งสามประการนี้ล้วนนำไปสู่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การดำเนินการที่รัฐบาลได้ทำมาโดยตลอด จึงมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง มีความแข็งแกร่ง และได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติกลับคืนมา ซึ่งในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยก็ได้เริ่มได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศมากขึ้น มีการประเมินความน่าเชื่อถือและจัดอันดับทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการป้องกันและปราบปรามสิ่งที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ต่อไป จะยิ่งทำให้ดัชนีความน่าเชื่อถือและสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าในระหว่างการแถลง มีการพูดถึงความคืบหน้า 3 คดีซึ่งเกี่ยวกับการฉ้อโกง มีรายละเอียดดังนี้
คดีที่ 1: ขบวนการจัดตั้งบริษัทนอมินีต่างด้าวอย่างเป็นระบบ
ในคดีนี้พบพฤติกรรมอันเป็นระบบและเป็นขบวนการในการจัดตั้งบริษัทนอมินี โดยมีสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีบางแห่งทำหน้าที่เป็นต้นทางและเป็นผู้บงการสำคัญในกระบวนการ ซึ่งรวมถึงการให้คำแนะนำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนบริษัท และการจัดหาผู้ถือหุ้นชาวไทย เพื่ออำพรางตัวตนและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนายทุนต่างชาติ พฤติกรรมที่ตรวจพบคือ การใช้ชื่อคนไทยที่เป็นทั้งญาติพี่น้องของพนักงานในสำนักงานกฎหมาย/บัญชี, คนงานในธุรกิจต่างๆ, หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก บางคนถูกใช้ชื่อจดทะเบียนบริษัทมากถึงนับร้อยแห่ง ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่มีศักยภาพทางการเงินหรือความรู้ความสามารถในการร่วมลงทุนจริง การกระทำเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดของกฎหมายไทยที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าว และเพื่อซ่อนเร้นเจตนารมณ์ในการประกอบธุรกิจที่อาจผิดกฎหมายหรือเอารัดเอาเปรียบคนไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ภายหลังการจดทะเบียนบริษัทและการจัดตั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นในขั้นต้นแล้ว เครือข่ายนอมินีจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นในภายหลังอย่างแยบยล ทำให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาควบคุมกิจการได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการธุรกิจอย่างแท้จริง การกระทำดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขอวีซ่าธุรกิจ ขอใบอนุญาตทำงาน และที่สำคัญคือการซื้อหรือถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัทได้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดีกับผู้ให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งบริษัทนอมินีจำนวนถึง 7 บริษัท ซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดสำคัญในการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและอธิปไตยของชาติในทางอ้อม จากการดำเนินคดี ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษคนต่างชาติที่ร่วมกระทำผิดจำคุก 2 ปี ปรับ 240,000 บาท โดยหากรับสารภาพจะลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี ปรับ 120,000 บาท ส่วนคนไทยที่ร่วมกระทำผิดในฐานะนอมินีถูกจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท พร้อมทั้งถูกบังคับให้เข้ารับการอบรมกฎหมายการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบของการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้
คดีที่ 2: ขบวนการนอมินีธุรกิจนำเที่ยวและบันเทิง จังหวัดกระบี่
ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้มีการเปิดโปงขบวนการนอมินีที่เข้ามาแฝงตัวในธุรกิจนำเที่ยวและบันเทิง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเอารัดเอาเปรียบและบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจของประเทศ จากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์อันร้ายแรงของการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายและบัญชี ซึ่งเป็นผู้รู้กฎหมายแต่กลับเลือกที่จะกระทำผิด โดยการจัดทำเอกสารเท็จเพื่ออำพรางตัวตนและสถานะที่แท้จริงของนายทุนต่างชาติ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำได้ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและกฎระเบียบต่างๆ ที่พึงปฏิบัติตาม
สิ่งที่น่าตกใจและแสดงถึงความมักง่ายและไร้ซึ่งความเคารพต่อกฎหมายและศีลธรรมคือ การนำลายมือชื่อของผู้เสียชีวิตแล้วมาใช้ในเอกสารราชการและเอกสารจดทะเบียนบริษัท ซึ่งเป็นการปลอมแปลงเอกสารสำคัญอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันมุ่งร้ายที่จะใช้ช่องว่างหรือความไม่รอบคอบของระบบราชการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเข้าตรวจยึดเอกสารสำคัญ, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายผลการสืบสวนไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อทำลายขบวนการนี้ให้สิ้นซากและนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การดำเนินคดีในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความถูกต้องทางจริยธรรมในสังคมอีกด้วย
คดีที่ 3: รีสอร์ทเปลือยกายที่จังหวัดกระบี่
อีกหนึ่งคดีสำคัญที่ถูกเปิดโปงในจังหวัดกระบี่คือ กรณีรีสอร์ทเปลือยกาย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์อันดีงามของการท่องเที่ยวไทยและขัดต่อวัฒนธรรมอันดีของชาติ การตรวจสอบพบว่ามีการประกอบธุรกิจที่พักและโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดอื่นๆ และสร้างความเสื่อมเสียให้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ
จากการสืบสวนยังพบว่าคนต่างด้าวมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการกิจการโดยตรงและอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของรีสอร์ทแห่งนี้ยังพบข้อพิรุธหลายประการ ซึ่งส่อให้เห็นถึงการใช้นอมินีที่เป็นคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่ออำพรางตัวตนและสถานะทางกฎหมายที่แท้จริงของเจ้าของกิจการ และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่คนต่างด้าวไม่สามารถดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้ได้โดยตรง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินคดีและขยายผลการสืบสวนไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนายทุนต่างชาติ ผู้ถือหุ้นชาวไทย หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการกระทำผิดนี้ขึ้น เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยให้กลับมามีความสง่างามและถูกต้องตามครรลองอีกครั้ง
พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ผอ.ศปชก.ตร.) ได้นำเสนอผลการปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างขบวนการนอมินีและการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าจากการสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมา พบว่าการกระทำความผิดในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากชาวต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการร่วมมือกับบริษัทกฎหมาย, บริษัทบัญชี, สำนักงานกฎหมาย และสำนักงานบัญชีบางแห่ง ในการร่วมกันกระทำความผิดในกรณีดังกล่าว ศปชก.ตร. จึงได้ร่วมมือกับกรมการปกครอง, กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงแรงงาน ดำเนินการปฏิบัติการในกลุ่มนอมินีที่มีพฤติกรรมหลัก 2 ประเด็น ได้แก่ การจดทะเบียนบริษัทและประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย และการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย โดยมีอัตราส่วนที่ชาวต่างชาติถือครองอำนาจและผลประโยชน์มากกว่าคนไทยอย่างชัดเจน
พล.ต.อ. สำราญ ระบุว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของบางบริษัทและบางสำนักงานกฎหมาย ได้แก่ การใช้พนักงานของตัวเองจดทะเบียนบริษัท ซึ่งบางคนไทยบางคนถูกใช้ชื่อจดทะเบียนบริษัทได้ถึงร้อยบริษัท แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าบุคคลเหล่านั้นยังมีบัตรประกันสังคมอยู่ และยังคงใช้บัตรสวัสดิการของรัฐอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับการเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการจำนวนมาก ทำให้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการกำลังร่วมกันจากทุกหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้แบ่งการปฏิบัติการเป็น 2 เฟสหลัก (ซึ่งในรายงานสรุปได้มีการระบุถึง 3 เฟสปฏิบัติการ): เฟสแรกและเฟสที่สอง ดำเนินการในพื้นที่อ่าวไทย ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะพะงัน มีการดำเนินคดี 105 คดี ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี, ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลลงโทษแล้ว 14 คดี ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าคนไทยที่เป็นนอมินีบางคนถูกศาลสั่งจำคุก 9 เดือน และปรับ 110,000 บาท โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นบทลงโทษที่เด็ดขาดและเป็นตัวอย่างสำคัญ ในส่วนของสำนักงานกฎหมายที่ศาลลงโทษขณะนี้ ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการตามจรรยาบรรณทนายความ และสำนักงานบัญชีอีก 4 แห่งจะถูกส่งให้สภาวิชาชีพบัญชีดำเนินการตามใบอนุญาต เพื่อจัดการที่ต้นน้ำอันเป็นแหล่งแนะนำในสิ่งที่ผิดกฎหมายให้แก่ชาวต่างชาติที่มีเจตนาอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่คนไทยที่รับสารภาพในคดีเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาโทษตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการอบรมกฎหมายการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบของการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้ เฟสที่สาม ดำเนินการใน 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต, พังงา และกระบี่ ซึ่งได้มีการขยายผลจากการปฏิบัติการในเฟสก่อนหน้า โดยสรุปผลการดำเนินคดีทั้งหมด 3 เฟส พบว่ามีการดำเนินคดีไปแล้ว 191 คดี เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับที่ดินที่มีมูลค่าประมาณ 1,671 ล้านบาท บริษัทที่ถูกดำเนินคดีมีทั้งสิ้น 61 บริษัท ที่เป็นบัญชีนอมินี และ 80 บริษัทที่เป็นบริษัทที่ถือครองที่ดินซึ่งมีอัตราส่วนคนต่างชาติมากกว่าคนไทย
พล.ต.อ. สำราญ ยืนยันว่า การดำเนินการในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเกี่ยวกับนอมินีและการกระทำผิดของคนต่างด้าว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 4 จังหวัดนี้ แต่จะดำเนินการในทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และไม่ได้จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่จะดำเนินการกับทุกสัญชาติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างเท่าเทียมและเคร่งครัด ซึ่งจากการปฏิบัติการทั้ง 3 เฟสนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถยึดคืนที่ดินได้ 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสูงถึงประมาณ 1,671 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 65 คน แบ่งเป็นชาวไทย 24 คน และชาวต่างชาติ 41 คน ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายสัญชาติ อาทิ อิสราเอล, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, โปแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, แอฟริกาใต้, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ยูเครน, สโลวัก, ออสเตรเลีย, ฟิลิปปินส์ และตุรเคีย




